งเหล้าในวันแรกรุ่นของวัยทำงานไม่มีอะไรดีเท่าการฟังเสียงน้ำแข็งกระทบแก้วเคียงข้างโซดาส่งสัญญาณลอยฟู่เรียกร้องให้เร่งกระเดือกลงคอดับกระหายยามอาหารมื้อค่ำที่มุ่งเน้นรสชาติอำพันมากกว่าเมล็ดข้าวหย่อนกระเพาะ

ผมผลาญชีวิตไปกับน้ำนรกสีทองแดงตามประสาหนุ่มโสด แต่ใช่ว่า ผมไม่เคยมีใคร ผู้หญิงผ่านเข้ามาบ้าง สุดท้ายไปด้วยกันไม่รอด เพราะผมเลือกสนุกกับเพื่อนมากกว่าเอาเวลาว่างไปเอาใจเธอ ยิ่งเวลาหวานมีน้อย ทำให้ความรักยิ่งถดถอยนำไปสู่คำบอกลา

“เพราะเราเข้ากันไม่ได้” เป็นประโยคฮิตติดข้ออ้างทุกคู่หนุ่มสาวยามสัมพันธ์รักร้าวก้าวมาสู่บทอวสาน

เรื่องจริง คือ ผมไม่อยากทำให้ผู้หญิงคนไหนมาเสียน้ำตากับชีวิตผู้ชายเสเพลอย่างผม

ขณะเดียวกัน ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะเสียน้ำตาให้กับความรักที่ล่มสลายซ้ำซากอีกเหมือนกัน ตอนนั้นผมถึงกล้าประกาศกลางวงเพื่อนเก่าร่วมห้องเรียนมัธยม

“กูจะแต่งงานเป็นคนสุดท้ายของห้อง พวกมึงคอยดู” ด้วยที่หวงชีวิตโสด มีโลกส่วนตัวสูง อาการของโรคติดเพื่อนอย่างผม ผมมั่นใจว่า ยากที่ผู้หญิงคนไหนจะมาทำลายกำแพงได้

เกือบทุกวัน ผมถึงเลือกสุมอยู่ในซุ้มมะรุมชุมทางนักสืบเมืองกรุงเนรมิตเป็นเสมือนโรงเรียนพิเศษภาคค่ำให้ผมไปนั่งจับเจ่าสดับตรับฟังเหล่าบรรดาจอมยุทธนอกเครื่องแบบสีกากีระดับผู้ปฏิบัติสนทนาหลักสูตรอธรรมห้ำหั่นอาชญากรที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถจัดการได้เด็ดขาด

พวกเขาเลือกเอามือเปื้อนเลือดตัดสินพิพากษาด้วยระบบศาลเตี้ย

“คุกที่นี่ติดไม่เกิน 3 วันก็โยนติ้วสู่หลักประหารได้เลย” ดาบตำรวจหนวดเครารุงรังผมยาวประบ่าเหมือนนักฆ่าสวมวิญญาณซาตานมากกว่าเป็นตำรวจหัวเราะ แววตาดุดันแดงก่ำตอกย้ำความไม่สะทกสะท้านต่อปฏิบัติการเก็บกวาดคนนอกกฎหมาย

“มันจำเป็นน้อง” กระดกหมดแก้วเลียปากส่งให้นุช สาวเจ้าของร้านจัดแจงชงต่อ

“พี่ทำมากี่ศพแล้ว” ผมถาม

เจ้าตัวยิ้มเหี้ยมเกรียมไม่ตอบ ผมตัดสินใจไม่เซ้าซี้เอาความ คิดว่า แบบเรียนนอกทฤษฎีในโรงเรียนนอกเวลาค่ำคืนนี้คุ้มค่า วันหน้าค่อยมากระลิ้มกระเหลี่ยหาคำตอบใหม่

แสงทิพย์สีอำพันหมดไปหลายแบน ศักดา เจ๊กจั่น ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ ปัญญา พันธุ์เผือก ไชยรัตน์ ส้มฉุน และผมถือโอกาสเรี่ยไรทุนทรัพย์คนละ 100 บาท เสียงอ้อแอ้ตะโกนเช็กบิล

“ไปไหนกันต่อหรือเปล่า” ปัญญาเอ่ยชักชวนเหมือนยังไม่สุด แต่ยืนง่อนแง่นจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่

“กลับเหอะปัญญา” ชัยวุฒิเพื่อนคู่หูเริ่มเสียงดัง “ไว้วันหลัง แม่งกว่ากูจะขับรถกลับถึงบ้าน บางนานะโว้ย”

“อะไรวะ” โรงเหล้ามีลมหายใจพยายามยื้อ “ว่าไงมึง ไปกับกูหรือเปล่า” แกหันมาถามผมหาแนวร่วม “แล้วไอ้จ๋าล่ะ ไปไหม”

ผมรู้สึกพะอืดพะอมเต็มทน โบกมือปฏิเสธ “พี่จะไปไหนกันก็เชิญ ผมขึ้นห้องแล้ว” ยกมือไว้อำลาเสร็จสรรพ “พรุ่งนี้เจอกัน มีอะไรตอนเช้าเก็บข่าวให้ด้วย” วางท่าสั่งงานนักข่าวรุ่นพี่ซะงั้น

ตะเกียกตะกายขึ้นแฟลตอีกตามเคย ไขกุญแจเปิดห้องถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงในตัวเดียวน้ำไม่อาบเป็นกิจวัตรประจำวันของชายโสดแล้วขึ้นเตียงกำลังจะหลับอย่างมีความสุข มีคนเคาะประตูดังปัง ปัง ขยับลูกบิดเหมือนจะเปิดออกเสียให้ได้ ผมสะดุ้งเล็กน้อยนึกในใจใครวะแล้วลุกขึ้นโซเซหากางเกงขาสั้นใส่ทับส่องตาแมวตรงประตูก็เปิดล็อกออก

แขกยามดึกคงกลิ่นเหล้าคลุ้งไม่แพ้ผม แต่จมูกผมไม่ได้กลิ่นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์มันตีตลบอบอลวนยากจะแยกแยะ “ห่ากำลังจะหลับ มาทำไมป่านนี้ ไม่โทรมาก่อน”

“ไม่มีที่ไป ขอมานอนด้วยคนโว้ย”

“ตามใจมึง” ผมหันหลังเดินกลับเตียงนอนหลับไปตาย ตื่นอีกทีตอนสายเพื่อนข้างกายยังนอนคุดคู้สภาพไม่ต่างกัน  เข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระร่างกายให้สร่างเมาแล้วรีบแต่งตัวเตรียมไปทำงาน เพื่อนขี้เมายังไม่ฟื้น ผมเลยสะกิด “เสร็จแล้วล็อกประตูให้ด้วยนะ กูไปทำงานแล้ว” มันพยักหน้ารู้กัน

ห้องพักแฟลตตำรวจดับเพลิงของผมกลายเป็นที่ซุกหัวนอนเพื่อนเก่าสมัยเรียนเทพศิรินทร์บ่อยครั้ง บ่อยจนตอนหลังมันย้ายนิวาสสถานขนข้าวของย้ายอุปกรณ์มาแช่อยู่อีกห้อง เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่า น้ำไฟฟรี สุขแท้

บัญญัติ เทียนสวัสดิ์ หนุ่มสุพรรณที่หันไปเป็นพ่อค้าขายยีนส์ในห้างมาบุญครอง ทิ้งบ้านเช่าที่ชุมชนบ้านครัวมากบดานอยู่กับผมเรื่อยมา โดยมี วิศิษฎ์ ชัยวิชาชาญ เพื่อนร่วมห้อง 8 ตอนยังเป็นนักเรียนขาสั้นอีกคนตามมาสมทบ หลังจากมันได้งานอยู่แกรมมี่ค่ายเพลงดังย่านสุขุมวิท ทำให้ผมไม่ค่อยเหงา แม้พวกเราจะไม่ค่อยมีเวลามานั่งสุมหัวกระดกเหล้าเมาพร้อมกันสักเท่าไหร่

ถึงกระนั้นก็ตาม ผมวางกฎเหล็กของห้องไว้ข้อเดียว ห้ามอย่างเดียวว่า จะเมามายกันมาแบบหัวราน้ำขนาดไหนห้ามหิ้วผู้หญิงมานอนกกในห้องเด็ดขาด เพราะวิมานแห่งนี้ไม่ใช่โรงแรมม่านรูดที่ใครนึกจะพากะหรี่ หรืออีตัวมาบำบัดความใคร่ (ให้เพื่อนอิจฉา 555)

เปล่าหรอก ผมมีเหตุผล เพราะเกรงจะเสียชื่อไปถึงพ่อ ห้องพักในนามของผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง ที่กั๊กสิทธิไว้ ตัวเองไม่อยู่ แต่ให้ลูกชายมาอยู่ แถมยังพาเพื่อนมานอน หากมีข่าวกระเซ็นว่าเป็นฮาเร็มคงดูไม่จืดแน่

แต่ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน ยุคเสรีชน ทุกคนคงมองผมเป็นพวกประเภทชายรักชาย ไม่อยากให้ผู้หญิงมากรีดกายใกล้เพื่อนรักแน่แท้เชียว ผมว่านะ สังคมยุคก่อนกับยุค 2014 ที่ผมละเลงเรื่องราวอยู่ตอนนี้แนวความคิดมันต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ

จัดแจงจัดระเบียนห้องบนชั้น 4 แฟลตตำรวจที่มีเพื่อนนักเรียนเก่าเข้ามาร่วมแชร์ฝุ่นเรียบร้อย ผมเข้าสู่โหมดทำงานทำหน้าที่นักข่าวภาคบ่ายเหมือนเดิม เวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในหมู่เหยี่ยวข่าวในกองบัญชาการตำรวจนครบาลเล็กน้อย เมื่อบุญเสริม พัฑฒนะ นักข่าวค่ายยักษ์ใหญ่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถูกต้นสังกัดโยกไปประจำกรมตำรวจแล้วส่งกิจจา ทองเกลา นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์รุ่นพี่ผมหลุดจากตระเวนข่าวขึ้นมาแทน

มันทำให้ผมได้แนวร่วมขุมกำลังที่แข็งขึ้น พี่คนนี้ขยัน ดุเด็ดเผ็ดเหลือหลาย กิตติศัพท์สมัยทำข่าวตระเวนรู้กันทั่วในหมู่สายข่าวอาชญากรรมว่า เป็นคนตรง เสียงดัง ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ หากตัวเองไม่ผิด

ทว่าช่วงนั้นแกกำลังประสบปัญหาชีวิตรักกับการปรับตัวสภาพแวดล้อมสถานที่เกาะข่าวใหม่ กิจจาจำเป็นต้องติดรถตู้สีเขียวติดตราสัญลักษณ์สายฟ้า ขนนก และกล้องถ่ายรูปอยู่ในฟันเฟือง มากองบัญชาการตำรวจนครบาลในตอนเช้าแล้วต้องรีบเผ่นกลับตอนบ่าย

กะบ่ายผมเลยอาสาขอดูแลเก็บข่าวให้แทน

“เออดี ถ้าอย่างนั้นตอนเช้ากูจัดการเก็บให้”  เลือดลูกแม่รำเพยสถาบันเดียวกันทำผมหลับจากการดื่มหนักตั้งแต่ตอนหัวค่ำได้นานขึ้น

โสดสนุกไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบนอกจากงานข่าวประจำวัน เสียงวิทยุสื่อสารขับขานคลุกเคล้าเสียงเคาะต๊อกแต๊กบนแป้นเครื่องพิมพ์ดีด ตามด้วยเสียงอาณัติสัญญาณไฟเขียวของเครื่องโทรสารที่พวกเราเรียกกันติดปากว่า “แฟกซ์” กลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้

เก็บทฤษฎีจากโรงเรียนนอกเวลาในวงเหล้าของเกมจรยุทธ์นักสืบมาหลายบท การแสดงในภาคปฏิบัติถูกอุบัติขึ้นอีกครั้งเมื่อบ่ายวันที่ 3 มีนาคม 2537 ระหว่างที่กำลังเดินโต๋เต๋อยู่ซอยนายพล วิทยุแจ้งเหตุวิสามัญฆาตกรรมขึ้นในท้องที่ฝั่งธนบุรี ผมกุลีกุจอลงมาห้องนักข่าวหารถเกาะตามยถากรรมของกระจอกข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก

ข้ามลำน้ำเจ้าพระยาสะพานอรุณอัมรินทร์ไปยังที่เกิดเหตุปากทางเข้าสถานีขนส่งสายใต้เก่า ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงท่าพระ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ใกล้สามแยกไฟฉาย ละแวกถิ่นเก่าที่คุ้นเคยสมัยเด็กตัวน้อยขี่คอน้าสาวเดินลุยน้ำท่วมเข้าไปซอยพาณิชยการธนบุรีเพื่อไปคลินิกหมอเพราไข้ขึ้นตัวร้อนจัดแบบทุลักทุเลยังจำติดตา แต่ก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าวมันถูกกระตุกให้ลืมชั่วคราวเมื่อกลิ่นคาวเลือดเข้ามาเตะจมูก บรรดาไทยมุงนับร้อยโดนกันออกเชือกแบ่งสถานที่เกิดเหตุ ผมได้สิทธิถือสมุดจดข่าวปากคาบปากกาทำตัวเท่เลียบแบบนักข่าวรุ่นเดอะแหวกแนวเชือกเข้าไป

สายตรวจบั้งเล็กมองค้อน แค่ไม่ว่าอะไรเมื่อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยืนกันเต็มไม่เอ่ยไล่สักคำ สารวัตรหนุ่มนอกเครื่องแบบคนหนึ่งหน้าซีดเผือดปากคอสั่นยืนไม่ห่างผู้เป็นนาย

“นั่นไงคนยิง” พันตำรวจโทพิทักษ์ สุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย ชี้ไปหาเขา “ถามเอาเองเลย” แต่ผมยังไม่เร่งรีบเลยเว้าวอนขอรายละเอียดเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนก่อน

นายตำรวจรองผู้กำกับทำหน้าหงิกก่อนยอมปล่อยข้อมูล

คนร้ายดวงกุดทราบชื่อสิบตำรวจโทประทวน บุญยืน อายุ 31 ปี อดีตตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่แฝก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ “เป็นตำรวจเก่าด้วยหรือคนร้ายรายนี้” ผมพ่นเสียงพึมพำระหว่างสลัดน้ำหมึกจากปลายปากกาลงในเนื้อสมุดจดข่าว

ผมร่างแผนที่เลียนแบบร้อยเวรเพื่อตอบโจทย์ง่าย ๆ เวลาพิมพ์ข่าว ศพคนร้ายนอนอยู่ริมฟุตปาทเลือดนองพื้น ข้างศพพบปืนขนาด.38 ทะเบียน นบ.2/405ในลูกโม่มีกระสุนค้าง 2 นัด ปลอกคาอยู่ 4 ปลอก

“มันโดนยิงตรงไหนบ้าง” ชะโงกหน้าถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่กำลังพลิกศพพอดี “อ่อ” ผมพูดกับตัวเอง “ดั้งจมูก 1 นัด อกซ้าย 1 นัด ในตัวมีอะไรไหม” ผมถาม เจ้าหน้าที่เก็บศพค้นทั่วร่างเงยหน้าขึ้นมาส่ายหัว

“ขอบคุณมากครับพี่”

ต่อมา ผมแหวกเข้าไปหานายตำรวจมือสำเร็จโทษที่หน้าตาเริ่มคืนสีแช่มชื่นขึ้นกว่าตอนแรก “สวัสดีครับพี่”

“สวัสดีครับน้อง”

“พี่ชื่ออะไรครับ”

“เจริญ”

“นามสกุลล่ะครับ”

เจ้าตัวตอบไม่เต็มเสียงจนผมต้องว่า “อะไรนะ เขียนยังไงครับพี่”

เที่ยวนี้แกสะกดช้า ๆ ลีลาฟังชัดขึ้น “ศ-รี-ศ-ศ-ลั-ก-ษ-ณ์” ทำผมจำแม่นตั้งแต่ตอนนั้น “เจริญ ศรีศศลักษณ์”

ซักไปซักมาได้ความเป็นฉากหนังบู๊ปะทะกันเลือดเดือดใจกลางชุมชน

ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจโทเจริญ  ศรีศศลักษณ์ สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ ช่วยราชการหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามมือปืนรับจ้างของพลตำรวจเอกชาญ รัตนธรรม รองอธิบดีกรมตำรวจสืบทราบว่า สิบตำรวจโทประทวน บุญยืน มือปืนรับจ้างประวัติโชกโชนมีความเหี้ยมโหดอำมหิตของภาคเหนือหลบหนีหมายจับสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ในคดีฆ่านางพัฒนา พาป่วน อายุ 32 ปี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2536 มาหาแหล่งกบดานในเมืองหลวง

มีสายยืนยันว่า มันมาอาศัยเจ้าของบ่อนพนันย่านสถานีขนส่งสายใต้เก่าคุ้มกะลาหัว ชุดเฉพาะกิจปราบปรามมือปืนรับจ้างของกรมตำรวจกระจายกำลังซุ่มหาความเคลื่อนไหว ไม่นานสารวัตรตำรวจหนุ่มนอกเครื่องแบบเห็นมันเดินออกมาพอดีเลยแสดงตัวจะเข้าจับกุม

นักฆ่าอดีตคนสีกากีไม่ยอมให้จับแต่โดยดี และชักปืนออกมายิงใส่เจ้าหน้าที่หวังเปิดทางหนี ทำเอาผู้คนแตกตื่นหลบกระสุนกันอลหม่าน การดวลปืนในระยะประชิดเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สุดท้ายมือปืนรับจ้างใจทมิฬถูกปิดบัญชีดับคาที่

มือวิสามัญฆาตกรรมยื่นโพยประวัติร้ายของมันให้ผมจด แกอ่านตามว่า นอกจากหมายจับโรงพักแม่ริมแล้ว ยังมีหมายจับฆ่านายมีชัย แซ่อึ้ง ที่นครสวรรค์ ฆ่านายเกษม พานิชกุล ท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลลาดโตนด เมืองนนทบุรี พร้อมกันนั้น ยังมีหลักฐานพัวพันร่วมสังหารเหยื่ออีกหลายรายทางภาคเหนือ

“แล้วพวกพี่มีใครเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า”

“ไม่มีน้อง พี่อยากบอกว่า โชคไม่เข้าข้างคนทำผิดหรอก” พันตำรวจโทเจริญฝากคมคิด “เดี๋ยวพี่ขอตัวก่อนนะ” แกเดินเข้าไปหากลุ่มนายพลตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ร่วมจับมือแสดงความยินดีในผลงานจับตายมือปืนร้ายได้อย่างเด็ดขาด

“วิ่งไล่ยิงกันสด ๆ เลยพี่ ผมตกใจแทบแย่” วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหันมาผสมฉากใส่ ผมขอชื่อเสียงเรียงนามกะจะเอาไปใส่ในข่าวให้เหตุการณ์ระทึกน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เจ้าหนุ่มหุบปากทันควัน “ไม่เป็นไรพี่ ผมกลัว”

“ให้มันได้อย่างนี้สิ ไทยมุง” ผมพึมพำลำพังตามเคย

โรงเรียนพิเศษนอกเวลากำลังเพิ่มพูนทฤษฎีสลับฉากปฏิบัติให้ผมได้ศึกษาเรียนรู้เก็บเป็นตำราประสบการณ์บนปลายปากกาเอาไว้ล่าวายร้าย และเป็นที่มาของทำไมเวลามีจับตาย ผมถึงขอเอี่ยวด้วยคนในเวลาหลายปีต่อมา