รุปแล้วเสี่ยสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของกิจการค้าเพชรผู้อื้อฉาวล่องหนเก็บตัวตามคาด หลังโผล่แวบมางานศพลูกเมียที่วัดเทพศิรินทราวาสในคืนแรกของการสวดอภิธรรม

คดีฆาตกรรมอำพรางดาราวดี ศรีธนะขัณฑ์ เสียชีวิตพร้อมเสรี ศรีธนะขัณฑ์ ลูกชายวัย 7 ขวบ กลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญที่ครึกโครม คนร้ายอุ้มเหยื่อหายตัวไปนานหลายวันก่อนพบเป็นศพเสียในรถเบนซ์รุ่น 230 อี สีขาว ทะเบียน 8 ฉ-3277 กรุงเทพมหานคร

ทั้งคู่ถูกจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุชนรถบรรทุกบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านริมบึง เยื้องโรงฆ่าไก่ ซีพี ถนนมิตรภาพ กิโลเมตรี 117-118 ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เงื่อนงำทางคดีหลายอย่างโยงใยไปที่กุญแจดอกสำคัญ คือ สันติ ศรีธนะขัณฑ์ พ่อค้าเพชรที่พัวพันคดีรับซื้อเพชรโจรกรรมมาจากวังเจ้าชายไฟซาล ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อหลายปีก่อน

ผ่านไปเพียง 15 วันหลังพบศพแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ปริศนาฆาตกรรมยังไม่กระจ่างชัด พลตำรวจตรีนายแพทย์ทัศนะ สุวรรณจูฑะ ผู้บังคับการนิติเวชออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของดาราวดี กับลูกชาย มีการฉายสไลด์ประกอบการแถลงข่าวเล่าเป็นฉาก

นายพลนิติเวชระบุว่า รับศพของทั้งสองเพื่อทำการตรวจเวลา 10.00 นาฬิกาวันที่ 1 สิงหาคม สภาพศพแข็งเกือบเต็มที่ สันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 9 ชั่วโมง สรุปได้ว่า แรงชนต้องไม่น้อยกว่า 10 ตัน ทั้งสองเสียชีวิตขณะอยู่ในรถ สภาพศพดาราวดีที่หน้าผากเป็นจุดคล้ายกระสุน ผลการตรวจพบว่า ไม่ใช่ แต่เกิดจากแรงกระแทก บาดแผลที่บริเวณขอบตาด้านขวามีลักษณะขนมเปียกปูนถือว่า สำคัญมาก และสรุปได้ว่า ขณะอยู่ในรถยังมีชีวิต ส่วนบาดแผลที่คอใต้ใบหูขวาเกิดจากแรงกระแทกอย่างแรงและเร็วกับแกนไม้พวงมาลัยที่มีคราบเลือดติดอยู่

หมอตำรวจชี้ว่า ทั้งสองแม่ลูกตายเพราะอุบัติเหตุ

เล่นเอาสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์กันระงม เนื่องจากปกติสถาบันนิติเวชจะชันสูตรตามหลักฐานที่ปรากฏโดยไม่ใส่ความเห็นลงไป

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงกับควันออกหูเหมือนตัวเองจะได้รับรายงานเบื้องหน้าเบื้องหลังของคดีที่เกิดขึ้นมากกว่าใคร ส่งผลให้ พลตำรวจตรีนายแพทย์ทัศนะ สุวรรณจูฑะ เด้งพ้นเก้าอี้ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช

กระทรวงมหาดไทยยังมีคำสั่งตั้งชุดทำงานพิเศษขึ้นมา รวบรวมมือสืบสวนสอบสวนชั้นพระกาฬจากนครบาลและกองปราบปรามลงไปคลี่คลายปม มีพลตำรวจโทประชา พรหมนอก ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจเป็นหัวหน้าคณะทำงาน พลตำรวจตรีวรรณรัตน์ คชรักษ์ ผู้บังคับการปราบปราม ทำหน้าที่หัวหน้าทีมสืบสวน คุมลูกทีมระดับหัวกระทิ ประกอบด้วย พันตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย รองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจเอกประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม พันตำรวจโทเมธี กุศลสร้าง รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม พันตำรวจโทสุชาติ ธีระสวัสดิ์ สารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และพันตำรวจตรีทวี สอดส่อง สารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เป็นต้น

ขณะที่ พลตำรวจตรีโสภณ วาราชนนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดสอบสวน คุมทีมสอบมือดีของเมืองหลวงมาร่วมสางปม อาทิ พันตำรวจเอกจักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ พันตำรวจเอกนุกูล โสมทัต รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ พันตำรวจโทประดิษฐ์ มะกรูดทอง รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท พันตำรวจโทอำนวย นิ่มมะโน รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลดินแดง พันตำรวจโทยงยุทธ โสมขันเงิน สารวัตรหัวหน้างาน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน พันตำรวจโทณษ เศวตเลข สารวัตรหัวหน้างานสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ร้อยตำรวจเอกสมพร แดงดี สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

“เฮ้ย คดีมันชักไม่ธรรมดาแล้วนะ” อัมพร พิมพ์พิพัฒน์ หัวหน้าข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์สยามโพสต์อัดบุหรี่เต็มปอดแล้วพ่นควันฟุ้งกระจายที่โต๊ะทำงาน แกเขี่ยบุหรี่ลงจานรองแล้วพูดต่อว่า “เอ็ง ลงไปช่วยไอ้ยุทธที่กองปราบมันหน่อย นครบาลตอนนี้ไม่น่ามีอะไรมาก”

“ครับพี่” ผมรับบัญชาแต่แอบชักสีหน้างง นึกไม่มั่นใจตัวเองเพราะข้อมูลในหัวเกี่ยวกับคดีเพชรซาอุดีอาระเบียน้อยเต็มที ได้ยินแต่ตำรวจพูดกันไปเรื่อยเกี่ยวกับมีการอมเพชรของกลางที่นำมาแถลงข่าวเมื่อหลายปีก่อนชนิดสะเทือนกรมปทุมวันและกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

การไปเป็นทีมเสริมช่วยยุทธ นักข่าวหนุ่มหล่อผมยาวจากแดนใต้ที่ถูกส่งไปประจำกองบังคับการปราบปรามราวกับผมจะกลายเป็นตัวหลักเสียเองซะอย่างนั้น ทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก “โต้ง ผมฝากด้วย คุณรู้จักพวกทีมสอบสวนของนครบาลดีนี่ โดยเฉพาะรองโสภณไม่ใช่หรือ” เพื่อนร่วมงานโยนเผือกทันทีที่เห็นหน้าผมไปเหยียบกองบังคับการปราบปรามที่เวลานั้นย้ายจากสามยอดไปใช้พื้นที่กองทะเบียนกรมตำรวจข้างแดนเนรมิต

เสียงกรี๊ดกร๊าดของวัยรุ่นหนุ่มสาวลั่นมาจากรถไฟเหาะตีลังกาของตำนานสวนสนุกเมืองไทยทำบรรยากาศในสนามข่าวบนสมรภูมิกองปราบคึกคักบ้างเล็กน้อย ผมยืนมองสวนสนุกในฝัน แต่ยังไม่ได้มีวันย่างเข้าไปเล่นเหมือนคนอื่นด้วยเวลาอันจำกัดของครอบครัว ประกอบกับความที่เป็นนักกิจกรรมตัวยงในสมัยเรียน มีส่วนให้ผมทิ้งช่วงเวลาความสนุกสนานตามประสาวัยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“อ้าวเฮ้ย มึงก็มาเหมือนกันหรือ” กิจจา ทองเกลา นักข่าวรุ่นพี่ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล สังกัดหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอาเท้าสะกิดทักทาย กระตุกภาพที่กำลังล่องลอยไปอยู่ปราสาทผีสิงของสวนสนุกแดนเนรมิตหายวับฉับพลัน

“สวัสดีพี่ มาเหมือนกันหรือ” ย้อนคำถามหน้าตาเฉย

“เออ สิวะ นครบาลไม่มีห่าอะไรเลย นักข่าวก็มาอยู่นี่กันหมด”

“ข้างในผมก็ใช้มาเหมือนกัน” ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้น

“มึงรู้จักไอ้เก๋ยัง”

“เก๋ไหน”

นักเรียนเก่ารุ่นพี่เทพศิรินทร์มองลอดแว่นพูดไม่ออก ลากผมเดินเลี่ยงฝูงนักข่าวเข้าไปมุมลับแห่งหนึ่งของหน่วยงานที่มีมอตโต้สวยหรูว่า “เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน”

“ไอ้เก๋ โว้ย”

หนุ่มเจ้าของร่างโย่งยืนเต๊ะจุ้ยสวมแว่นดำลักษณะท่าทางไม่ต่างตำรวจสายสืบยิ้ม “มีอะไรวะ ไอ้พี่บิลลี่”

“ฝากน้องกูด้วย” กิจจาหันมา ผมยกมือไว้สวัสดี “รุ่นน้องกูที่เทพศิรินทร์ ตอนนี้อยู่ข่าวอาชญากรรมสยามโพสต์” เขาจุดบุหรี่เสร็จแล้วพูดต่อ “มึงไม่เคยเจอกันหรือวะ”

คนชื่อเก๋ส่ายหัว

“ตอนมึงฝึกงานไม่ทันกันหรือ” คนข่าวรุ่นพี่ย้ำมาทางผมแล้วแนะนำว่า คู่สนทนาคือ กิตติพงศ์ นโรปการณ์ นักข่าวไทยรัฐประจำกองบังคับการปราบปราม คว่ำหวอดในวงการมานาน ประสบการณ์ข่าวโชกโชนเคยอยู่กองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วโยกมาประจำกองปราบสมัยที่ยังตั้งอยู่สามยอด

ผมคลับคล้ายกระทั่งถึงบางอ้อ เราเคยเจอกันอยู่ครั้งเดียวตอนนั่งรถตระเวนฝึกงานข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์หัวเขียว นึกในใจสมัยนั้นว่า พี่นักข่าวคนนี้ไม่พูดไม่จาไม่สอนอะไรตลอดระยะเวลา 5-6 ชั่วโมงบนรถตระเวนข่าวเวรเช้าวันเสาร์ปลายเดือนพฤษภาคม 2534 พอถึงสนามร้องเรียนของแคมป์คนงานก่อสร้างแห่งหนึ่งย่านยานนาวายังให้นั่งรออยู่ที่รถแล้วตัวเองลงระเหยหายไปนานกว่า 30 นาที

“ไม่มีอะไรแล้ว ไปได้” เป็นประโยคเดียวที่ผมจำได้จากปากเขา ผู้ชายที่ยืนแอ็คท่าอยู่หน้าผมเวลานี้

“มีอะไรบอกผมด้วยนะครับพี่” ผมว่าอย่างนอบน้อม แต่เขาก็ยังนิ่งเงียบอีกเช่นเคย

เริ่มต้นบรรยากาศอึมครึมในสงครามคนข่าว ผมพยายามปรับตัวทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นในฐานะเป็นนักข่าวรุ่นพี่สังกัดเดียวกับกิจจา ทองเกลา ไม่นานผมก็ได้รับรู้เรื่องราวจากปากหนุ่มคนนี้มากขึ้น โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของปฐมเหตุก่อนนำมาสู่คดีฆาตกรรมอำมหิตแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์

“มึงลองเอาไปอ่านดู” เขายังคงสวมแว่นหลบแดดโยนแฟ้มปึกใหญ่ให้

เพชรซาอุฯ : นายเกรียงไกร เตชะโม่ง

เกรียงไกร เตชะโม่ง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/1 ตำบลแม่ปะ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดภายในพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซีล โดยมีบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้รับจ้างทำความสะอาด เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2532-9 สิงหาคม 2532 แต่เกรียงไกรเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาว่าจ้าง และได้โจรกรรมเครื่องเพชร อัญมณี และเครื่องประดับ ของเจ้าไฟซาล และชายา จำนวน 122 รายการ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ประกอบด้วย สร้อยทองคำฝังเพชร สร้อยข้อมือฝังเพชร นาฬิกาฝังเพชร 32 เรือน เครื่องเพชรโบราณกว่า 30 ชุด พลอย ทองคำ มรกต ตลอดจนเงินสกุลต่าง ๆ

ต่อมา เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด ส่ง ร้อยตำรวจเอกซาแอค เอ็มเอส ซาซิลี มาติดต่อประสานงานกับตำรวจไทย พร้อมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม พลตำรวจเอกแสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ มอบหมายให้ พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมตำรวจ ตั้งทีมสอบสวน มี พลตำรวจตรีชลอ เกิดเทศ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนร่วมกับทีมเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมของกองกำกับการ 1 และกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อติดตามจับกุมเกรียงไกร เตชะโม่ง และพวก

วันที่ 27 ธันวาคม 2532 เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ นำโดย พลตำรวจตรีชลอ เกิดเทศ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จับกุม จรูญ หรือหล้า จันทร์คง อายุ 33 ปี ได้ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง จรูญเป็นช่างทองที่รับของมาจากเกรียงไกรเพื่อนำไปขายให้พ่อค้าหลายรายที่กรุงเทพมหานคร ก่อนขยายผลจับกุมสุรศักดิ์ หรืออ้วน เอนกศิริกุล อายุ 26 ปี เจ้าของร้านทองในจังหวดแพร่ ติดตามของกลางคืนได้ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นนาฬิกาฝังเพชร ทองรูปพรรณ และสร้อยเพชร

ผ่านพ้นศักราชใหม่ได้ 10 วัน เกรียงไกร เตชะโม่ง จนมุมชุดเฉพาะกิจกองบังคับการปราบปรามที่ห้องพักหมายเลข 308 โรงแรมพรเทพ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยึดของกลางคืนได้ 60 รายการมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ตัวมันสารภาพว่า แอบโจรกรรมเครื่องเพชรเจ้าชายซาอุดีอาระเบียรวม 7 ครั้งแล้วทยอยฝากส่งมายังบ้านเกิด

พนักงานอัยการ กองคดีอาญา 2 ยื่นฟ้องเกรียงไกร เตชะโม่ง ต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์สินที่ไม่ได้คืนอีก 317,180,425 บาทแก่เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด ด้วย นอกจากนี้อัยการแนะนำให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีประสงค์ กวางศรี จรูญ จันทร์คง สุรศักดิ์ เอนกศิริกุล และสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ที่มีพฤติการณ์ซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วย

ศาลตัดสินจำคุกเกรียงไกร เตชะโม่ง เป็นเวลา 5 ปี

ส่วนทรัพย์สินของกลางที่ยึดคืนมาได้ เจ้าหน้าที่นำมาเก็บรักษาไว้ที่แผนก 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ก่อนนำทั้งหมดบรรจุในกล่องสังกะสีภายในบรรจุโฟมขนาด 1 ฟุตเศษต่อหน้าเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย มีตัวแทนจากประเทศซาอุดีอาระเบีย และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาดร่วมเป็นสักขีพยาน จากนั้นนำเครื่องเพชรทั้งหมดส่งมอบคืนเจ้าไฟซาล บิน ฟาฮัด

ภายหลังนำเครื่องเพชรส่งถึงมือเจ้าชายซาอุดีอาระเบียแล้ว เรื่องราวฉาวโฉ่ก็อุบัติขึ้นเมื่อเจ้าไฟซาล บิน ฟาฮัด แจ้งให้ทางการไทยทราบว่า เพชรที่นำส่งไปคืนนั้นมีของปลอมปนอยู่ด้วย กรมตำรวจจึงตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งของพลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ มี พลตำรวจตรีธรรมรงค์ ปิณฑะรุจิ เป็นประธาน กำหนดประเด็นให้สอบสวน คือ 1.การยึดและเก็บรักษาของกลาง (ระหว่างผู้จับและพนักงานสอบสวนดำเนินการกันอย่างไร) 2.ระหว่างของกลางอยู่ในความดูแลของตำรวจ มีช่องหรือโอกาสที่ผู้อื่นจะเอาของปลอมมาเปลี่ยนกับของจริงหรือไม่ 3.การส่งของกลางให้ผู้เสียหายดำเนินการอย่างไร

พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ ยังแต่งตั้ง พลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนกรณียักยอกและปลอมแปลงเพชรซาอุดีอาระเบีย

วันที่ 4 สิงหาคม 2534 พันตำรวจโทอังกูร อาทรไผท รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการกองปราบปราม นำหมายค้นของพลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 หมู่บ้านมัณฑนาซอย 8 ถนนฉิมพลี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานครของสันติ ศรีธนะขัณฑ์ อายุ 47 ปี เจ้าของร้านเพชรสันติมณี แต่ไม่พบของกลางจากคดีเพชรซาอุดีอาระเบีย

อีก 2 วันถัดมา พลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหนังสือด่วนมากถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารมหานครขอตรวจสอบบัญชีของสันติ ศรีธนะขัณฑ์ และดาราวดี ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรสันติมณี ย่านสะพานเหล็ก เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะถูกซัดทอดจากญาติของเกรียงไกร เตชะโม่งว่า เป็นผู้รับซื้อเพชร

“มีแค่นี้เองหรือพี่” ผมอ่านตาลายเงยหน้าไขข้อสงสัย

เจ้าของแฟ้มข่าวปฐมบทเพชรซาอุดีอาระเบียถอดแว่นดำวางบนโต๊ะ “กูให้มึงได้แค่นี้”

“โธ่พี่ กำลังสนุกเลย”

“มึงไปหาต่อเอาเอง ถ้าอยากเป็นนักข่าวฝีมือดี อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ”

ผมหน้าเจื่อนฝืนยิ้มมิตรภาพ “ขอบคุณครับพี่ ที่เมตตา”