ผ่านเรื่องราวชีวิตมาอย่างโชกโชนจวบจนปลายชีวิตราชการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงในด้านการปราบปรามของเขามัวหมอง

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่โดนมรสุมการเมืองพัดจากกรุงสู่ประตูอีสานเหนือตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กระทั่งเจอชนักเข้ากลางหลังตกเก้าอี้กว่าจะสู้คดีพ้นมลทินเวลาก็ล่วงเลยอายุราชการไปแล้ว

เขาเป็นชาวเพชรบุรี จบโรงเรียนโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ไม่ได้คิดจะมาเป็นตำรวจ ตอนปิดเทอมเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยดันตามเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ และไปสมัครสอบเล่นโรงเรียนนายสิบทหารบก ปรากฏว่า อายุไม่ถึงเกณฑ์ ทหารแนะนำให้ไปโรงเรียนเตรียมทหารเลยขึ้นรถเมล์สาย 14 จากศรีย่านไปลงสวนลุมพินี ซื้อใบสมัครสอบ 5 บาท ก่อนลงสอบ ไม่ได้คิดอะไร เพราะคนสมัครสอบเยอะมาก

เหมือนชะตาพาไป เจ้าตัวเล่าว่า วันประกาศผลไม่ได้เห็นชื่อตัวเอง แต่เพื่อนบอกว่าได้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรียนจบแล้วจะเป็นอะไร ไปถามพ่อ พ่อบอกให้เรียน เพราะจะได้เป็นนายร้อยจึงเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 สมัยนั้นมีเหล่าให้เลือกเยอะ คือ  ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ตำรวจน้ำ และเดินเรือประมง เห็นว่า พ่อเป็นทหารเลยเลือกทหารบก สุดท้ายมาได้เป็นตำรวจ เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น 26

ระหว่างเรียนกำลังแยกเหล่าบ้านถูกปล้น พล.ต.ท.สุชาติจำเหตุการณ์แม่นว่า บ้านอยู่หาดเจ้าสำราญเห็นคำให้การของแม่ว่า ถูกปล้นอย่างนั้นอย่างนี้ แถมคนร้ายมันเตะตายาย อารมณ์ขณะนั้นคิดว่าอย่าเป็นมันเลยตำรวจ ตามฆ่ามันเลยดีกว่า พ่อต้องเบรกว่า มีหน้าที่เรียนให้เรียนไป เรื่องที่บ้านพ่อจัดการเอง ปรากฏว่า ตำรวจท้องที่ดันไปรับเงินโจรเพราะเป็นลูกนักการเมือง พ่อโมโหมากถึงบอกให้เราเป็นตำรวจสักคนจะได้ไว้ช่วยเหลือครอบครัว

ฝึกงานครั้งแรกโรงพักพระโขนง มี “ดำรงศักดิ์ นิลคูหา” เป็นครูถ่ายทอดวิชา เริ่มคิดเหมือนตำรวจนครบาล ต้องมีพิมพ์ดีด มีปืนเป็นของตัวเอง มีรถเก่าๆ สักคันหนึ่ง และวิทยุอุปกรณ์สื่อสารเก่าๆเพราะต้องเข้าเวร 3 วัน อีกวันก็ไปศาล อีกวันก็พัก วันที่ไปศาลก็ต้องมีรถไป เขาเล่าว่า ตอนนั้นพ่อก็ไม่ค่อยมีเงิน คิดหยิบยืมเป็นหนี้ ปรากฏว่า รถยังไม่ได้เอา ได้แต่ปืน พิมพ์ดีด กลับมีคำสั่งออกมาให้ลงสังกัดตระเวนชายแดนทั้งรุ่น

ถูกส่งลงภาคใต้กินพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

       “นั่งเฮลิคอปเตอร์ลงในป่า ลูกน้องมารับ จำได้ว่า พอผู้หมวดคนใหม่ลงมาเท่านั้น มันก้มหน้าหมด บอกไอ้หนูขาวมาเลย ก็คิดดูผมเข้าเตรียมทหารอายุ 14 เรียนนายร้อยจบมาอายุ 20 เด็กมาก ลูกน้องก้มหน้าเลย พอทำงานด้วยกันระยะหนึ่ง มีลูกน้องบอกว่า ผมเห็นหมวดวันแรก คิดว่า ตายแล้วกู เอาลูกมาให้กูเลี้ยงอีกคน มันบอกอย่างนี้ พออยู่ไปมันก็มั่นใจ และยอมรับความเป็นผู้นำ”

อดีตตำรวจนักรบใช้เวลาอยู่กลางป่านาน 2 ปี ย้ายตาม ศิริชัย มีนะกนิษฐ์ เพื่อนร่วมรุ่นที่พ่อเป็นรองผู้บังคับการปราบปราม สวมเครื่องแบบติดอาร์มอยู่แผนก 5 กองกำกับการ 5 ดูแลพื้นที่ละแวกบ้านเกิด รายงานตัววันแรกเจอนายตำรวจที่เคยทำคดีคนร้ายปล้นบ้าน เพราะดันมาทักว่าคุ้นนามสกุล เขาเลยปากไวพูดไปว่า  “ที่บ้านถูกปล้น แล้วท่านไปสืบไงครับ แต่จับอะไรไม่ได้เลยครับ ” อีกฝ่ายเงียบไปพักแล้วเปิดฉากสอนตั้งแต่นั้นจนเขาไม่เคยลืมว่า   “ ไอ้หนู เลือดตำรวจเอ็งยังไม่พ้นหน้าแข้ง เดี๋ยวอีกระยะหนึ่ง เอ็งจะเข้าใจอะไรมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยินดีที่คุณมา คุณมีอะไรมาหาได้ตลอด”

พล.ต.ท.สุชาติยอมรับว่า ตอนแรกไม่รู้หรอกแกพูดถึงอะไร ตอนหลังเริ่มเข้าใจ แกบอกว่า ไอ้ที่เราเห็น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น มันมีมากกว่าที่เราเห็นอีกเยอะ เราจะรักษากฎหมาย รักษาคุณธรรม ความถูกต้องให้ดีที่สุดได้อย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจะมีตัวแปรอะไรอีกเยอะแยะ แต่ว่าเราเด็กๆ ก็เข้าใจ ก็อยู่มาเกิดความประทับใจ อยู่กองปราบสมัยนั้น เวลามีคดี หรือเหตุอะไรขึ้นมาสักอย่าง เขาจะระดม เหมือนผ่าตัดใครสักคนจะมีหมอวางยา หมอผ่าตัดเชิญกันเข้ามา

หลังจากนั้นย้ายมาอยู่กองกำกับการ 2 กองปราบปรามเริ่มฉายแววสู่วงการนักสืบมือปราบ สัมผัสชีวิตอยู่ในทีมของ พ.ต.อ.ไกรสิงห์ พิมลศรี สายตรง พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เป็นนายตำรวจเด็กน้องใหม่เรียนรู้วิชาสารพัดจากรุ่นพี่อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พิภพ เบี้ยวไข่มุก เจตนากร นภีตะภัฏ ณรงค์วิช ไทยทอง สมบัติ อมรวิวัฒน์ ไปจนถึงมือปราบรุ่นเดอะแห่งยุคอย่างสล้าง บุนนาค และชลอ เกิดเทศ เริ่มต้นจากการเขียนบันทึกจับกุมในแผนก

อดีตมือทำงานของกองปราบปรามย้อนเรื่องราวว่า แรก ๆ คดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สืบจับเองทั้งหมด แต่ทำเป็นทีม บังเอิญไม่รู้โชคดี หรือโชคร้าย ไปอยู่ในทีมทั้งสล้าง บุนนาค กับชลอ เกิดเทศ เวลานอนอยู่บ้านเขาก็เรียกแล้ว บอกคืนนี้มีงาน แต่ไม่บอกอะไรทั้งนั้น นายเรียกก็ต้องไป มีชุดเก่งตัวหนึ่งแล้วก็เสื้อดำคลุม ปืนเช็กอย่างดี มีปล้นที่สมุทรปราการ ตามลากคอคนแรกได้ถึงคนสุดท้ายคนที่ 7 ผู้หลักผู้ใหญ่เตรียมวิสามัญฯ เราเข้าหลังบ้าน ได้ยินเสียงกระชากขึ้นลำปืน รู้ว่า มันมีของเดี๋ยวคงใส่กันแหลกแน่

        “ประเดี๋ยวเดียว บานหน้าต่างเปิด มันยิงเปิดฉากเลย มันก็ไม่เห็นผมหรอก ผมหลบอยู่เลยยิงไปโดนมัน นัดที่ 2 ยิงไม่ได้ ปืนขัดลำกล้อง บอกไอ้คก-เจตนากร ช่วยซ้ำ ไม่อยากสู้กับคนเจ็บ แต่คกไม่ได้ซ้ำ ก็มียินเสียงใครบอกอย่าฆ่าลูกฉัน มันก็ลูกผู้ชายนะ คนร้ายโดนยิงเดินไม่ได้ ก็ไม่ยิงพวกผม นับเป็นเหตุปะทะกันช่วงแรกของชีวิตตำรวจกองปราบ”

ผ่านพ้นบทนอกเครื่องแบบเขาขยับเป็นนายเวรผู้บังคับการปราบปรามถึง 4 ยุค ตั้งแต่ สงวน คล่องใจ มนัส ครุฑไชยยันต์ บุญชู วังกานนท์ และกุศล นาคสีชุม ก่อนขึ้นเป็นสารวัตรแผนกธุรการ กองกำกับการนโยบายและแผน กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 6 เดือนโยกเป็นสารวัตรตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตที่ยุคนั้นขึ้นตรงแผนก 7 กองกำกับการ 8 กองบังคับการปราบปรามนาน 4 ปีขยับเป็นสารวัตรท่องเที่ยวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

กลับขึ้นเป็นรองผู้กำกับนโยบายและแผนของสอบสวนกลางอีกครั้ง เที่ยวนี้ใช้เวลาไม่นานกระโดดก้าวผงาดนั่งเก้าอี้ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ปั้นผลงานสร้างความประทับใจหลายคดี เขาชี้ว่า ส่วนใจประทับใจที่อ่านเกมออก อ่านถูกหลายอย่าง อาทิ ตามจับอาวุธสงครามที่ชายแดนมีการวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย 6-7 ศพ มีรอดตายคนเดียว คนที่รอดเกิดจากการมองของเราว่า มันไม่ใช่ ทุกคนในทีมก็โอเค เหมือนการซื้อชีวิตคน ได้ปกป้องชีวิตคนไว้ได้คนหนึ่ง แม้ทุกคนจะไม่กล้าปล่อย แต่ผมรับอาสาปล่อยเอง ถ้ามันใช่ก็ไม่เอาไว้อยู่แล้ว

“ถ้าในส่วนจริงๆ ลึกๆ เลย ประทับใจอะไรในราชการ น่าเป็นการจับบ่อนปอ ประตูน้ำ น่าจะสมัยก่อนเป็นนายเวร ผู้การสงวนเรียกให้ไปพบที่บ้าน เป็นวันหยุด ท่านไว้ใจผมหลายเรื่อง ให้ผมขับรถมาที่ห้องทำงานแล้วระบายความในใจออกมาว่า เพื่อนแก คือนายกฯสุจินดา คราประยูร มาหาว่าแกรับเงินบ่อนนายปอ”  

“ผมก็บอกแกว่า ก็ต้องจับมันให้ได้ แกตอบมาว่า สั่งใครไปก็จับไม่ได้สักคน ผมสวนไปว่า ท่านยังไม่ได้สั่งอีกคน แกก็บอกว่าดูหมดแล้วและถามว่า ใครวะ ผมก็เลยเสนอตัวว่า ผมไงครับ รับปากเสร็จผมขอประกอบกำลังลูกน้องเก่าประมาณ 20 กว่าคนบุก ไม่ใส่ใจใครทั้งนั้น เจอเฮียปอนุ่งกางเกงขาสั้นออกมาว่า นายจะเอายังไงกัน ผมก็ว่า วันนี้ผมต้องจับให้ได้ ถ้าจับไม่ได้จะมาทุกวัน” พล.ต.ท.สุชาติใบหน้าจริงจังแล้วขยายภาพความหลังต่ออีกว่า พอหนังสือพิมพ์ลงข่าว ผู้การกลับเรียกไปถามหาว่าจัดฉากจับ แต่เราไม่คิดอะไร แค่ประทับใจในสิ่งที่เราได้แก้ปัญหาให้ผู้ใหญ่แล้วก็เล่าไปว่าที่ทำได้ทำอย่างไร ตอนนั้นยศ ร.ต.อ.ไม่มีตำแหน่งอะไรเลยแล้วนายยิ้มออก นายสบายใจ

อีกครั้งตอนเกิดกบฏเมษาฮาวายต้องไปติดคุกอยู่กับผู้การสงวน คล่องใจนาน 17 วัน หลังจากถูกเรียกไปประชุมที่นครราชสีมาแล้วไม่ไป เพราะไม่อยากทิ้งหน่วยเนื่องจากตัวเองเป็นผู้นำจะเป็นจะตายก็ขอให้อยู่ตรงนี้ พล.ต.ท.สุชาติบรรยายเหตุความตึงเครียดว่า ตัวเองถูกที่ประชุมเรียกไปพบมอบภารกิจให้ทำหน้าที่พาผู้การไปโคราชเพื่อรักษาหน่วยไว้ พอถามว่า หากนายไม่ไปจะทำอย่างไร ที่ประชุมแนะให้เอาปืนจี้ เมื่อลงมาหาผู้การเราก็เรียนตามตรงรวมถึงประโยคที่ว่า หากท่านไม่ไปเขาให้เอาปืนจี้ท่านไป

ผู้ช่วยนายเวรหนุ่มพาตัวผู้เป็นนายออกจากกองปราบปรามได้สำเร็จด้วยวิธีการสลับรถเอารถประจำตำแหน่งจอดหลอกไว้ แต่พอรถถึงปากช่องดันเจอประพัฒน์ ศิริวัฒน์ ขณะนั้นเป็นสารวัตรใหญ่ปากช่องล็อกจะยิงทั้งคัน เขาเลยอธิบายกับเพื่อนร่วมรุ่นว่ามีหน้าที่พานายไปโคราชถึงเข้าใจ สุดท้ายติดร่างแหเข้าไปอยู่ในคุกด้วยพร้อมกับเฉลิม อยู่บำรุง สนั่น ขจรประศาสน์ เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ แต่ก็เป็นเรื่องที่เขาประทับใจในวีรกรรมอยู่เคียงข้างคอยช่วยเหลือนายยามวิกฤติ

หากเป็นคดีอาชญากรรมสำคัญ นายตำรวจนักสืบเก่าแห่งกองปราบปรามยกตัวอย่างกรณีนายประวัติ ถนัดค้า รองอธิบดีป่าไม้รับสินบนพ่อค้าไม้ป่าสาละวินว่า บังเอิญหน้าที่การงานเราทำงานเสี่ยง จับอะไรต่ออะไร ทำไม่ได้จะไม่ทิ้ง เราให้ตรวจลายนิ้วมือแฝงจากเทปกาวที่พันกล่องใส่เงินตรงกับลายมือนายประวัติ ส่วนกระดาษห่อเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันเดียวกับที่หายไปจากบ้านของนายประวัติเป็นจุดเริ่มต้นของการแกะรอยหาพยานเชื่อมโยงนำไปสู่การดำเนินคดีจนศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี

ขยับจากตำแหน่งผู้กำกับการ พล.ต.ท.สุชาติ เลื่อนเป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นรองผู้บังคับการปราบปราม ขึ้นผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง โยกลงเป็นผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ข้ามห้วยนั่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนผงาดคุมทัพเมืองหลวงรับบทผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กระทั่งถูกพิษมรสุมการเมืองเรื่องของการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหน้ารัฐสภาเมื่อปี 2551

อดีตผู้นำนครบาลเล่าว่า ทุกอย่างสกปรก ไม่มีใครจริงใจอะไรกันเลย สุดท้ายเรามาคิดว่า นครบาลถูกเผามารอบแล้ว ต่อไปจะมาถูกเผาอีกครั้งที่วังปารุสก์ เรายอมไม่ได้ เพราะเราเป็นผู้นำหน่วย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีเจ็บตายกัน ก็ไม่ใช่ฝีมือตำรวจล้านเปอร์เซ็นต์ หลังเปลี่ยนรัฐบาลสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังพูดว่าอยู่ต่อได้ไหม เลยตอบไปว่า ถ้าอยู่มันจะเสียกันหมด แต่เราคิดว่า เขาก็ไม่ไว้ใจเรา 100 เปอร์เซ็นต์แน่ถึงขอย้ายตัวเอง

“จริงๆ อยากบอกเลยว่า ไม่น่าจะมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพราะเติบโตมาในสอบสวนกลาง หรือในกองปราบ เอาผ้าผูกตาผม ปล่อยผมเดิน ไม่ชนเสาเลยสักต้น แต่ในนครบาลนี่ไม่เคยคิดกลับมาเลยตั้งแต่ฝึกงาน ในชีวิตก็ไม่เคยอยู่โรงพัก ถ้าผมตาทำแบบเดียวกันรับรองเราเดินชนเสาเลย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นคำสั่ง คำสั่งผู้บังคับบัญชา คือ คำสั่งสวรรค์ ไม่ทำไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้เสียใจ ชีวิตเรามาจากไหน สกุลเหมือนแก้วก็ไปดูเลยว่า คนนำหน้ายศ แล้วนามสกุลนี้ ยศสูงสุด คือใคร อาจจะปลอบใจตัวเองแต่ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ” อดีตนายพลคนดังระบาย

ประสบการณ์มากมายในชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เขายังมีความห่วงใยเหล่าสีกากีรุ่นหลังว่า ไม่ได้กลัวว่าใครเก่ง ไม่เก่ง ห่วงเรื่องการโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ถ้าโตมาด้วยวิธีที่ไม่ได้ผ่านงานมาหลากหลาย พอถึงจุดหนึ่งแล้วของการตัดสินใจก็จะพากันลงเหว วันนี้คนที่ดูเหมือนมีชื่อเสียงในการปราบปรามหน่อมแน้มไปหมด ความเชื่อมั่นในสถาบันตำรวจจะยิ่งหมดไป คิดว่า ตำรวจยังเอาตัวเองไม่รอด ยังปกป้ององค์กรไม่ได้แล้วจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไร ถามว่า ทะเลาะกันได้ ไม่ว่ากัน แต่ถึงจุดหนึ่งแล้วต้องสามัคคีกัน

ตำนานมือปราบถ่ายทอดแนวคิดอีกว่า อยากจะให้ตำรวจมีระบบข้อมูลที่อย่าเก็บไว้เฉพาะตัว เรื่องข้อมูลต่างๆ ต้องเหมือนเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ว่า มีแค่เราที่ทำได้ ต้องเป็นของหน่วย หวงข้อมูลเพื่อสร้างผลงานตัวเอง ไปหลอกไปแย่งกันบ้าบอคอแตก ต้องมองว่า ทำในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอะไรที่เป็นความลับก็ต้องเป็นความลับ ไม่ใช่ไปทำอะไรกันวันนี้ พรุ่งนี้โกรธกันก็เอามาพูดหมดแล้ว

สุชาติ เหมือนแก้ว !!!