ห่างหายจากวงการไปนานนับตั้งแต่ถูกเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิทเมื่อหลายปีก่อน สำหรับนายทหารคนดังอย่าง อดีตทหารยศ พ.ท.ที่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือที่รู้จักกันในนาม “เสธ.หิมาลัย” ผู้ไม่เคยยอมใคร

ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโต พ่อเป็นตำรวจภูธรทำให้ตัวเขามีนิสัยห้าว เฮี้ยว ใจร้อนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก พ่อเขาก็มองตรงจุดนั้นถึงแนะให้ลูกชายเข้าเป็นทหารมากกว่าจะเดินตามรอยเป็นตำรวจ ปล่อยให้ พ.ต.อ.ไตรรงค์ ผิวพรรณ น้องชายที่นิ่งและสุขุมกว่าเข้าสู่เส้นทางสีกากีแทน

หลังจบโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขาจึงเลือกสอบเตรียมทหารรุ่น 25 เลือกเหล่า จปร.รุ่น36 มีความคิดอยากไปเรียนต่อต่างประเทศทำให้อยากลงสังกัดกรมแผนที่ทหาร สุดท้ายกลับไปอยู่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ กลายเป็นทหารเสือพระราชินีมุ่งหน้าทำงานตามหน้าที่ ไต่เต้ามาเรื่อย

กระทั่งวันหนึ่งไปมีชื่ออยู่ในยุทธจักรนักเลง

นิตยสาร COP’S เคยมีโอกาสเจาะใจ หิมาลัย ผิวพรรณ เมื่อหลายปีก่อนกับเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา หลังเผชิญปัญหานานาสารพัดกว่าจะผลักดันตัวเองให้กลับมายืนอยู่ในจุดที่รู้สึกว่า ตัวเองมีความสุขแบบพอใจแล้ว

เจ้าตัวย้อนเรื่องราวในอดีตก่อนถูกสั่งพักราชการเพราะไปพัวพันคดีรื้อบาร์เบียร์ว่า อาจเป็นเพราะนิสัยทหารเป็นคนรักพวกรักพ้อง ใครรังแกพี่น้องไม่ได้ ก็จะเชื่อถือคำพูดพวกเราไว้ก่อน เรารักเขายังไง ก็คิดว่า เขารักเราอย่างนั้น ไม่โกหกกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่ พอเราเติบโตมาถึงรู้ว่า บางคนต้องการแสวงหาผลประโยชน์ เข้ามาหาเรา เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ทั้งที่เรามองเขาเป็นพวกต้องดูแล บางครั้งไปขัดประโยชน์เขา สังคมมันซับซ้อนมากกว่าที่คิด อยู่ในกองทัพ สังคมง่าย ๆ บังคับโดยสายการบังคับบัญชา เหมือนพี่น้อง กองทัพไม่ใช่สังคมศักดินา อยู่กันแบบอบอุ่น ไม่พอใจก็ด่ากัน โกรธกัน แต่กองทัพไม่เคยฆ่ากัน

“ผมว่า กองทัพเป็นอาชีพเดียวที่โกรธกันแทบเป็นแทบตาย เห็นว่าเป็นต้นไม้ เป็นบอนไซ อย่างมากก็ไม่โต แต่ไม่เคยฆ่าทิ้ง พอเรามาอยู่สังคมข้างนอกรู้สึกว่า มันโหดร้าย ถ้าขัดผลประโยชน์กันฆ่าทิ้งเลย”เจ้าตัวคิดแบบนั้นและมองว่า สมัยหนุ่ม ตัวเองรักความยุติธรรม คิดว่า คนดีโดนรังแกเราช่วย ทั้งที่จริงไม่เกี่ยวอะไรเลย ช่วยได้ต้องช่วย ยอมไม่ได้ บางครั้งเขาก็โดนรังแกไม่จริง บางทีไปรังแกคนอื่นแล้วกลับมาฟ้องเรา กลายเป็นว่า เราช่วยคนผิด แต่มันคือนิสัยของเรา มองว่า เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง ถามว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับเราไหม ก็ไม่ใช่

อดีตเสนาธิการทหารชื่อดังบอกว่า ต้องขอบคุณโรงเรียนนายร้อยที่สอนให้อดทน ฝากถึงน้อง ๆ ที่เข้าไปใหม่ด้วยว่า ทำไมพี่ ๆ เขาซ่อมเรา เขาแดกเรา เราไม่ผิดเขาแดกเรา จริง ๆ เขาฝึกความอดทน ชีวิตจริง ๆ ในสังคมหนักกว่านี้ “อย่างผม ผมไม่ผิด แต่ผมต้องโดนสารพัด ผมต้องทนได้ เพราะได้รับการฝึกมา โรงเรียนนายร้อยฝึกมา เราไม่ผิด แต่ต้องถูกโดนลงโทษ ไม่มีสิทธิเถียงผู้บังคับบัญชา น้ำท่วมปาก พูดไปเขาก็ไม่เชื่อ เหมือนกันเลย สังคมชีวิตจริงมันเป็นแบบนั้น  วันที่ผมโดน ผมพูดไม่ได้ ผมมาดูตัวเองว่า มันเกิดเพราะอะไร ผมจะบอกเลยว่า ต่อไปอย่าว่าผมนะ ถ้าคุณมาหาผมแล้วช่วยคุณได้ไม่เต็มที่  ไม่ใช่ผมแล้งน้ำใจนะ แต่ผมเป็นคนไม่มีเครดิตอะไร ผมไม่มีเครดิตในสังคม เพราะสังคมไม่เชื่อถือผม”

ตอนนี้ เขามีหลักคิดของตัวเอง คือมีปัญหาอะไรจะมีทนายความประจำตัว ว่ากันไปตามกฎหมาย แนะนำอะไรได้จะแนะนำไป สังคมมีกติกาอยู่ เมื่อตัวเองโดนมาแล้ว ถึงรู้ ที่สุดแล้วถือว่า รอดมาได้ทุกวันนี้ เพราะสมัยเป็นนักเรียนนายร้อยสอนไว้ ถึงไม่ผิดก็ต้องยอมรับสภาพ แล้วต้องหาทางแก้ไข วันที่พักราชการ เขาคิดว่า จะมางอมืองอเท้าไม่ได้ ต้องมีภาระเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ต้องหาธุรกิจทำ สิ่งที่เราได้รับ โรงเรียนนายร้อยสอนไว้ สมัยนั้น หมายังมีศักดิ์ศรีมากกว่า สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ แต่เราต้องอยู่ในกรอบ กดดันจนเราอยู่ในสภาพเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศักดิ์ศรีมาแล้ว ต้องขอขอบคุณระบบนักเรียนนายร้อย ทำให้ผ่านจุดนี้มาได้

“ผมเคยผ่านจุดที่สังคมเหยียดหยามประณามผม ผมไม่มีศักดิ์ศรีเลยในสมัยนั้น ไม่มีจุดให้ยืน สังคมไทยเป็นสังคมที่ผมไม่อยากจะพูดว่า เป็นสังคมตามกระแส ไม่มีสติสักเท่าไหร่ ถ้าสังคมมีสติมากกว่านี้ ประเทศเราจะเจริญมากกว่านี้ ผมไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนดีอะไรมากมาย แต่ดีกว่าหลายคน ผมไม่ใช่คนสร้างภาพ แต่ไม่ได้เบียดเบียนใคร ผมไม่ใช่เป็นคนไปโกงใคร ไม่รังแกใคร สมัยผมเดินเที่ยวเล่นอยู่ในวงการนักเลง ลูกน้องผมทุกคนจะรู้เลยว่า ห้ามรังแกคนที่อ่อนแอกว่า นักเลงเจอนักเลงยิงกันไม่ว่า ถ้าไปไล่ยิงชาวบ้าน รังแกชาวบ้าน อย่าให้กูรู้นะ อย่ามาเป็นลูกน้องกูเชียวนะ อย่ามาอ้างว่าอยู่กับเสธ.หิ ผู้พันหิ ไม่ได้เลยนะ”

เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พี่ชายคนโตของบ้านผิวพรรณจะพูดกับทุกคนว่า ถ้าอายุมากขึ้นให้เลิกซะ ถ้าไม่เลิกก็จะมี 2 ที่ให้คุณไป ไม่ติดคุกก็ต้องไปวัด เป็นสัจธรรมที่พูดกันในวงการ ถึงจุดต้องเลิก ถามว่า สมัยเป็นวัยรุ่น เป็นจุดหนึ่งของชีวิตลูกผู้ชาย ทุกคนก็ผ่านมาหมด แต่จะผ่านมาแบบไหน จะผ่านแบบมีคุณธรรมหรือไม่ ผ่านมาแบบให้ทุกคนรังแกชาวบ้านหรือไม่ วันนี้มีความสุขกับจุดที่เราเป็น เหมือนเจอวิกฤติแล้วปรับให้เป็นโอกาส การอยู่ในกองทัพเปรียบเหมือนอยู่ในเปลือกหอยที่แข็งแรง ระเบียบวินัยและผู้บังคับบัญชาที่คุ้มครองเรามันเหมือนเปลือกหอยเนื้อหอยที่อยู่ข้างใน แต่เราไม่คิดจะเติบโต ไม่กล้าเผชิญโลก เมื่อพักราชการแล้ว ถึงรู้ว่า คนที่กล้าหาญ ไม่ได้มีเฉพาะทหารเท่านั้น ทุกสาขาอาชีพมีความกล้าหาญในตัวเอง แม้แต่นักธุรกิจ

“ผมยังจำได้เคยเซ็นกู้เงินธนาคารเอาไปทำโครงการสร้างคอนโดมิเนียมราคา 200 กว่าล้านบาท ผมนอนไม่หลับเป็นปี เคยฝึกให้ไม่กลัวตาย ไปรบกับศัตรู แต่พอกู้เงิน 200 กว่าล้าน ประสาทเสียไปเลย โชคดีที่สำเร็จผ่านมาได้ ช่วงนั้น 6 เดือนแรกที่พักราชการเบลอมาก จริง ๆธุรกิจไม่เคยทำ เป็นแค่ผู้ถือหุ้นบริษัทรักษาความปลอดภัย ไม่เคยบริหารเอง วันนั้นคิดว่า ตัวเองรู้เยอะ แต่พอวันนี้นึกย้อนกลับไป แทบเป็นคนไม่มีความรู้เลย กว่าจะแลกมาได้ต้องสูญเสียเยอะมาก”

ห้วงเวลาปีที่ผ่านมา ดร.หิมาลัยเล่าว่า เรียนรู้อะไรมามาก จากการที่โรงเรียนนายร้อยฝึกมาไม่ให้เป็นคนที่ยอมแพ้ มานั่งมองว่า จะอยู่อย่างไร ไม่ใช่มานั่งรอให้คดีจบแล้วกลับเข้ารับราชการ ก็ไม่รู้นานแค่ไหน โรงเรียนนายร้อยสอนมาดีมาก อันแรกควรทำอะไร นั่นคือ ตั้งสติ เราต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็น วันนั้นต้องยอมรับว่า เราหมดสภาพแล้ว ไปไหนมาไหนสังคมรังเกียจ ทุกคนไม่รู้ความจริง กระแสที่ออกไปตามสื่อมวลชนมันแรงมาก และไม่มีอะไรไปขวางได้ แต่ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ

“ผมต้องเริ่มต้นอย่างแรกด้วยการไม่ทำอะไรเลย ใช้เวลาไปกับการสวดมนต์ไหว้พระ พักผ่อนกับครอบครัว ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น ไปรับไปส่งลูกทุกวัน ทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน เป็นช่วงที่เราอาจไม่มีอนาคต แต่มีความสุขในชีวิต ผมกล้าพูดแบบนี้ ไม่มีอนาคต ไม่มีสังคม เพราะสังคมรังเกียจเราหมด ดีที่สุดคือ อยู่กับตัวเราเอง อยู่กับครอบครัว ลูกเต้าภรรยามีความสุขหมด เพราะสมัยทำงานราชการไม่เคยมีเวลาให้เขาแบบนี้ ผมยังจำได้ เช้าไปส่งลูก กลับมาไปเดินซื้อข้าวซื้อของมาทำที่บ้าน รอเวลาโรงเรียนเลิกแล้วไปรับลูกกลับบ้าน อยู่เป็นเดือน ๆ”

ช่วงเวลาว่างของอดีตนายทหารหนุ่มตอนตกงานยังเรียนทางลัด ด้วยการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจ เรียนรู้จากเคเบิลทีวี ซื้อนิตยสาร ซื้อหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในท้องตลาดมานั่งอ่าน เป็นเรียนลัดเร็วที่สุด เขาจำได้ว่า อ่านนิตยสารดอกเบี้ยจากที่ไม่เคยรู้เรื่องเลยมานั่งเหมือนอ่านตำราจน ค่อย ๆ เข้าใจ สื่อธุรกิจเศรษฐกิจอ่านหมด ไม่มีเวลามานั่งเรียนใหม่ ได้ความรู้ดีมาก แถมลงเรียนปริญญาโท มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนกอล์ฟ อะไรที่อยากทำ ได้ทำหมด รู้สึกว่า มีอะไรข้างนอกที่น่าเรียนรู้อีกเยอะ ใช้เวลาตรงนี้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ชดเชยกันไป ก่อนเริ่มจับธุรกิจบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ถือหุ้นใหญ่อยู่ลงไปนั่งบริหารเอง จัดระบบใหม่ ฝึกความอดทนของตัวเอง สุดท้ายผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้มีความสุขในการทำงาน

อดีตเสธ.หิมาลัยยอมรับว่า เปลี่ยนความคิดใหม่เยอะ ตอนเป็นทหาร มองไอ้นั่นถูก ไอ้นั่นผิด ไม่มีความยุติธรรม อันไหนที่เห็นว่า พรรคพวกโดนรังแก สถานภาพที่เรามี คือใช้กำลังไปปกป้องคุ้มครอง ไม่เคยมองเรื่องกฎหมายเลย  จริง ๆ ทหารหลายคนที่ผิดพลาด เพราะไม่รู้กฎหมาย ทหารมองง่าย ๆ ว่า ถูก คือถูก ผิดคือ ผิด มีเมตตากัน ถ้าคุณผิด ลูกผู้ชายกล้ารับผิดชอบ สมควรให้อภัย ผิดแล้วพร้อมจะแก้ไข ในสังคมทหารพร้อมให้อภัยคุณ แต่ในสังคมภายนอกมันไม่ใช่ สังคมภายนอกถ้าผิดพลาด จะไม่มีใครสนใจ ต้องเป็นไปตามสภาพ พอรู้จักทนายความทำให้เห็นว่า จริง ๆแล้ว มันมีเรื่องละเอียดอ่อนอีกเยอะ ต้องยอมรับกติกา เมื่อกฎหมายเป็นกติกาของสังคมที่ใช้อยู่ร่วมกัน

เรื่องต่าง ๆ ที่เจอมา ยังทำให้เขาต้องกลับไปยึดหลักศาสนา ถือเป็นเวรเป็นกรรม ไม่รู้ชาติที่แล้วไปทำอะไรกับใครไว้บ้าง ชาตินี้เจ้ากรรมนายเวรถึงตามมาทวงคืน สิ่งที่อยู่ได้วันนี้ คือ ความอดทนที่ได้รับการฝึกฝนมาจากนักเรียนนายร้อย ความอบอุ่นความเข้าใจจากครอบครัว ทำให้มีที่ยืนในสังคม มีศาสนา เป็นที่พึ่งทางใจ ได้สวดมนต์ไหว้พระทำจิตให้นิ่ง ได้ศึกษาพระธรรม ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดกับเราเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนคนทั่วโลก มีมากมีน้อยปะปนกันไป  “ผมไม่โกรธและพร้อมจะให้อภัยทุกคน ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องขอโทษทุกคนในสิ่งที่เคยทำให้ใครไม่พอใจ ขออโหสิกรรม ขอให้เขาอภัยเรา สุดท้าย คือกฎหมาย ทุกวันนี้ผมระวังตัว ผมอาศัยกฎหมายเป็นหลัก มีอะไรผมส่งไปฝ่ายกฎหมายดูเรื่อง การที่ทำตัวอยู่ในกรอบของกฎหมาย ทำให้รอดพ้นจากเรื่องหนัก ๆ ที่ผ่านเข้ามา เพราะระวังอยู่ในเส้นของกฎหมายตลอดข้ามเส้นตรงนี้ไม่ได้  ขีดเส้นในการดำเนินชีวิต”

“ผมพอใจในสิ่งที่ผมเป็นตรงนี้ ผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุด แต่วันนี้ผมอยู่ได้ ผมมีเงินจะเลี้ยงครอบครัวได้ มีเงินดูแลพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เคยตกระกำลำบากมาด้วยกัน เป็นจุดที่เราพอใจ อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ในชีวิตผม ไม่ใช่ว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย ไม่เคยทำผิดศีลธรรม เราต้องเกรงกลัวกฎหมาย กลัวการลงโทษ เกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อบาป แค่นี้ก็จะครองชีวิตไปได้ เป็นความคิดที่เกิดขึ้นใหม่ วันนี้กับวันนั้นของผมเปลี่ยนไป เมื่อก่อนคิดต่างกันมาก คิดว่า พรรคพวกเราต้องถูก ใครเป็นพวกกูต้องถูกเสมอ เพราะรักพวกรักพ้อง ถ้าโดนรังแกต้องเต็มที่ พอวันที่มีความรู้สึกว่า ผมโดนรังแก มันก็ต้องเป็นไปตามสัจธรรม”  ดร.หิมาลัยอธิบายมุมมองแนวคิดใหม่

 เขาบอกว่า เมื่อก่อนคิดง่าย ๆ เพราะอยู่ในกรอบของระเบียบวินัย ซ้าย คือซ้าย ขวา คือขวา ไม่ต้องคิดมาก พอมาอยู่ข้างนอก ต้องเอาตัวรอดในสังคม ไม่มีอะไรถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ และผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ว่าจะเข้าใจจุดนั้นหรือไม่ พร้อมให้อภัยหรือไม่ จุดที่เรามองไม่ถูกต้องจะเสี่ยงเดินไปหรือไม่ ถ้าเสี่ยงก็อย่าเดิน ต้องถอยกลับมาในจุดที่เราเป็น เมื่อก่อนคิดว่า ตัวเองเป็นฮีโร่ เป็นซูเปอร์แมน เป็นผู้บังคับบัญชาต้องแก้ปัญหาลูกน้องได้หมด จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ชีวิตของใครก็ของมัน แต่ละคนต้องไปแก้กันเอง ต้องตัดใจ ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีเส้นพวกนี้ ไม่มีเส้นอุเบกขา ไม่มีเส้นตัดใจ ทุ่มตัวช่วยลูกน้องสุด ๆ จนบางครั้งมองกันว่า เรามีผลประโยชน์ ผลสะท้อนกลับมาเลยไม่ดี

“ถ้าสัมผัสผมจริง ๆ จะรู้เลยว่า ผมไม่เคยหวังผลประโยชน์ตรงนั้นเลย ช่วยเพราะต้องการให้พวกมีความสุข ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้เลยพยายามทำอะไรให้อยู่ในกรอบ เอากฎหมายมาตั้ง หลายคนมาคุยกับผม ผมจะบอกว่า ถูกผิด ผมไม่รู้ เพราะเวลาคุณทำกันสองคน ผมก็ไม่รู้ไม่เห็นด้วย แต่แนะนำได้ว่า กฎหมายให้อำนาจคุณแค่ไหน เดือดร้อนมาก็ช่วยได้แบบนี้ สงเคราะห์ได้ก็สงเคราะห์ แต่จะให้ไปทุ่มสุดตัวเหมือนเมื่อก่อน มันก็ไม่ใช่ธุระของผม แต่ถ้าคุณเคยช่วยผมไว้ ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน ผมก็ต้องช่วย เพราะคุณเคยมีบุญคุณกับผม แต่ถ้าคุณไม่เคยช่วย ผมก็ช่วยคุณได้ตามอัตภาพ ถ้าช่วยแล้วครอบครัวผมเดือดร้อน ผมไม่ทำ มันเป็นหลักง่าย ๆ”

“ผมพอเพียงกับชีวิตผมทุกวันนี้แล้ว มีงานทำ มีข้าวกิน มีเงินมีทองดูแลลูกเต้า สิ่งที่ดีสุดสำหรับผมคือครอบครัว วันที่ผมมีปัญหา ครอบครัวเข้าใจผม ผมน้ำตาร่วง เพราะลูกเลย เป็นวันที่เราแย่สุด ๆ เมื่อก่อนเคยมีรถใช้ที่บ้านหลายคัน ภรรยาใช้บีเทิล ลูกใช้แกรนเวีย ผมใช้เบนซ์ หรือไม่ก็คัมรี ช่วงที่มีปัญหา ต้องขายรถหมด ภรรยาไม่พูดซักคำ ติดคุกออกมาวันแรก เงินไม่พอ สิ่งที่ไวที่สุด เร็วที่สุดไม่ใช่ที่ดิน เพราะต้องใช้เวลา เร็วที่สุดคือรถ ผมเอารถบีเทิลไปขายคันแรก คันที่สอง คือขายรถลูก ผมประทับใจมาก ลูกสองคนพี่น้องรักรถคันนี้มาก เพราะใช้ไปโรงเรียนทุกวัน มานั่งเก็บของในรถร้องไห้ แบบรักรถมาก มีเครื่องประดับของเล่นเก็บไว้ในรถ เวลาอยู่ในรถก็ทะเลาะกัน แบ่งที่นั่งกัน พี่อยู่ฝั่งหน้า น้องอยู่ฝั่งท้าย มีของเก็บจุกจิก เก็บไปร้องไห้ไป ลูกคุยกัน ผมแอบได้ยินถึงกับน้ำตาร่วงเลย คนพี่ปลอบน้องว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวคุณพ่อก็ซื้อให้ใหม่ ตอนนี้ขายไปก่อน เราใช้รถคันเล็กไปก่อนก็ได้ แต่คุณพ่อก็อยู่กับเราทุกวัน” อดีตนายทหารหนุ่มระบายความในใจ

“ผมฟังแล้วมีความสุขนะ ตอนนั้นรถผมก็ขาย มาใช้รถปิกอัพธรรมดา เพราะต้องใช้เงิน ต้องประหยัด ต้องลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เพียงเพราะจะเอาเงินไปช่วยประกันลูกน้องในบริษัท รปภ.ที่อยู่ไม่เกี่ยวข้องกับการรื้อ รับเงินเดือน ๆ ละไม่กี่บาท ต้องไปติดคุกติดตะรางทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ระหว่างที่ติดคุก มันไม่มีรายได้เข้า งบบริษัทจ่ายไม่ได้ ผมต้องขายทรัพย์สินพวกนี้ไปเพื่อเอาเงินมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้พวกเขาตลอด 3 เดือนที่อยู่ในคุก รอให้บริษัททำกำไรคืนมาทีหลัง ผมทนไม่ได้ที่เห็นสภาพแบบนั้น”

อดีตทหารที่คร่ำหวอดอยู่ในยุทธจักรนักเลงยืนยันหนักแน่นว่า แนวคิดเปลี่ยนหมด ก่อนหน้าอาจเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จไว ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา บางครั้งทำให้กลายเป็นคนที่เรียกว่า หลงตัวเอง ต้องยอมรับว่า คิดว่าตัวเองเก่ง ทำให้เกิดความประมาท ไม่ระวัง ไม่รอบคอบ ไม่ใส่ใจในรายละเอียด เหมือนเรือลำใหญ่ มีรูรั่วเล็ก ๆ รูเดียว แต่ไม่ใส่ใจ ไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นเป็นรูนิดเดียว พอวันหนึ่งน้ำเข้าเรือมาเยอะขึ้น ในที่สุดเรือก็จม

“ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตของผม”

หิมาลัย ผิวพรรณ !!!