ดีตที่ผ่านมาถูกขึ้นบัญชีดำเป็นเสมือนผู้อิทธิพลลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งนนทบุรี

แต่ปัจจุบัน ปรีดา เชื้อผู้ดี อดีตกำนันตำบลท่าอิฐหันหลังจากวงการไปทำงานศาสนาเต็มตัวในตำแหน่งที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ควบคู่กับกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่งให้ชื่อของเขาเริ่มจางห่างหายไปจากคำว่า “เจ้าพ่อเมืองนนท์”

กำนันปรีดาเกิดในตระกูลเก่าแก่ของมุสลิมที่เป็นเชลยศึกย้ายถิ่นฐานจากกรือเซะ ปัตตานี สมัยรัชกาลที่ 1 กระจายมาอยู่ตามหนองจอก มีนบุรี คลองตัน พระโขนง และคลองบางหลวง กินเวลากว่า 200 ปีแล้ว เขาเป็นลูกชายคนเดียวของนายห้างฟี เชื้อผู้ดี มีพี่น้องเป็นผู้หญิงถึง 6 คน ทั้งยังได้ศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ ของนาเดีย นิมิตวานิช นักแสดงสาวคนดังสะใภ้ตระกูลโสณกุล

วัยเด็กเรียนปอเนาะพร้อมหลักสูตรสามัญที่อิสลามวิทยาลัย รุ่นน้องวันมูหะมัดนอร์ มะทา แล้วไปต่อโรงเรียนพร้อมพันธ์ ก่อนจบโรงเรียนสอนศาสนามาเซาะ-ฮาตุดดีน ย่านบางกะปิ กรุงเทพมหานครตามที่ผู้พ่อหวังอยากให้เป็นผู้เผยแพร่ศาสนามากกว่าจะไปใช้ชีวิตนักเลงทำตัวเป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพล

“แต่พระเจ้าไม่ให้” กำนันคนดังเริ่มต้นเล่าประวัติชีวิต

เขาบอกว่า ต้องจับใบแดงไปรับใช้ชาติเกณฑ์ทหารนาน 2 ปีก่อนออกมาช่วยงานที่บ้าน ตอนนั้นพ่อเป็นผู้นำชุมชนประสานทั้งไทยพุทธและมุสลิม รู้จักกันทั่วนนทบุรี โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมรู้จักไปยันปัตตานี ยะลา นราธิวาส พ่อจะเป็นคนตรง ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด เราก็พยายามจะเจริญรอยตาม กระทั่งพ่อเสียเมื่อปี 2521 มันเหมือนตัวเองเคว้งคว้าง เพราะความเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว

กำนันปรีดายอมรับว่า เครียดมาก ไม่รู้จะทำอะไรดี จะตัดสินใจลงไปดูแลชาวบ้านคอยประสานกับทางราชการที่มีลูกผู้พี่เป็นกำนันอยู่ก็มานั่งคิด ถ้าเราจะช่วยคนมันต้องมีตำแหน่ง มีหน้าที่ การที่เราจะช่วยคนต้องมีอำนาจ เพราะฉะนั้นช่วยคนไม่ได้ จำเป็นต้องแสวงหาอำนาจเพื่อเอามาช่วยเหลือชาวบ้าน ถ้าไม่มีไม่สามารถจะช่วยใครได้เลย นี่คือหลักการของเรา

ในที่สุด มีพรรคพวกชวนลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดเขตอำเภอปากเกร็ด นนทบุรี ปรีดาถึงไม่ลังเล “ตอนนั้นอายุเพียง 28 ปี ถือว่าหนุ่มสุด วงการต่อรองเขาวางเดิมพันกันเลยว่า 1 พันเอาบาทเดียว ผมไม่มีทางได้ เพราะทีมผมโนเนม คู่แข่งเป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดทั้งนั้น ผมเดินหาเสียงยันชายแดนคลองข่อย ผลออกมาผมได้คะแนนเป็นอันดับ 1 เข้าสู่เส้นทางนักการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว”

ทำงานอยู่ 2 ปี ปรีดาบอกว่า สมัยนั้นอำนาจไม่เต็มที่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด บังเอิญลุงเกษียณจากตำแหน่งกำนันตำบลท่าอิฐ เรามองว่า อำนาจกำนันผู้ใหญ่บ้านน่าจะดีกว่า ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกสภาจังหวัด ทำคนตกตะลึงทั้งประเทศ หันไปสมัครเป็นกำนัน  เพราะเชื่อว่าจะอยู่ใกล้ชิดประชาชนมากกว่า ทั้งยังนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานสภาตำบล มีงบประมาณที่แน่นอน ผลที่สุดก็ได้เป็นกำนันครองตำแหน่งยาวนานกว่า 28 ปี เพิ่งเกษียณอายุปีที่ผ่านมา ได้กำนันดีเด่นแหนบทองถึง 2 ปี

“ผมลงไปพัฒนาพื้นที่จากการช่วยเหลือคน ใครมีปัญหาเราช่วยได้ เลยถูกมองเป็นผู้มีอิทธิพล อะไรก็กำนันปรีดา กำนันปรีดา เลยดูเหมือนมาเฟีย ไม่มีความสุขเลยภาพในสมัยนั้น ยุคก่อนแรงมาก ผมสนิทกันหมด ตั้งแต่แคล้ว ธนิกุล ปอ ประตูน้ำ ชัช เตาปูน บารมีถึงกันให้เกียรติกัน ลูกน้องผมก็อยู่กับกลุ่มนั้น เวลามีคดีเกิดขึ้น ตำรวจก็มักจะมาถามข้อมูลว่า กำนันรู้ไหม ถ้าผมรู้ ผมก็แก้ไขพามันไปมอบตัว”ผู้กว้างขวางปริมณฑลบอก

พื้นที่ท่าอิฐยุคตั้งแต่ยังไม่สร้างสะพานพระนั่งเกล้าสมัยนั้น อดีตกำนันเจ้าถิ่นรับว่า จะเป็นโซนผู้มีอิทธิพล เป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธสงคราม ทั้งเอ็ม 16 อาก้า ไล่ยิงกันเป็นประจำ ตำรวจเดินทางลำบากต้องไปเรืออย่างเดียว เราเป็นกำนันอิสลามพยายามประสานไม่ให้ทะเลาะกัน ฆ่ากันไปฆ่ากันมา ปราวนาตัวเองว่า ขึ้นมาถึงจุดนี้แล้วทุกอย่างต้องจบ ยอมเดินไปพบกำนันในถิ่นอิทธิพลหลายคนขอร้องให้หยุด เรียกว่า พอเรามีอำนาจก็พยายามไปเจราจาสงบศึก กลายเป็นบารมีสะสมเหมือนไปมีอิทธิพลเสียเอง

พอหลังจากสร้างสะพานพระนั่งเกล้าตัดถนนรัตนาธิเบศร์ผ่านเข้าสู่ความเจริญ เจ้าตัวบอกว่า เป็นผู้ประสานหลายส่วนจนสำเร็จ ยิ่งดูเหมือนเพิ่มพูนบารมีขึ้นมาอีก มีน้ำประปาเข้ามาใช้ คนที่ท่าอิฐก็ตกตะลึง เพราะแถวหนองจอก เมืองมีนบุรียังไม่มีน้ำประปานครหลวงใช้ แต่ท่าอิฐมีแล้ว สื่อในพื้นที่ก็ช่วยโปรโมตเพราะเราทำงานช่วยเหลือคน ยิ่งทำให้เราดังขึ้นใหญ่ ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีอะไรเลย

“ผมไม่ใช่มาเฟียรังแกใคร มันไม่ใช่สไตล์ผม ผมเป็นมาเฟียแบบช่วยเหลือเขา ไม่ได้ไปตั้งบ่อนการพนัน เปิดสถานบริการ ผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ทุ่ม สองทุ่มผมก็หลับแล้ว แต่ภาพของผมลูกน้องมันเยอะ มันก็ไปขยายส่วนใหญ่ ไม่ได้แถไปในทางดีหรอก ฝ่าไฟแดงก็ลูกน้องกำนัน ล้มโต๊ะเขาก็ลูกน้องกำนัน ยิงปืนก็ลูกน้องกำนัน เรื่องดีไม่เคยมีมาให้ชม ไปช่วยคนเจ็บจากอุบัติเหตุรถคว่ำทีหลังก็มาบอกว่า เป็นลูกน้องกำนันปรีดาบ้างก็ได้ หลายเรื่องมาเกี่ยวกับผมโดยปริยาย” กำนันปรีดาระบายความอัดอั้น

เพราะครั้งหนึ่งรุนแรงถึงกับตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาสั่งฆ่าตำรวจกองปราบปราม เหตุเกิดเมื่อปี 2538 จ.ส.ต.ศักดา บุญประสม ผบ.หมู่แผนก 3 กองกำกับการ 4 กองปราบปราม ถูกอุสมาน เชื้อสกุล หลานชายของเขายิงตายในสุเหร่า ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ยุค พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม เป็นผู้บังคับการกองปราบปราม พ.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา เป็นรองผู้การทำหน้าที่หัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายเงื่อนงำของคดี

คนโตตระกูลเชื้อผู้ดีเล่าว่า หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับพาดหัวข่าวนานนับเดือนระบุเจ้าพ่อท่าอิฐสั่งฆ่าตำรวจกองปราบ หาว่าเป็นที่ปรึกษานักการเมืองใหม่ว่าที่นายกรัฐมนตรี ตอนนั้นเครียดมาก ไม่รู้อะไรจริง ๆ ปีนั้นกำลังจะได้กำนันแหนบทองด้วย มีคนบอกว่า เขายิงกันตาย โจรถือปืนเข้าในในบ้านเลยดวลกัน ตอนหลังถึงรู้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ฝ่ายนั้นไม่ได้บอกเป็นตำรวจ ขับรถชนกับหลานที่ไปซื้อวัวกลับมาแถวหินกอง สระบุรี หลานมันก็คิดว่าคนร้ายจะปล้นเงินก็รีบหนี ตำรวจคนนั้นไล่ตาม “คนดวงมันจะตาย ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย อุตส่าห์ตามมาจากหินกองยันท่าอิฐ ถ้าจะจับทำไมไม่ประสานตำรวจตั้งด่านสกัด ที่อยุธยาก็มี ปทุมธานีก็มี แสดงว่า เขาก็คิดว่าตัวเองใหญ่”

“ผมเครียดอยู่นาน ปรากฏว่า บิ๊กจิ๋วโทรประสานอธิบดีพจน์ บุณยะจินดา ช่วยการันตีว่า กำนันปรีดาเป็นคนของเขา เป็นคนดี ก่อนนัดผมให้ไปพบอธิบดีพจน์ ผมก็ไปหาบนชั้น 13 กรมตำรวจเล่ารายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง อธิบดีพจน์เลยเรียกตำรวจกองปราบมาบอกว่า คุณปรีดาพี่จิ๋วรักมาก พูดย้ำอยู่ 3 ครั้ง ต่อไปใครจะหิ้วกำนันให้โทรมาบอกก่อน ห้ามแตะต้องกำนันปรีดา ผมรู้ว่า เขากะจะหิ้วผมแน่ เขาหาว่า ผมเป็นเจ้าพ่อใหญ่เมืองนนทบุรี หาว่าสั่งฆ่าตำรวจกองปราบ ผมไม่ได้รู้เรื่องจริง ๆ นอนหลับอยู่ ถือว่า ซวย”เจ้าตัวแจงข้อครหาในอดีต

“ผมอยากบอกว่า การทำตัวเป็นเจ้าพ่อ ไม่จีรัง ไม่นานหรอก อยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น สู้ให้คนเขารักด้วยความบริสุทธิ์ใจมันจะสะสมไปเอง ถ้าบารมีที่หามาในทางลัดมันจะอยู่ได้ไม่นาน มันจะไม่มีความสุข ผมเคยเจอมากับตัว เข็ดแล้ว จะเข้าห้องน้ำทีต้องมีคนเข้าไปเคลียร์ก่อนจนปัสสาวะไม่ออก ตอนนั้นแรงมาก มีลูกน้องเยอะแยะ ถูกหาว่าไปจ้างวานฆ่าเขาบ้าง แต่ผมไม่เกี่ยว อาจเพราะลูกน้องเกเร มานั่งนอนคิดแล้วมันไม่มีความสุขเลย ไปไหนทีลูกน้องตามกันเป็นสิบ ความดังตอนนั้นเล็ก นกใน มือปืนดังของเพชรบุรียังมาหาคาราวะถึงบ้าน ในที่สุดก็โดนยิงตาย ตี๋ ดำเนิน มือขวาแคล้ว ธนิกุล ก็มาหาจะให้ช่วยวิ่งรถแท็กซี่ที่ดอนเมือง ทั้งที่ตัวเองอยู่กับแคล้วแต่เสือกมาหาเรา”

  “ทุกวันนี้ไม่มีศัตรูแล้ว ช่วยคนอย่างเดียว ไปไหนมาไหนลำพัง มีความสุขมาก บางคนสงสัยมี ว.5 หรือเปล่า ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่โฟร์ซีซั่นส์นะ” ปรีดาหัวเราะอารมณ์ดีอย่างเป็นกันเอง เขาบอกอีกว่า ที่ผ่านมายังทำงานกับนักการเมืองเข้าได้ทุกพรรค เพราะต้องประสานเอาประโยชน์ช่วยชาวบ้านในพื้นที่ ไม่เกี่ยงพรรคไหน สีไหน ขืนอยู่สีใดสีหนึ่งรับรองไม่เจริญ เริ่มมาตั้งแต่ยุคชวน หลีกภัย ที่มีสุรินทร์ พิศสุวรรณ ชาวมุสลิมด้วยกันช่วยประสาน และได้รับเกียรติเป็นประธานจัดงานเมาริดกลางแห่งประเทศไทยที่สวนอัมพร เมื่อปี 2535 ตอนนั้นก็เป็นที่ปรึกษา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ยังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ จากนั้นก็ทำงานประสานอดีตผู้นำประเทศอีกหลายท่าน อาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ก่อนหน้าก็เคยเกือบลงสนามการเมืองใหญ่  เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่แล้วไปทาบทามถึงบ้าน แต่กำนันปรีดาตัดสินใจให้พี่สาวลงแทนหมดเงินไปกว่า 20 ล้านบาท เพราะเป็นไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าตัวยอมรับว่า คิดลงการเมืองใหญ่เหมือนกัน แต่การเมืองสมัยนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวก็ปฏิวัติรัฐประหาร ใครจะคิดว่าปี 2549 จะเกิดรัฐประหารอีก และยังมั่นใจว่า อนาคตก็ต้องมี ช้าหรือเร็วเท่านั้น เสร็จแล้วก็จะมีมือที่สามเข้ามายุให้ฆ่ากัน มันเป็นวัฏจักรการเมืองไทย

 เหตุผลนี้เองที่เขาตัดสินใจผันตัวเองไปช่วยงานด้านศาสนาจนเป็นที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี กำนันมุสลิมอธิบายว่า มีผู้รู้ศาสนาบอกให้เรามาทางนี้จะดีกว่า และมั่นคง จุฬาราชมนตรีเทียบเท่าศาสดา มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เรายังมีโอกาสได้ช่วยเหลือคน เป็นตำแหน่งถาวรไม่ขึ้นไม่ลง มีแต่หมดลมอย่างเดียวถึงหมดวาระ ถ้าอยู่การเมืองบางที 2 ปี ก็ขึ้นลง ขึ้นลงอยู่แบบนี้ เวลาหมดขั้วอำนาจก็เครียด เวลานี้เรื่องการเมืองท้องถิ่นก็ปล่อยให้ลูกหลานทำแทน”

“ผมมาทำงานเกี่ยวกับศาสนารู้สึกภูมิใจมาก จุฬาราชมนตรียังแต่งตั้งให้เป็นประธานจัดงานเมาลิดกลางที่มีในหลวงทรงเป็นองค์ประธานในพิธี อันนี้แหละที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิต”

ชื่อของกำนันปรีดา เชื้อผู้ดีจึงหายจากดงผู้มีอิทธิพลไปดีวงการศาสนา