“เปรียบเธอเพชรงามน้ำหนึ่ง”ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ นักข่าวหนุ่มค่ายเดอะเนชั่นประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลขึ้นเพลงโปรดลูกคอสะท้านคร่ำครวญยิ่งกว่าต้นฉบับของชรินทร์ นันทนาคร “หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า หยาดเพชร เกล็ดแก้วแววฟ้า ร่วงมาจากฟ้าหรือไร….”

เสียงปรบมือระคนเสียงผิวปากแซวลั่นห้องคาราโอเกะ โรงแรมรีเวอร์ไซด์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชิงสะพานกรุงธนบุรี สถานที่สิงสถิตของบรรดาเหยี่ยวข่าวนครบาลยามค่ำคืนอีกแห่งที่ผมมักติดสอยห้อยตามไปผสมโรงเหล้าด้วย

ผมไม่ใช่นักร้อง แต่ผมเป็นนักดื่ม

วัลลภ ชัชแววศรี พี่ใหญ่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์มักคะยั้นคะยอให้ผมจับไมค์เป็นประจำ ผมกลับบ่ายเบี่ยงหลบรอดมาได้ทุกครั้ง คืนนั้นเหล่านักเลงสุราเฮฮาสุขสำราญกันตามปกติค่อนรุ่ง ผมนั่งกระหยิ่มยิ้มย่องรอลุ้นแผงน้ำหมึกตอนเช้ากับผลงานเด็ดยอดในคดีการหายตัวไปของพันตรีเสนาธิการทหารบกคนดังกับลูกน้อง

แม้กระทั่งวัลลภ นักข่าวรุ่นเดอะที่เป็นโต้โผพามาทัวร์รังริมลำน้ำเจ้าพระยาครั้งนี้ ผมยังไม่กระซิบบอกข่าวสำคัญระดับพาดหัวยักษ์ได้สบายให้แกรู้เลย

“เลือดเย็นแท้เลยกู” ผมคิดในใจก่อนกระดกแก้วอำพันย้อมใจเหมือนไถ่โทษในความโหดร้ายไปถึงผู้อาวุโสรุ่นเก่าที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเราหลายช่วงตัวนัก

ตะเกียกตะกายแทบคลานกลับขึ้นแฟลต หัวถึงหมอนนอนหลับเป็นตาย สะดุ้งตื่นอีกทีตะวันโด่งยามใกล้เที่ยงแผดไอร้อนให้ต้องลุกจากเตียง

“ชิบหาย” หยิบแพ็กลิงก์ขึ้นมาดู โรงพิมพ์เรียกให้โทรศัพท์กลับบานตะไท

“ครับพี่”

“เอ็งอยู่ไหนวะ” หัวหน้าอัมพร พิมพ์พิพัฒน์ เอ็ดตะโรลั่นกรอกหูโทรศัพท์ “ไอ้ห่า ตามตัวแต่เช้า”

“มีอะไรครับพี่ พอดีผมลืมแพ็กลิ้งก์ไว้ เพิ่งกลับมาเอา กำลังจะเข้านครบาลครับ” ตัดสินใจแก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ

“เรื่องผู้พันเฟ่ยของมึง ข่าวใหญ่ไปทั่วแล้ว รีบไปตามมาเลย”

“ครับพี่” ผมลิงโลดคิดว่างานนี้เวทีแจ้งเกิดเปิดปฏิบัติการตีหัวนักหนังสือพิมพ์รุ่นพี่อย่างข่าวสด เดลินิวส์ มติชน แนวหน้า ที่อยู่ต่างทางเดินกันแน่แท้แล้ว

“เอาให้ละเอียดกว่าข่าวสดหน่อยนะ” กัปตันข่าวอาชญากรรมตะคอกกลับมา

ผมสะอึกด้วยความผิดหวัง

“ข่าวสดมีด้วยหรือครับพี่”

“มีสิโว้ย ไอ้ห่า” คำลงท้ายประโยคประจำของหัวหน้าทำผมชาชิน “มีทุกฉบับแหละ”

รับคำบัญชารีบอาบน้ำแต่งตัวกระโดดขึ้นรถเมล์สาย 72 บึ่งไปตามสภาพอารมณ์เรื่อยเฉื่อยของโชเฟอร์ก่อนลงป้ายหน้าประตูวังปารุสกวัน สถานที่ตั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล แววตาเยาะหยันของพี่บางคนทำเอาผมหลบเลี่ยงราวกับเด็กโดนผู้ใหญ่จ้องจับผิด

“เป็นไงบ้างหนู” ผมสะกิดสมบูรณ์ ปรุงแต่งกิจ น้องนักข่าวสาววิทยุไอเอ็นเอ็นที่จะมาเช้ากว่าใคร

“ไม่เห็นมีอะไรเลยพี่” เธอกระซิบแล้วหัวเราะ “ขำพี่ต้น”

“ทำไม” ผมว่าแล้วแอบชำเลืองต้น-ศักดา บุญประเสริฐ หนุ่มข่าวสดที่กำลังจุดบุหรี่ดูดอย่างเมามัน สีหน้าชาเย็น

“หนูมาแต่เช้า พี่ต้นมาคุยโม้ใหญ่ว่าได้ข่าวเดี่ยว หนูแกล้งถามว่า ข่าวอะไร พี่แกจัดแจงหยิบหนังสือพิมพ์มากางโชว์”

“แล้วไงต่อ”

“หนูก็บอกไปว่า โธ่พี่ ไปดูไทยรัฐกับสยามโพสต์สิ ละเอียดกว่าพี่อีก” สาวระยองคนข่าววิทยุต้นชั่วโมงรายงาน “เท่านั้นแหละ แกก็หน้าหงายไปเลย ยืนเป็นหุ่นสูบบุหรี่อยู่นั่นนานแล้ว”

ทว่าผมกลับไม่ขำ รู้ตัวว่าเกือบพลาดมากกว่า หากไม่ไปเดินเล่นที่ห้องรองวินัย เปาอินทร์ ผมเองต่างหากน่าจะเป็นฝ่ายหน้าหงาย และป่านนี้คงโดนโรงพิมพ์ด่าระทมอมทุกข์ไปตลอดวันแน่ เท่ากับว่า เรายังไม่มีความสามารถดีพอ

“แล้ววันนี้มีใครให้สัมภาษณ์อะไรบ้างหรือยัง” ผมตั้งหลักใหม่

“ยังเลยพี่” สมบูรณ์ว่า “นักข่าวมารอกันเต็มแต่เช้าแล้ว”

“โอเค ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราขึ้นไปข้างบนกัน”

สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กระจอกข่าวหลายสำนักรออยู่ก่อนแล้ว นายตำรวจหน้าห้องทำหน้าเคร่งขรึมตีลูกบึ้งใส่ราวกับสวมหน้ากากหน้าเสือตามฉายาของผู้เป็นนายกลายเป็นที่เอือมระอาของบรรดาผู้สื่อข่าวประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล

“นายเขาจะรู้ไหมว่า หน้าห้องกันท่าขนาดนี้” นักหนังสือพิมพ์สำนักหนึ่งว่า

“ไม่เห็นเหมือนตอนเป็นรองผู้บัญชาการเลย” อีกคนคล้อยตาม

นายพลเจ้าของสมญาหน้ากากเสือ พลตำรวจโทชัยสิทธิ์ กาญจนกิจ ขึ้นเป็นผู้นำนครบาลต่อจากพลตำรวจโทจำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ที่โดนดีดขึ้นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ เสียงคำรามอันห้าวหาญสมชายชาตินักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 6 ทำลูกน้องหวั่นเกรงในอำนาจ  นายตำรวจประจำสำนักงานถึงไม่กล้าพอจะเคาะประตูห้องไปสอบถามนายเวลานักข่าวมารอสัมภาษณ์เท่ากับลากผู้เป็นนายสู่สมรภูมิไม้เบื่อไม้เมากับสื่อแบบไม่รู้ตัว

เปิดห้องเดินล้วงกระเป๋าออกมา นายพลผู้นำหน่วยสะดุ้งเฮือกเมื่อเจอหมู่สายเหยี่ยวคนคุ้นเคยนั่งหน้าตาหงิกบอกบุญไม่รับ

“อ้าวไอ้น้อง” แกยิ้มอารมณ์ดี “มาทำอะไรกัน” เสร็จสรรพหันไปค้อนขวับใส่นายตำรวจหน้าห้อง “ทำไมลื้อไม่บอกอั๊วว่าพวกเขามารอ”

“ไม่เป็นไรครับ พวกผมเพิ่งมา” วัลลภ ชัชแววศรี ใช้ความอาวุโสปลดชนวนแม้จะหมั่นไส้อยู่ไม่น้อยที่ถูกกันท่าอ้างว่านายไม่ว่าง

“เชิญ ๆ เข้ามา” นายพลตำรวจโทเปิดประตูส่งเทียบ “เฮ้ย … บอกแม่บ้านเอาน้ำมาเลี้ยงพี่ ๆ เขาด้วย”

ห้องทำงานใหญ่โตโอ่อ่าของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลท่านนี้โล่งเฟอร์นิเจอร์ หรือของโชว์ตกแต่งเสริมบารีอำนาจ บ่งบอกถึงความสมถะที่เจ้าตัวยึดถือมาตลอดชีวิตรับราชการ เขาว่าแกเป็นตำรวจตงฉินและโผงผางน่ากลัว แต่เท่าที่ผมสัมผัสนายพลผู้นี้นับจากเข้าวงการมาใหม่ ๆ ยอมรับว่า แกเป็นนายตำรวจคนโตที่ใจดีมนุษยสัมพันธ์เยี่ยมกับสื่อพอสมควร

“จะถามอะไรว่ามา”

“คดีหายตัวไปของเสธ.เฟ่ยครับ ตกลงเป็นยังไง” วัลลภเริ่มฉาก

พลตำรวจโทชัยสิทธิ์ กาญจนกิจ ให้สัมภาษณ์กระท่อนกระแท่นถึงพันตรีเฟื่องเฉลย จารุวัสตร์ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 1 กองทัพบก พร้อมด้วย ร้อยโทชวลิต เดชณรงค์ ร้อยโทชรัส รู้แผน และสิบเอกวิชัย ชมพูนาค สังกัดกรมสารวัตรทหารบกหายไปอย่างลึกลับว่า มอบหมายให้พลตำรวจตรีทวี ทิพย์รัตน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลออกติดตามอยู่ แต่ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้า และตอบไม่ได้ว่า ทหารทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแย้มว่า เบื้องต้นได้ข้อมูลทหารทั้งหมดเดินทางไปทวงหนี้พนันให้เสี่ยถ่อ เจ้าพ่อนักพนันชื่อดังจำนวน 10 ล้านบาทจากวิรเทพ ยุกตะเสวี หรือเก๋ นาซ่า ไฮโซหนุ่มในแวดวงสถานบันเทิงที่นิยมเล่นได้เสียที่บ้านเลขที่ 8 ซอยสุขุมวิท 30 เขตคลองเตย เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานทางคดี ขณะที่เจ้าของบ้านก็ไม่เจอตัว มีทีมสืบสวนกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ และใต้ร่วมเกาะติดคลายปมแล้ว

ประวัติของเสธ.เฟ่ย เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 33 ประเดิมสังกัดกรมสารวัตรทหารบก ก่อนมาเป็นทหารคนสนิทพลโทบัณฑิตย์ มลายอริสูญ ขณะนั้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 เมื่อปี 2535 พอนายย้ายเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เจ้าตัวก็ติดตามมาเป็นทหารคนสนิทอีก การหายตัวไปพร้อมลูกน้องอีก 3 คนทำกองทัพบกสั่นสะเทือนไม่น้อย เนื่องจากพลตรีวิมล วงศ์วานิช ผู้บัญชาการทหารบกสั่งจี้ให้ตรวจสอบรายละเอียดที่เกิดขึ้นในทันทีที่ทราบข่าว

ข้อมูลไหลเข้ามาอยู่ในมือผม กระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นในปมอุ้มนายทหารคนดังวงการนักเลงเมืองหลวง พลตำรวจตรีทวี ทิพย์รัตน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หัวหน้าคณะทำงานคลี่คลายคดี พลตำรวจตรีพิทยา เจริญพานิช ผู้บังคับการตำรวจนครบาลเพระนครเหนือ พันตำรวจเอกคงเดช ชูศรี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ พันตำรวจเอกกฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ ถูกผมจี้ถามความคืบหน้ารายวันเพื่อต่อยอดลงตีในหน้าหนังสือพิมพ์สยามโพสต์อย่างต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่การหาข่าวสมัยนั้นยุ่งยากลำบากพอตัวในการติดต่อแหล่งข่าวช่วงวันหยุดราชการของพวกเขา

ความคืบหน้าที่ดูเหมือนไม่ค่อยจะคืบคลานในปมที่เชื่อว่าผู้พันเฟ่ยกับพวกถูกสังหารเหี้ยมยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ เพราะไม่เจอศพ หรือเศษซากรถพาหนะของเหยื่อในวันหายตัวไป ขณะที่ไฮโซเก๋ นาซ่า กุญแจดอกสำคัญกลับเดินทางออกไปต่างประเทศหมกร่างอยู่แดนลอดช่องสิงคโปร์ก่อนตำรวจเข้าค้นหาหลักฐานภายในบ้านเพียงวันเดียว

ทุกฝ่ายประสานกันเป็นเสียงเดียวว่า ทั้งหมดคงถูกฆ่าตายทำลายศพไม่เหลือซากแล้ว

ถึงตรงนี้พลตำรวจโทชัยสิทธิ์ กาญจนกิจ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเริ่มมีสีหน้าตึงเครียดเมื่อถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนที่เกาะติดมาตลอดหลายสัปดาห์ เขารับว่า ยังไม่ได้รับข่าวอะไรเพิ่มเติม และไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เพราะจะกระทบกระเทือนทางทหาร เรื่องนี้เกี่ยวกับฝ่ายทหารล้วน ๆ แถมไม่ได้เร่งรัดให้ตำรวจติดตาม รู้ว่าทหารก็กำลังติดตามกันอยู่ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์แก่ตำรวจเลย ต้องยอมรับว่า คดีนี้ค่อนข้างตันพอสมควร

“อะไรวะ” ผมเกาหัวนึกในใจ นายทหารถูกอุ้มหายเป็นฝูง ต้นสังกัดกับตำรวจกลับคลำปมไม่ได้

“เอายังไงดีพี่จ๋า” ผมปรึกษาไชยรัตน์ ส้มฉุน นักข่าวรุ่นพี่เดอะเนชั่นระหว่างนั่งกระดกน้ำขมสีชาดับกลุ้มในซุ้มมะรุม หลังพากันเดินลงมาจากกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือด้วยความผิดหวัง เหตุเพราะพันตำรวจเอกกฤษฎา พันธุ์คงชื่น นักสืบผู้นำหน่วยส่ายหน้าเป็นคำตอบไม่ต่างจากปากคำของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

“นึกออกแล้ว” แอลกอฮอล์ส่งเลือดทะลุสมองจุดชนวนให้เห็นมุมมองช่องเดินข่าวต่ออีกเฮือก “ไปคุยกับเมียเสธ.กันดีไหมพี่ เผื่อมีประเด็นอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักข่าวคนไหนได้ถามความในใจเลย”

คนข่าวหนังสือพิมพ์หัวภาษาอังกฤษชนแก้วสนับสนุนไอเดีย “นุช เอาแสงมาอีกแบน” แกสั่งโดยไม่ถามความเห็นซักคำ

ค่ำคืนหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว รุ่งขึ้นตรงกับวันอาทิตย์ ผมและพี่ค่ายเนชั่นนัดแนะมาเจอกันที่หน้าซุ้มมะรุมก่อนพากันเดินข้ามฟากถนนไปยังแฟลตข้าราชการทหารกรมสารวัตร ถนนศรีอยุธยา ตรงข้ามโรงพักพญาไท

“ห้องไหน”

“นั่นไงพี่” ผมชี้ “107” รังรักของนายทหารหนุ่มอยู่กับครอบครัว

“เอาไงกันดี” เอาเข้าจริงผมดันลังเลไม่กล้าเคาะประตูเรียก ไชยรัตน์ตัดสินใจลงมือเอง หญิงวัยกลางคนเปิดแง้มสีหน้าฉงน “มาหาใครคะ”

“เออ คุณกอบกาญจน์อยู่หรือเปล่าครับ”

“มีธุระอะไร” เสียงของเธอแข็งกระด้าง

“พวกผมเป็นนักข่าวครับ อยากมาสอบถามความคืบหน้าของเสธ.ครับ”

หญิงคนนั้นชะงักปิดประตูเดินออกมากระซิบ “ขอร้องเถอะพ่อหนุ่ม อย่าเข้าไปเลย”

“ทำไมหรือครับ”

“แกกำลังท้องได้ 4 เดือน พอสามีหายตัวไปยิ่งเครียดหนัก หมอแนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ เวลานี้ร่างกายก็ทรุดโทรมจนไม่อยากพูดคุยกับใคร ไม่อยากพบใครหรอกค่ะ” เธอว่า

“แล้วตอนนี้อยู่ไหมครับ” ผมตื้อ

“อยู่ค่ะ อยู่กับลูกชาย 2 คน แม่แกอีกคน ส่วนดิฉันเป็นญาติมาช่วยดูแล ห่วงเหมือนกัน ขอเถอะค่ะ” หญิงวัยกลางคนปฏิเสธนิ่มนวล ผมยกมือไหว้ลาอย่างเข้าใจ ข้อมูลเพียงนี้เขียนเป็นข่าวได้สบาย ก่อนออกจากแฟลตยังหยิบคำให้สัมภาษณ์ของเพื่อนบ้านใกล้ชิดมาเติมด้วยว่า ตั้งแต่ข่าวการหายตัวของเสธ.เฟ่ยแพร่สะพัด ทุกคนถูกคำสั่งให้ปิดปากเงียบจากเจ้ากรมสารวัตรทหารบก

ผมดีดนิ้วเปาะแม้คดีนายทหารดังกำลังสู่ทางตัน แต่ข่าวในมือผมยังมีทางเดินต่อ

ตำรวจชุดสืบสวนย่ำอยู่กับที่หลายสัปดาห์ ข่าวสะท้านยุทธจักรกองทัพเริ่มซาเพราะไม่มีความคืบหน้า แม้จะสรุปความเห็นฟันธงเหยื่อนายทหารทั้งหมดไร้ลมหายใจแล้ว แต่ในทางกฎหมายมันเป็นเพียงคดีคนหายธรรมดา

นอกจากปมตามทวงหนี้พนันแล้ว บ้างก็ว่า ผู้พันเฟ่ย มีพฤติกรรมกร่างเริ่มทำตัวใหญ่เสมอนายทหารมาเฟียที่เดินสมรภูมินอกตำรามาก่อนเลยถูกไฟเขียวจากบิ๊กผู้มีอำนาจสีเดียวกันจัดการสั่งอุ้มพ้นขวางหูขวางตา

การหายตัวไปของเขาทำให้กองทัพหันมาจัดแถวกำลังพลมากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงชั่วเวลาประเดี๋ยวประด๋าว เพราะในเวลาไม่นานได้แจ้งเกิดนายทหารชื่อกระฉ่อนกว้างขวางวงการผับเธค ทวงหนี้ ยันถึงซุ้มอิทธิพลนักฆ่ามากมาย

หากทว่าผมไม่เคยลืม “เสธ.เฟ่ย” พันตรีเฟื่องเฉลย จารุวัสตร์ จวบจนขณะนี้เป็นเวลานานถึง 20 ปีพอดีแล้วที่เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ผู้อ่านท่านไหนถ้ารู้เป็นฝีมือใคร ช่วยกระซิบบอกผมที