คุณแอ้ว-อริสา สอนสุภี จากเด็กหญิงที่ราบสูงเมืองหมอแคน แดนหมอลำ จ.ขอนแก่น สู่คุณแม่ยังสาว และเลขานุการผู้บริหาร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ถือเป็นอีกหนึ่งผู้หญิงเก่ง ขยัน อดทน ฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจนเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน และผู้บริการของ มข. แต่ด้วยความที่เป็นคนรักครอบครัว รักถิ่นฐานบ้านเกิด จึงไม่คิดอยากจากไปทำงานที่ไหน นอกจากใน จ. ขอนแก่น

กว่าจะมาเป็นเลขานุการคนขยัน เมื่อครั้งเป็นสาวน้อย แอ้วเรียนมัธยมต้นกับมัธยมปลาย ที่โรงเรียนขามแก่นนคร โรงเรียนขาดกลาง มีชื่อระดับหนึ่งใน จ.ขอนแก่น แม้โรงเรียนแห่งนี้จะไม่ติดอันดับ 1 ของจังหวัด แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนเรียนดีเป็นต้นทุน บวกกับความขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่นตั้งใจ ก็สามารถเอนทรานซ์ ติดตั้งแต่รอบโตวต้า สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมัธยม โดยไม่ต้องเหนื่อยแข่งขันกับการเอนทรานซ์ใหญ่ จนในที่สุดก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยความภาคภูมิใจของคนในครอบครัว และทันทีที่จบการศึกษาก็ได้รับโอกาสทำงานตอบแทนพ่อแม่

“สิ่งที่แอ้วให้ความสำคัญที่สุด คือ ครอบครัว แอ้วเป็นคนขอนแก่นโดยแท้ เกิดที่นี่ โตที่นี่ เรียนที่นี่ อยู่กับครอบครัวมาตลอด เรียกได้ว่าเป็นลูกแหง่เลยก็ได้ และพอถึงจุดที่ต้องทำงาน แอ้วก็เลือกที่จะอยู่ใกล้ครอบครัว และก็ได้จังหวะชีวิตที่ดีมากมาก ที่มีโอกาสได้ก้าวสู่การเป็น เลขานุการผู้บริหาร ที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่กับคำว่า เลขานุการ ฟังดูแล้วเหมือนจะทำง่าย เพราะการจะเป็นเลขานุการมืออาชีพได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เข้ามาเพื่อพิสูจน์ใจแอ้ว และท้าทายความสามารถของแอ้วเอง จนสุดท้ายแล้วแอ้วก็ยังอยู่ตรงนี้อย่างมืออาชีพ และแอ้วยิ้มให้กับตัวเองได้ พร้อมกับยิ้มให้กับงานที่ทำ เพราะถ้าทำแล้วมีความสุข ก็จะทำมันให้ดีที่สุดไปเลย” เลขานุการสาว เล่าอย่างอารมณ์ดี

เธอเชื่อว่าทุกคนเกิดและเติบโตมาต้องมีข้อคิด หรือ คติประจำใจ สำหรับการดำเนินชีวิต แต่จะเหมือนหรือแตกต่างกันออกไป ชีวิตเป็นของเรา ความสุขก็เป็นของเรา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น หรือ เท่าคนอื่น อย่าให้รอยยิ้ม หรือ น้ำตาของเราไปขึ้นอยู่กับใคร หรือ ยกให้เขาเป็นคนควบคุม ตัวเราเองต้องเป็นคนกำหนด เนื่องจากทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันใน 1 วัน มันอยู่ที่ว่าเราจะแบ่งเวลาและให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ซึ่งเธอกล้าพูดได้เต็มปากว่า ให้ความสำคัญทั้ง การทำงาน ครอบครัว และตัวเอง และมั่นใจว่าทำมันได้ดีด้วย โดยสองอย่างแรกหลายคนอาจจะพอนึกภาพออกในการแบ่งเวลาให้กับการทำงานและครอบครัว แต่หลายคนลืมแบ่งให้กับตัวเอง ลืมให้ความสำคัญกับตัวเอง ทั้งที่มันควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ ฉะนั้นควรค้นหาตัวตนของตัวเอง และให้เวลากับตัวเอง

“สิ่งที่กายและใจของแอ้วมีความสุขที่สุดเมื่อได้ทำ คือ วิ่ง แอ้วจึงรักที่จะวิ่ง ทุกครั้งที่แอ้วออกวิ่งไป แอ้วได้อยู่กับตัวเอง สนุก ซึ่งแอ้วจะมีเป้าหมายในใจเสมอ อยู่ที่ว่าจะเอาชนะใจตัวเองได้ไหม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า แอ้วต้องชนะทุกครั้ง และไม่ชนะ ก็ไม่ได้หมายความว่าแพ้ ถือเป็นการได้เรียนรู้แบบมีความสุข และพยายามทำมันให้ดีกว่าเดิม ถ้าหากจะพูดถึงไอดอล ก็น่าจะเป็นไอดอลด้านไลฟ์สไตล์ คือ คุณชมพู่ อารยา แอ้วชอบที่เขาเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มั่นใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบ” คุณอริสาอธิบาย

แน่นอนคนเรามีสุข มีทุกข์ มีอุปสรรค ก่อนจะพบความสำเร็จต้องฝ่าฟันขวากหนาม แต่วิธีการ ความคิด การเติมกำลังใจ เพื่อเอาชนะอุปสรรคปัญหา ก็อยู่ที่ความถนัดของใครของมัน  คุณอริสา บอกว่า สำหรับเธอแล้ว คำพูดที่บอกตัวเองเสมอเมื่อเจออุปสรรคปัญหา หรืออะไรก็ตามที่ยากลำบากและท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต หรือการทำงาน ก็คือคำว่า เราต้องทำได้ และยิ้มให้กับตัวเอง ขอแค่เรามั่นใจว่าเราทำได้ แล้วเราจะก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยดีเอง และกำลังใจที่ดีที่สุดก็ไม่ต้องรอจากใคร ยิ้มให้กับตัวเองเสมอ ยิ้มให้กำลังใจและเติมพลังให้ตัวเราเอง ตราบใดที่เรายังยิ้มให้กับตัวเองได้ ปัญหาทุกอย่างต่อให้สูงเท่าภูเขา ภูเขานั้นจะหายไป เราจะเดินบนพื้นราบ เธอเชื่อและทำอย่างนั้น เพราะชิวิตเราไม่ได้เจอแต่วันที่ฟ้าเปิดสดใส หากแต่มีวันที่เจอพายุ เจอฝนบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราทุกข์หรือเสียใจกับมันได้แต่อย่านาน รีบตั้งสติกลับมาใช้ชีวิตต่อไปให้เร็วที่สุด เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้ ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว คิดเสียว่ามันเป็นแค่วันที่ฝนตก และเมื่อเวลาผ่านไปเราเจอฝนแบบวันนั้น เรากลับไม่ทุกข์ไม่เสียใจ เนื่องจากเคยผ่านวันแบบนั้นมาได้แล้ว มิหนำซ้ำเราจะนึกขอบคุณพายุฝนในวันนั้น ที่ช่วยให้เราแข็งแกร่งและมีภูมิคุ้มกันมาจนถึงวันนี้

เลขานุการสาวจิตใจแกร่งผู้นี้ ยังถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน ว่า ด้วยความที่เป็นคนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง หรือดื้อ ก็ไม่แน่ใจ แต่บทบาทหน้าที่ความเป็นเลขานุการผู้บริหาร ยิ่งทำให้ดูเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง ถ้าได้คิดหรือตั้งใจไว้ว่าต้องเป็นแบบนั้น ก็ต้องเป็นแบบนั้น แต่สังคมการทำงาน สอนให้ได้เรียนรู้ว่า เราไม่สามารถได้ทุกอย่างตามที่ใจเราต้องการเสมอ บางเรื่องอยู่นอกเหนือการควบคุม เราทำได้แค่ยอมรับ และมุ่งมั่นตั้งใจทำในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด โดยเชื่อมั่นว่า ถ้าเราทำงานของเราให้ดีที่สุด อยู่บนความถูกต้อง งานจะปกป้องและผลักเราไปสู่จุดที่เหมาะสมเอง

เมื่อพูดคุยกับสาวคนเก่ง ก็ไม่วายจะถามเรื่องความสวยความงามในมุมมองของผู้หญิง ซึ่งคุณอริสา อธิบายว่า ผู้หญิงสวย ต้องสวยเริ่มต้นจากข้างในจิตใจ ความคิด คำพูด และบุคลิก สำหรับเธอแล้ว  ผู้หญิงสวย คือ ผู้หญิงที่รักตัวเอง ดูแลตัวเอง เพราะเชื่อว่า ถ้าเรารักตัวเอง ดูแลตัวเอง ก็จะเลือกทำในสิ่งที่เรามีความสุข สุขแบบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หรือ ถึงแม้ว่าเราทุกข์ เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมกับความทุกข์ แค่นี้ก็สวยที่สุดแล้ว คนมีความสุขจะไม่สวยได้อย่างไร ว่าไหม ส่วนผู้หญิงเก่ง คือ ผู้หญิงที่ไม่ท้อถอย พร้อมที่จะเรียนรู้ และท้าทายตัวเองเสมอ

ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต และความสำเร็จ จุดหมาย ความพึงพอใจก็ไม่เท่ากัน สำหรับคุณอริสา เธอได้แจกแจงอย่างน่าสนใจ ว่า “เป้าหมายในชีวิต มันฟังดูยากและยิ่งใหญ่นะ แอ้วตั้งเป้าหมายกับเรื่องเล็กๆ ในการใช้ชีวิต ฝึกวินัยตัวเอง เช่น แอ้วต้องวิ่งให้ได้อาทิตย์ละ 3 วัน แอ้วต้องทำ Project ที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จภายใน 3 เดือน แอ้วว่าเราไม่จำเป็นต้องพกไม้บรรทัดเพื่อวัดหรือกะเกณฑ์อะไรมากมายให้กับชีวิต มันอยู่ที่ความพอใจ ยอมรับ และ เฉยเฉย ซึ่งสิ่งเหล่านี้วัดไม่ได้ ซึ่งแอ้วพอใจกับชีวิตตอนนี้ แต่ถ้าถามว่าชีวิตในตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ก็รู้สึกว่า ชีวิตฉันเพิ่งเริ่มต้น เพราะเพิ่งได้เริ่มใช้ชีวิตที่เป็นตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำจริงๆ”

ท้ายนี้เลขานุการสาวคนสวยและเก่งอย่าง เธอระบุถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบันกับสมัยก่อนเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรว่า ด้วยกาลสมัยที่เปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไปมาก ผู้หญิงในยุคปัจจุจบันนี้ ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ เป็นผู้นำได้ สวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเก่ง และขยันด้วย