การสร้างอนุสาวรีย์โจรหนึ่งเดียวของประวัติศาสตร์ประเทศ

ไม่ได้มุ่งหวังเชิดชูวีรกรรมคุณความชั่วเป็นอนุสรณ์ “มหาโจร” ผู้สร้างความเดือดร้อนแก่สุจริตชน แต่มีเจตนารมณ์ ไม่ให้ใครเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง

สุดท้ายเมืองพัทลุงยังไม่ปลอดอิทธิพลและชุมโจร

เหตุเพราะบ้านเมืองไม่มีขื่อแปหรือเพราะเจ้าหน้าที่รัฐรักษากฎหมายทำตัวแย่ปล่อยให้คดีอาชญกรรมผุดขึ้นเป็นดอกเหตุ

แหล่งชุมโจรแห่งตำนานแดนใต้ มีบันทึกไว้เกิดขึ้นที่บ้านดอนทราย ใกล้อำเภอทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ในสมัยแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มี รุ่งดอนทราย เป็นหัวหน้า มี “ดำหัวแพร” เป็นระดับรอง ออกอาละวาด ปล้นจี้ ฆ่าเจ้าทรัพย์ ท้าทายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ประกาศตัวเรียกค่าความคุ้มครองชาวบ้าน ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าพึ่งพาอำนาจรัฐ

ภายหลังขุนโจรแห่งบ้านดอนทรายสิ้นชื่อเมื่อราวปี 2462  “ดำหัวแพร” ขึ้นสืบต่อทายาทนั่งตำแหน่งหัวหน้าแทน คราวนี้มันแผ่อิทธิลไปทั่ว มีอาวุธ พร้าลืมงอ ทำด้วยเหล็กกล้าคมกริบ  

ชื่อของ “ดำหัวแพร” สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง  ร้อนถึง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิคัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปถัมภ์มลฑลปักษ์ใต้ รับสั่งให้ พ.ต.ท.พระวิชัยประชาบาล ( บุญโกย เอโกบล ) ผู้บังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นผู้อำนวยการปราบโจรในท้องที่จังหวัดพัทลุง

จัดกลุ่มชาวบ้านที่อาสาสมัครร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบสุขของหมู่บ้าน มี ส.ต.ต.สิริ แสงอุไร ส.ต.ต.นำ นาคะวิโรจน์ และพลตำรวจร่วง สามารถ ออกไล่ล่าหัวหน้าโจรร้ายนาม “ดำหัวแพร” กระทั่งเข้าล้อมจับและยิงมันจนหนีกระเสือกกระสนผูกคอตายในวันรุ่งขึ้น

ศพของมันถูกนำไปผูกมัดกับต้นตาลที่วัดกุฎ ประจานไม่ให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง ตลอดจนเป็นการเรียกขวัญชาวบ้าน ให้รู้ถึงการสิ้นชื่อ “ขุนโจรดำหัวแพร”  มี  พระคณาศัยสุนทร เจ้าเมืองพัทลุง สั่งให้ช่างปั้นรูปตำนานมหาโจรเขียนข้อความระบุว่า “อย่าเอาอย่างไอ้จังกั้งโว้ย” บริเวณเขาวังเนียง

แต่กลับมีชาวบ้านบางกลุ่มนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ ทำให้ต้องย้ายไปเก็บไว้ใกล้โรงเรียนปัญญาวุธ กลบกรแสการต่อต้านจากชาวบ้านอีกกลุ่ม  

ทว่าชุมโจรเมืองพัทลุงหาได้หมดไปจากถิ่นตลอดหลายสิบปี

แถมไม่มีมือปราบคนไหนกำราบเด็ดขาดได้สักราย