วามรักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

คุณต้อม-วรรณวิจิตร ปองภพรัตนะกุล ภรรยา พ.ต.ท.กฤษณ์พนธ์ เพ็ชรสดศิลป์ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 51 สาวชาวกรุง ลูกคนเล็กของนักธุรกิจเจ้าของคาเฟ่แถวปทุมวัน จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา เข้าต่อคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ด้วยความหวังอยากทำงานด้านประชาสัมพันธ์ แต่ความจริงตั้งใจเรียนเกี่ยวกับด้านทำอาหารมากกว่า ทว่าพ่อไม่อนุญาต อยากให้เรียนเกี่ยวกับบัญชีด้วยซ้ำ เผื่อจบออกมาจะได้ช่วยกิจการของครอบครัว

เจ้าตัวยอมรับว่า หัวไม่ไปเกี่ยวกับงานบัญชี ไม่ชอบตัวเลข อีกอย่างกิจการของที่บ้านค่อนข้างไม่เหมาะกับตัวเรา ขอพ่อไม่เรียน ไปเรียนนิเทศศาสตร์ พ่อยอมตกลง บอกจะเรียนอะไรก็เรียนเถอะ เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ ใจอยากทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ตอนแรกคิดว่าง่าย แค่สื่อสารกับเขา พอไปจริง ๆ แล้วเสียงเราไม่ได้ อาจารย์แนะนำให้ควรวางแผนอนาคตการเรียนใหม่ไปทำงานเบื้องหลังแทน ไม่น่าจะเป็นพวกมาพูดประชาสัมพันธ์ออกสื่อ

เธอทู่ซี้เรียนจนจบปริญญาตรี สุดท้ายได้งานไม่ตรงกับที่เรียน เป็นพนักงานฝ่ายอนุมัติข้อมูลของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ที่ตอนนั้นยังอยู่ถนนพหลโยธิน หนีไม่พ้นเรื่องเอกสารและตัวเลขทางการเงินเหมือนที่พ่อให้เรียน ทำได้ปีเศษต้องลาออกมาดูแลพ่อที่ป่วย ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียว มีพี่ชาย 2 คน คนโตเรียนต่ออเมริกา อีกคนกำลังต่อปริญญาเอก ภาระการดูแลพ่อจึงตกอยู่กับเธอ

“จริงๆ คุณพ่อ ไม่อยากให้ลูกสาวมาดูหรอก เพราะแกก็เขิน แนวๆ ไม่ชอบให้เรามาดูแล แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครมาดูแล เราอยู่จนแกชิน ก็ปล่อย ตอนนั้นก็ไม่ได้ทำงานเลย แต่ไปช่วยที่ร้าน ไปดูเรื่องบัญชี คือ สุดท้ายหนีไม่พ้น เข้าไปดูช่วงก่อนเปิดร้าน อยู่จนคุณพ่อเสีย ถึงปล่อยกิจการให้คนในตระกูลดูแลต่อ ส่วนตัวเองออกมาเปิดร้านกาแฟ”

คุณต้อมใช้ทำเลเนื้อที่ของบ้านในซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 6 เขตห้วยขวาง เปิดร้านกาแฟชื่อ 39 coffee house ลองผิดลองถูกจนได้ลูกค้าประจำแน่นร้าน เธอให้เหตุผลง่า ที่มาเปิดร้านกาแฟ เพราะตัวเองชอบทำขนม ส่วนพี่ชายชอบกินกาแฟ และพอดีไปนั่งปฏิบัติธรรมเจอพี่ที่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟพอดีเลยชวนกันมาศึกษาเรื่องกาแฟ ชิมไปชิมมาก็ชอบ ตัดสินใจเปิดร้าน สรรหาเมล็ดกาแฟจากทั่วสารทิศมาลองชง เปิดได้ปีแรกๆ ไม่ค่อยมีลูกค้า โชคดีเป็นที่ของแม่ ไม่ได้เสียค่าเช่า ระยะหลัง ลูกค้าเยอะขึ้น เขาจะรู้เวลาว่า ช่วงนี้ยังไม่เปิด เพราะเราไม่ได้แย่งอาชีพคนแถวนี้ เราจะเปิดบริการตอนสายถึงเย็น ตกบ่ายลูกค้าก็จะมานั่งร้านเรา

ร้านกาแฟร้านนี้เองที่ทำให้เธอกับนายตำรวจหนุ่มนักสืบผู้เป็นสามีมาพบรักกัน หลังจากฝ่ายชายขณะนั้นเป็นสารวัตรสืบสวนโรงพักห้วยขวางแวะมาสืบหาข่าวความเคลื่อนไหวของรถผู้ต้องสงสัยในละแวกร้าน ก่อนเดินเข้ามาถามหาเจ้าของรถ “ต้อมกำลังทำกาแฟอยู่ ลูกค้าก็เยอะ ไม่ได้ตอบอะไร เขาก็เหมือนจะงง ๆ บอกไม่รู้เป็นร้านกาแฟแล้วก็ออกไป เกือบชั่วโมงก็กลับเข้ามาใหม่ เที่ยวนี้ชวนลูกน้องมาด้วย สั่งกาแฟ 2-3 แก้วแล้วออกไป ตกเย็นมาอีกรอบคราวนี้คุยยาว แนะนำว่าเป็นสารวัตรสืบสวน ถามเรื่องรถว่า รู้จักไหมว่า รถใคร ต้อมบอกไม่รู้ ไม่ใช่รถต้อม”

สาวเจ้าของร้านกาแฟสารภาพว่า ไม่ค่อยชอบตำรวจ ไม่ชอบคนในเครื่องแบบ แต่แปลก ไม่ชอบเหมือนจะยิ่งเจอ หลังจากวันนั้น เขามานั่งที่ร้านแทบทุกวัน ชวนลูกน้องมานั่งคุยใช้เป็นสถานที่ทำงานชั่วคราว รู้สึกงงมาก ไม่คิดว่าจะมาจีบ พากันมานั่งจนลูกค้าไม่กล้าเข้า ผ่านหลายเดือนเริ่มคุ้นเคย เขาชอบซื้อของมาฝาก ก่อนจะบอกว่า ตัวเองโสด ส่วนเราก็ไม่ได้มีแฟน พอมาฟอร์มนี้เราเริ่มรู้แล้วว่า เขาเข้ามาจีบแน่ เราก็เลยไปบอกแม่ว่า เขามาแนวนี้นะ ไม่นานเขาก็จะชวนครอบครัวเราไปทานข้าวกัน นัดครอบครัวเขามารู้จักด้วย

เธอว่า ด้วยความที่ไม่ชอบตำรวจเป็นทุนเดิม แต่ก็ยอม คือเห็นความเอาใจใส่ของเขา หลงเสน่ห์ตรงที่ว่าเขาดูแล เทคแคร์ รักครอบครัวเรามาก แบบว่าสนใจ เอาโน่น เอานี่มาให้ แล้วพาเราไปรู้จักกับครอบครัวเขา กล้าเปิดตัว ดูแบบจริงใจ เราก็เลยต้องจริงใจกับเขา และเปิดให้เห็นว่า เราเป็นคนแนวนี้นะ รับได้ไหม กิจการบ้านเรามีอาชีพแบบนี้ พ่อทำอาชีพแบบนี้นะ ค่อนข้างจะไปทางสีเทา เรากลัวเขาจะเสีย แต่เขาบอกว่า ไม่เกี่ยว และยินดีที่จะคบ

“เขาเป็นคนมีเสน่ห์ พูดหว่านล้อม แนวน่ารัก ไม่เหมือนแบบลูกค้าทั่วไปที่มาคุยแล้วดูไม่จริงใจ แต่คนนี้ดูจริงใจ ตัดสินใจลองคบหาดูใจกับเขาดู คบมา 3 ปี ถึงจะแต่งงานกัน ชีวิตก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก ยิ่งมาเห็นชีวิตตำรวจแล้ว รู้สึกสงสารเขานะ ไม่ค่อยได้พักผ่อน เหมือนทำงานตลอด งานเขาก็หนักทุกวัน เวลานอน นับนาที นับชั่วโมงได้เลย เห็นแล้วสงสาร เห็นแล้วก็เป็นห่วงด้วย คือ คนภายนอกอาจจะคิดว่าอาชีพตำรวจสบาย แต่จริงๆ แล้ว มันสบายตรงไหน บางวันนอนไปได้แค่ 20 นาที ก็มีโทรศัพท์มามีคดีก็ต้องออกไปแล้ว”

คุณต้อมระบายความรู้สึกว่า ไม่สบายใจ เป็นห่วงเพราะดึกแล้วยังต้องออกไปอีก ตอนแรกน้อยใจทำไมยังต้องไปเวลานี้ เขาบอกว่า ไม่ได้ เพราะเป็นคดีใหญ่ จำเป็นต้องไป เราทำได้แค่ห่วง ขับรถกลางคืนกลัวจะหลับใน ต้องคอยโทรศัพท์เป็นเพื่อนคุยตลอด “ จากที่ไม่ชอบตำรวจ กลายเป็นเห็นใจตำรวจ เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี สำหรับสามี ต้องคิดว่า เขาตั้งใจทำงานมาก ซึ่งต้อมเห็นในความตั้งใจ ความพยายาม และจุดมุ่งหมายของเขา”

ลูกสะใภ้ตระกูลเพ็ชรสดศิลป์ยังสัมผัสได้ถึงครอบครัวสามีที่เป็นตำรวจเกือบทั้งบ้าน ตั้งแต่พ่อสามี คือ พ.ต.อ.พลังสฤษดิ์ เพ็ชรสดศิลป์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรสระบุรี นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 25 และพ.ต.ท.ชัยพันธุ์ เพ็ชรสดศิลป์ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 52 น้องชายของสามี ทำให้ซึมซับความเป็นตำรวจไปอย่างไม่รู้ตัว

มีบ้างที่แม่บ้านสาวต้องเผื่อใจ เนื่องจากสามีทำงานอยู่ฝ่ายสืบสวนแทบจะไม่เป็นเวลา แรก ๆ ถึงทำเธอน้อยใจว่า ทำไมฝ่ายชายให้เวลาน้อยเกิน ทำไมงานสำคัญมากมายขนาดนั้น ถึงขั้นทะเลาะกัน เพราะอยู่ด้วยกันแทบไม่ได้ แค่อยากจะไปเดินเล่นก็ยังไม่มีเวลา พอบางวันได้เดินเล่นก็ดันมีคดีเข้าต้องพาเธอไปด้วย

คุณต้อมถึงกับน้ำตาคลอบอกว่า เมื่อมีโอกาสนั่งดูเขาทำงาน เราถึงรู้ว่า สาหัสจริง เข้าใจเลยตอนนั้น หันมาเปลี่ยนความคิดว่า เขาทุ่มเทกับงานขนาดนี้ เราไม่น่าจะงี่เง่า เราควรจะเชื่อใจเขาว่า เขาไปทำงาน เพราะก่อนหน้ามีคิดระแวงเหมือนกัน ไม่รู้ว่า เขาออกไปเที่ยวหรือเปล่า เรากลัว เราไม่รู้ เพราะอาชีพแบบนี้ เขาหลอกเราไหม แบบไปเที่ยวกลางคืนแล้วให้ใครแกล้งโทรศัพท์มาบอกว่า มีคดีอะไรทำนองนั้น

          “แรกๆ ต้อมไม่เชื่อใจเท่าไหร่ แต่หลังๆ ไปเห็นเอง ก็โอเคเลยว่า ถ้าจะออกไปทำงาน ขอให้บอก โทรไป ถ้าเกิดรับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ ขอให้โทรกลับมาบอกหน่อยนะว่า อยู่ตรงไหน ต้อมไม่ได้อยากจู้จี้มาก แต่เพราะเป็นห่วง ต้อมรับได้ แต่ขอให้เขาแค่บอก ตรงนี้แหละต้อมคิดว่า เป็นหลักประคองชีวิตครอบครัวตำรวจสืบสวน คือต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความเชื่อใจกันสำคัญที่สุด เชื่อใจแล้วก็ต้องไว้ใจ เอาอกเอาใจกันก็พอ” คุณต้อมระบายความรู้สึก

เธอบอกอีกว่า หลังๆ ก็ปรับตัวได้ ชินกับสภาพแนวไม่มีเวลา อยู่กันมาแบบนี้ ต้องปรับตัวกันมาเรื่อยๆ ถ้าเขามีเวลาวันไหน เขาก็จะน่ารัก พาเราไปนั่งทานข้าว มีเวลาจริงๆ ก็จะลา พาเราไปเที่ยว แต่ต้องลุ้นทุกรอบว่า จะมีคดีเข้ามาไหม หากเราจะออกไปนอกพื้นที่แล้วมีเหตุ ต้องกลับหรือ แต่ถ้ากลับก็คือกลับไม่ได้อะไรมากแล้ว ในเมื่อสามีเลือกชอบงานสืบสวน เราคงไม่สามารถจะไปเปลี่ยนเขาได้ เขาชอบของเขา ไม่ต่างกันตรงที่เขาก็ไม่ได้มาบังคับเราให้เราเปลี่ยนแปลงอะไร ต่างคนยังต่างทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้ เราก็ชินแล้ว

เจ้าตัวพูดได้เต็มปากว่า ทุกวันนี้ภูมิใจในความเป็นตำรวจของเขา เห็นเขาขยันทำงาน ทำงานดีจนนายชม เราก็ดีใจ แต่เวลาเขาโดนนายว่า เราก็เศร้าไปกับเขาด้วย บางทีเห็นเขานอนไม่หลับ กินก็ไม่ได้ ก็เป็นไปกับเขาด้วย เข้าอกเข้าใจกัน เราต้องคอยปลอบใจเขา แต่พ่อแม่สามีก็ดีมากด้วยจะคอยแบบโทรมาหาเรา ให้คำปรึกษาว่า ลูกชายเขาเป็นแบบนี้นะต้องช่วยกันดูแล คอยให้กำลังใจ ยิ่งแม่เขาจะรู้ดี เพราะเป็นแม่บ้านตำรวจเหมือนกัน เวลามีอะไรเราจะปรึกษาแม่เขาครอบครัวถึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรให้หนักใจ