ถือหูอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เขตดุสิต นานเกือบชั่วโมง หยอดเหรียญแล้วหยอดเหรียญอีกไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ แต่เหมือนจะเป็นฝ่ายผู้ฟังอย่างเดียวแทบไม่ได้โต้ตอบ เหงื่อตก ทั้งที่อากาศภายนอกเต็มไปด้วยลมเย็นสบายใจในช่วงเริ่มใกล้ฤดูฝน

วางหู เช็ดเหงื่อลบความตึงเครียดบนใบหน้า เดินข้ามถนนกลับมานั่งโต๊ะที่ร้านข้าวต้มหัวปลา แหล่งชุมชุมจอมยุทธ์นักข่าวนครบาลรุ่นพี่ หยิบแก้วกระเดือกแสงทิพย์ที่น้ำแข็งละลายสลายรสซ่าของไอโซดารวดเดียวหมด

“คุยอะไรกันนักหนาเป็นชั่วโมง”ศักดา เจ๊กจั่น พี่ใหญ่ในกลุ่มเบิกกระทู้

ผมไม่ตอบ

“อย่าเครียด มีอะไรเล่าสู่กันฟังระบายกันมาบ้าง” ชัยวุฒิ มั่นสิงห์ ถามด้วยความเป็นห่วง

คืนนั้นเราออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล มานั่งร้านหัวปลาเจ้าประจำแค่ 3 คน ผมกังวลมาตลอดบ่าย ปัญหาคลี่คลายไม่ตกยันเย็น เพจเจอร์กระหน่ำเรียกตัวยิ่งกว่ารัวปืนกลถล่มอริฟากตรงข้ามต่อเนื่องมาถึงร้านข้าวต้มหัวปลาสวนรื่น

เสียงสะอึกสะอื้นสะท้อนอยู่ในหู

“ทำไมพี่ต้องทำแบบนี้ด้วย”

ผมฟังเธอระบาย ไม่ตอบสักคำ

คำถามเดิมก้อง “ทำไม ทำไม ทำไม” ปลายสายตอกคำถามคลุกเคล้าหยาดน้ำตา ผมยืนถือหูฟังสวมวิญญาณผู้ชายใจอำมหิตเลือดเย็น

“เราไปด้วยกันไม่ได้” ผมตอบเหตุผล

“ทำไม”

“ไม่รู้สิ” ผมชิงตัดบท

กลับมานั่งกลางวงเหล้า ผมไม่ปริปากอะไรนอกจากทบทวนอดีต รักแรกรุ่นของวัยทำงานพังไม่เป็นท่า เพราะว่า ผมเลือกเพื่อน ฟุตบอล และสุรามากกว่าให้เวลาความสำคัญกับผู้หญิงคนหนึ่ง “ทำไมเรามากับพี่ไม่ได้ ไม่เห็นแปลกเลย พวกพี่ เราก็รู้จัก ว่างก็มาดูบอลด้วยกัน”

เธอเสียงแข็งปฏิเสธว่า “ไม่ชอบ”

ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น เหมือนเธอพยายามคาดคั้นให้ผมเลือก

มันเป็นตัดสินใจที่เลวระยำของผู้ชายอย่างผม ตัดเยื่อตัดใยผู้หญิงคนหนึ่ง น้ำตาของเธอคงอาบแก้ม หรือกำลังด่าสาปแช่งให้ผมฉิบหายในอนาคต ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ยอมรับว่า ตอนนั้น ผมติดเพื่อน ติดเหล้า และติดฟุตบอลโรงเรียนที่ผมไม่เคยพลาดแมตซ์สำคัญ แม้เป็นช่วงขาลงของมหาอำนาจลูกหนังนักเรียนขาสั้น ผมยังไม่วายส่งใจลุ้นถึงขอบสนามทุกนัด ทุกครั้งพยายามเอ่ยปากชวนเธอไป แต่เธอก็ปฏิเสธมาตลอด

ผมเลือกกอดอดีตสมัยชีวิตนักเรียนขาสั้นมากกว่ากอดไออุ่นของสาวคนรัก

“ความดีไม่ใช่ความรัก ความรักไม่ใช่ความใคร่” มันเป็นมุมมองของผมมาแต่ไหนแต่ไร

ช่วงนั้น ผมมากมายไปด้วยมิตรสหายหลากกลุ่ม มาทำงานทุกเช้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไม่เคยเหงา รุ่นพี่ประคบประงมเอาใจยันบ่ายจวบเย็น ตกค่ำปิดท้ายด้วยการเฮฮาในวงสุรา พอหยุดราชการเสาร์-อาทิตย์ เกาะติดอยู่กับเพื่อนสยามโพสต์ เป็นช่วงที่พวกเราริเริ่มตั้งทีมฟุตบอลกันพอดี ได้พฤกษ์ รัตน์นราธร หัวเรือหลักหน้ากีฬา ที่รวบเอาพนักงานมารวมเพลงบรรเลงแข้งทุกวันหยุด มี ปริเยส-จรูญ พรายมณี ตัวหลักฝ่ายศิลป์โดดไพบูลย์จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นกัปตันทีม ประเดิมแข้งอย่างเป็นทางการด้วยการเปิดฉากยำใหญ่เดอะเนชั่นผู้มาเยือน 7-1

“กูมีนักเตะใหม่มานำเสนอ ประตูมือดีว่ะ” ผมว่า

“ใครวะ”

ผมสอดไส้เอาเพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างสัญญา อู่ตะเภา ดีกรีนายทวารทีมมหาวิทยาลัยมาโชว์สินค้า ทุกคนยอมรับ เพราะตำแหน่งด่านสุดท้ายของทีมมักมีคนเกี่ยงกันอยู่เป็นประจำ ผลสุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ยังได้ย้ายรังจากสยามกีฬามาอยู่ชายหลังคาสยามโพสต์ด้วยกันอีก

“เฮ้ยไปกีฬาเยาวชนแห่งชาติกันไหม” เหน่ง-เรืองชัย ชาญวณิชกุลชัย นักข่าวโต๊ะกีฬาเอ่ยปาก

“ที่ไหนวะ”

“จันทบุรี”

“มีใครไปบ้าง”

“กู ไอ้พฤกษ์ ไอ้จู พี่ตุ๋ย พี่จง”มันโปรยยาหอม

“เอาดิ เดี๋ยวกูลาพักร้อนไป”

ถึงวันจริงผมกลับอิดออด ทั้งที่จะเอาบีเอ็มดับเบิลยู 2002 คู่ชีพขับไป “เฮ้ยจะไปหรือยัง” เหน่งและผู้จ้องติดตามเร้า

“แป๊บนึง”

“รออะไรวะ”

เวลาผ่านไป 3 ทุ่มกว่าแล้ว “ ขอกูดูละครให้จบก่อน ตอนอวสานพอดี”

ทุกคนส่ายหน้าประสานเสียงเดียวกันว่า “อะไรนะ”

ผมเลือกดูละครเคหาสน์ดาวทางช่อง 5 ไม่ได้ลุ้นหรอกว่า ไอ้เขียว-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง จะลงเอยกับนางเอกสาวนุสบา วานิชอังกูร หรือไม่ แค่ลุ้นว่า “จ๋าย”เขมสรณ์ หนูขาว น้องสาวนางเอกจะหายพิการมาเดินได้ปกติหรือเปล่า

“ไอ้บ้าเอ๊ย” หมู่สหายต่อรอติดรถพากันสรรเสริญแต่ตาติดจอเหมือนกัน

ผ่านชีวิตไปสุมหัวอยู่ในกลุ่มนักข่าวกีฬาอย่างสนุกสนานกลางเมืองจันทบุรี ทำให้ผมผูกพันกับเพื่อนร่วมชะตากรรมหนังสือพิมพ์น้องใหม่ในวงการหลายเท่า ได้ลิ้มรสชาติยำไข่แมงดาทะเลครั้งแรกที่อำเภอท่าใหม่ติดลิ้นมาถึงทุกวันนี้

ไม่นานพฤกษ์ก็ชวนไปล่องใต้ทัวร์จังหวัดภูเก็ตที่ผู้เป็นอาอยู่ตรงนั้น

“เอาสิ” ผมไม่ปฏิเสธ “ไปรถมึงนะ”

วันนัดหมาย ผมกับพฤกษ์กำหนดการเดินทางตอน 3 ทุ่ม พวกเราเรียกเรืองชัยมานั่งดวดเหล้ากันก่อนที่ร้านเจ๊เขียว หน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ริมถนนสุนทรโกษา “ไส้ย่างอีกจานเจ๊” เพื่อนเรืองชัยสั่งเมนูจานโปรด “ไอ้เหน่ง ตกลงมึงไม่ไปกับพวกกูหรือ”

เจ้าตัวว่า “ไม่มีใครดูแม่ว่ะ พวกมึงไปสนุกกันเหอะ เที่ยวเผื่อกูด้วย”

ผมกับพฤกษ์เหลือบดูเวลา “หมดแบนนี้พวกกูไปแล้วนะ” มันพยักหน้า “เออ โชคดี ขับรถดี ๆ นะ”

นาฬิกาชี้กำหนดการเดินทาง “กูขับให้ก่อนล่ะกัน” ผมเสนอเจ้าของรถมิตซูบิชิ อัลติมา สีน้ำเงินเข้มคันงาม มันโอเค ผมจัดแจงเหยียบคันเร่งแทบมิดเกียร์ด้วยความคึกคะนองใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงผ่านหัวหิน ฝืนถึงจนรุ่งสาง “ไหวไม่เพื่อน” พฤกษ์ถาม ผมไม่ลังเล “ไม่ไหวว่ะ”

เปลี่ยนมือกันตรงสุราษฎร์ธานี แสงสว่างของพระอาทิตย์ทิ่มแทงตา ผมสะลืมสะลือหรี่ดวงเนตรถามเพื่อนร่วมทาง “ถึงไหนแล้ว”

“สุราษฎร์ว่ะ” มันว่า “พักก่อน กูมีคนรู้จัก”

“ตามใจมึง”

ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมเมืองไชยา เราพักกันเกือบบ่ายแล้วดั้งด้นต่อยาวยันเกาะภูเก็ต ครั้งแรกที่ผมนั่งรถข้ามทะเลผ่านสะพานรักสารสินนิยายรักน้ำเน่าของชาวเมืองใต้ เหยียบเกาะใหญ่แห่งอันดามัน เที่ยวอยู่ 2-3 วัน บอกตามตรงว่า ไม่ได้มีความสนุกเลย มันเหงา และสับสนชีวิต

ระหว่างทางกลับ ผมมีโอกาสทำหน้าที่โชเฟอร์เหยียบผ่านขุนเขาเข้าโค้งปราบเซียนสู่จังหวัดระนอง ทัศนียภาพข้างแนวเทือกเขาปรากฏภาพความประทับใจริมอันดามัน “เพิ่งรู้สึกว่ามันคุ้มตอนนี้แหละ” ผมรำพันในใจ ขณะที่เพื่อนพฤกษ์เจ้าของทริปนั่งหลับ

ค้างระนองสัมผัสกลิ่นแป้งขอบแดนพม่าคืนเดียวรุ่งขึ้นถึงชะอำ ผมแวะโทรศัพท์สาธารณะบอกแม่ ปลายสายรับรู้การอัพเดตก่อนขยายบทสนทนา

“พ่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อรถเปอโยต์จากคนในวัง ลูกก็เอาบีเอ็มฯไปใช้เลยนะ”

ผมไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเปล่า ผมเคยบอกกับแม่ว่า อยากได้โตโยต้า เซลิก้า 2 ประตู พอทราบทำเอาผมเครียดไปตลอดทางกลับบ้าน “กูได้รถแล้วว่ะ” ผมระบาย พฤกษ์รับฟัง แต่บอกมาว่า “เอาเหอะ บีเอ็มฯก็ดี กูยังชอบเลย”

เริ่มต้นกลับมาใช้ชีวิตคนทำงาน ผมกลายเป็นผู้ชายเนื้อหอม แต่ไม่ใช่ผู้หญิงรุมตอมหรอกนะ ต้นสังกัดหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งเข้ามาทาบทาม

“อยากไปอยู่ไทยรัฐไหม” บุญเสริม พัฑฒนะ เคยชวนก่อนหน้า มีกิจจา ทองเกลา ย้ำคำ

ผมโบกมือปฏิเสธ แม้อยากเต็มทน “พี่ก็รู้ ผมมาจากใคร พี่ทีปฝีกงานให้ผม ขั้วมันเปลี่ยนไปแล้ว” กิจจาพยักหน้าเหมือนเข้าใจเหตุผล

ไม่นาน เจตนา จนิษฐ์ พี่ที่มติชนโยนคำหวานมาอีก “สนหรือเปล่า ตำแหน่งขาด เขากำลังต้องการรับนักข่าว”

เที่ยวนี้ผมลังเลทันที อยู่สยามโพสต์เหมือนลูกเมียน้อยไม่เน้นข่าวอาชญากรรม มติชนตอนนั้นกำลังเป็นเต้ยหนังสือพิมพ์ที่ให้ความสำคัญกับข่าวตำรวจ ชี้เป็นชี้ตายตำรวจคนไหนก็ได้ นายตำรวจใหญ่หลายคนเกรงอกเกรงใจ เครดิตในวงการหนังสือพิมพ์สูงในภาพขาวสะอาด

คิดอยู่หลายวัน ผมตอบตกลง

ไม่กี่วันถัดมา เจตนาบอกให้ไปหาที่โรงพิมพ์ริมถนนประชานิเวศน์ตอนเย็น ผมเหมือนถูกกลิ่นธูปจูงจมูกไปอย่างไม่ลังเล แกพาไปแนะนำให้รู้จักหนุ่ย-กิตติชัย อินทร์นุรักษ์ หัวหน้าข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์มติชนเจ้าของนามปากกา “เหยี่ยวถลาลม” ที่ผมชื่นชม

“โห นี่หรือเหยี่ยวถลาลม” นึกในใจ

พวกเขาอธิบายหลักการทำงานจนผมนึกภาพตามและมองว่า ไม่น่ายากสำหรับนักข่าวที่เจนสนามเพียงแค่ไม่กี่ปี และทำท่าว่าจะปีกกล้าขาแข็งกระพือประกาศศักดา

“ครับ” ผมรับเต็มปาก

“เริ่มงานได้เมื่อไหร่”

“แล้วแต่พี่ครับ ผมอาจทำเรื่องลาออกก่อน”

กัปตันข่าวอาชญากรรมค่ายประชาชื่นยิ้มรับ “ดีมากไอ้น้อง” เขาว่า “ถ้าอย่างนั้นรีบไปจัดการให้เรียบร้อย เสร็จแล้วมาบอกพี่”

ผมยกมือไหว้สวัสดีก่อนลาจาก ใจเทมาเปลี่ยนค่ายแน่นอนแล้ว เพียงแค่ยังไม่แย้มบอกใครในสยามโพสต์ ถือเอาความมั่นใจจะโบกมือลากลับสู่รังที่ตัวเองแจ้งเกิดนามรหัสเรียกขาน “คลองเตย 33” บางสิ่งบางอย่างทำเอาผมสะดุดในเย็นวันเดียวกัน ห่างจากการไปรับปากย้ายค่ายเปลี่ยนต้นสังกัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อเห็นเพื่อนเฮฮานั่งสนุกสนานแซวกันไปมา บรรยากาศโต๊ะข่าวกีฬาที่ผมมักจะแวบมาคุยกับกลุ่มมิตรทำผมลังเล

“ไอ้จูเพิ่งมา แล้วกูจะหนีออกไปหรือ” ไม่รู้อะไรดลให้ผมเกิดความสับสน

จัดแจงหยิบโทรศัพท์ตรงโต๊ะกีฬา “เอาไงดีเธอ”

“อยู่ที่พี่แหละจะตัดสินใจ ถ้าไม่อยากไปก็ต้องบอกเขา” เวลานั้นรักยังหวาน ผมเลือกปรึกษาคู่ใจก่อน

บรรยากาศของหมู่เพื่อนนั่งพิมพ์ดีดปิดกรอบหนังสือพิมพ์หัวเราะบ่งอารมณ์ขัน รอยยิ้มแห่งความจริงใจของทุกคน ผมจำไม่ลืม “ไอ้โต้ง เดี๋ยวพวกกูเสร็จแล้วไปแดกเหล้ากันร้านเจ๊เขียว” พฤกษ์จุดชนวนเร่งเร้าไฟแห่งการเลือก

ผมถอนหายใจกดโทรศัพท์

“พี่เกรทหรือครับ”

“ว่าไงไอ้น้อง ทำเรื่องเรียบร้อยหรือยัง”

เงียบสักพัก “พี่” อึกอัก

“เป็นไรวะ”

“ผมไม่ไปแล้วได้ไหม” ยกภูเขาแห่งความอัดอั้น อีกฝ่ายเงียบแทน “ ทำไมวะ” แกว่าบ้าง

“ผมยังไม่พร้อม” ตอบตามหัวใจ “ผมยังรักที่นี่ ผมยังรักเพื่อน”

“เออ ไม่เป็นไร” ปลายสายเสียงกระด้างราวไม่พอใจ

“ผมขอโทษนะครับพี่”

ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากสัญญาณการวางหูโทรศัพท์ดังโครม ผมตกอยู่ในภวังค์สักพัก พฤกษ์กระตุกสติขึ้นอีกครั้ง “ว่าไงวะ ไปหรือเปล่า ร้านเจ๊เขียว”

ผมถอนหายใจยิ้ม

“มึงจะเสร็จกี่โมง”

“พวกกูรอปิดข่าวอีกสักพัก”

“ถ้าอย่างนั้นกูไปรอก่อนก็แล้วกัน” ผมปลดล็อกคลายกังวล รำพันอยู่คนเดียว “กูทิ้งพวกมึงไม่ได้ว่ะเพื่อน”