าลตัดสินจำคุกเกรียงไกร เตชะโม่ง เป็นเวลา 5 ปี

กิตติพงศ์ นโรปการณ์ นักข่าวหัวเห็ดมาดเท่ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐประจำกองปราบปรามโยนแฟ้มปฐมบทแห่งคดีเพชรซาอุดีอาระเบียให้ผมอ่านเพียงเท่านี้ ที่เหลือแกเก็บไว้เป็นปริศนาให้ผมไปค้นคว้าศึกษากันเอาเอง

“ถ้ามึงจะเป็นนักข่าวที่ดี อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ” ผมจำคำแม่น

เกรียงไกร เตชะโม่ง หนุ่มลำปางเดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียภายในพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซีส ก่อนลงมือปฏิบัติการสะท้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อโจรกรรมทรัพย์สินของเจ้าชายแขกและชายาจำนวน 122 รายการ มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท

ต่อมาตำรวจตามจับเกรียงไกรได้ที่โรงแรมพรเทพ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยึดของกลางคืนได้ 60 รายการมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และตามทรัพย์สินที่เหลือจากคนรับซื้ออีกจำนวนหนึ่ง

ทรัพย์สินของกลางที่ยึดคืนมาได้ เจ้าหน้าที่นำมาเก็บรักษาไว้ที่แผนก 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ก่อนนำทั้งหมดบรรจุในกล่องสังกะสีภายในบรรจุโฟมขนาด 1 ฟุตเศษต่อหน้าเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย มีตัวแทนจากประเทศซาอุดีอาระเบีย และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาดร่วมเป็นสักขีพยาน จากนั้นนำเครื่องเพชรทั้งหมดส่งมอบคืนเจ้าไฟซาล บิน ฟาฮัด

ภายหลังนำเครื่องเพชรส่งถึงมือเจ้าชายซาอุดีอาระเบียแล้ว เรื่องราวฉาวโฉ่ก็อุบัติขึ้นเมื่อเจ้าไฟซาล บิน ฟาฮัด แจ้งให้ทางการไทยทราบว่า เพชรที่นำส่งไปคืนนั้นมีของปลอมปนอยู่ด้วย กรมตำรวจจึงตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งของพลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ มี พลตำรวจตรีธรรมรงค์ ปิณฑะรุจิ เป็นประธาน

กำหนดประเด็นให้สอบสวน คือ 1.การยึดและเก็บรักษาของกลาง (ระหว่างผู้จับและพนักงานสอบสวนดำเนินการกันอย่างไร) 2.ระหว่างของกลางอยู่ในความดูแลของตำรวจ มีช่องหรือโอกาสที่ผู้อื่นจะเอาของปลอมมาเปลี่ยนกับของจริงหรือไม่ 3.การส่งของกลางให้ผู้เสียหายดำเนินการอย่างไร

พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ ยังแต่งตั้ง พลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนกรณียักยอกและปลอมแปลงเพชรซาอุดีอาระเบีย

วันที่ 4 สิงหาคม 2534 พันตำรวจโทอังกูร อาทรไผท รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม นำหมายค้นของพลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 หมู่บ้านมัณฑนาซอย 8 ถนนฉิมพลี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานครของสันติ ศรีธนะขัณฑ์ อายุ 47 ปี เจ้าของร้านเพชรสันติมณี แต่ไม่พบของกลางจากคดีเพชรซาอุดีอาระเบีย

อีก 2 วันถัดมา พลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหนังสือด่วนมากถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารมหานครขอตรวจสอบบัญชีของสันติ ศรีธนะขัณฑ์ และดาราวดี ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรสันติมณี ย่านสะพานเหล็ก เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะถูกซัดทอดจากญาติของเกรียงไกร เตชะโม่งว่า เป็นผู้รับซื้อเพชร

ต่อมาสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เข้ามอบตัวกับพลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ก่อนมีคำสั่งให้ดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหา 4 คน คือ สันติ ศรีธนะขัณฑ์ สุรศักดิ์ หรืออ้วน เอนกศิริกุล ประสงค์ หรือแดง ศรีกวาง จรูญ หรือหล้า จันทร์คง ในข้อหารับของโจรและลักทรัพย์

ขณะเดียวกันชุดสืบสวนสอบสวนของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้สรุปผลการสอบสวนว่า ตำรวจชุดของนายพลตำรวจโทมือปราบคนหนึ่งยึดของกลางจากผู้กระทำความผิดมาแล้ว ปรากฏว่า ในบัญชีของกลางที่พนักงานสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามดำเนินคดีนั้น ไม่ปรากฏตามหลักฐาน ดังนั้นเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องของการประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ กรมตำรวจจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และดำเนินคดีอาญาพลตำรวจโทผู้นั้นกับพวกอีก 7 คน คือ พันตำรวจเอกประเสริฐ จันทราพิพัฒน์ ผู้กำกับการม้า กองบังคับการสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ พันตำรวจตรีธานี สีดอกบวบ สารวัตรนโยบายและแผนตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์เขต 2 พันตำรวจโทสิทธิพร โนนจุ้ย รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม พันตำรวจโททองดี คล้ายขจร ร้อยตำรวจโทฤทธิศาสตร์ แก้วเดช ดาบตำรวจเท่ง ติ๊ปปะละวงศ์ และจ่าสิบตำรวจสนิท กาวิชา

พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีเพชรซาอุดีอาระเบียชุดแรกเสนอพลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณา คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ประกอบด้วย พลตำรวจโทบัญชา เนตินันทน์ จเรตำรวจ เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วยรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร มี พลตำรวจตรีปิติ ประจักษ์จิตต์ เป็นเลขานุการ ขณะที่ พลตำรวจโทธนู หอมหวล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานสอบสวนทางอาญา

ผมอ่านแฟ้มจนมึนจับต้นชนปลายไม่ถูกมาหลายวันว่า แล้วอะไรเป็นชนวนเหตุการณ์อุ้มฆ่าแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมในเวลาต่อมา

“บลูไดมอนด์ไง” นักสืบรุ่นเก่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นระหว่างที่ผมนั่งสนทนากันอย่างออกรถออกชาติ “ตัวการของปัญหาทั้งหมด มันเป็นอาถรรพณ์ของเพชรซาอุดีอาระเบีย”

“ผมไม่เข้าใจ”

“จำนวนเพชรล้ำค่าที่เกรียงไกรขโมยมา ว่ากันว่าเจ้าชายไฟซาลติดใจเพชรบลูไดมอนด์ที่หายไปแล้วไม่ได้คืน” เขากระซิบมองซ้ายมองขวา “ว่ากันอีกว่าอยู่กับคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง”

ผมชักสีหน้าสงสัยอีก

“แสดงว่ามีการอมของกลางจริงหรือ” ผมถามประสานักข่าวที่ไม่ได้เกิดในยุคนั้น

“อันนี้พี่พูดไม่ได้” นายตำรวจนอกเครื่องแบบแววตาเหี้ยมยิ้ม “จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่มีคนกังขาและตามหามันมาหลายรัฐบาลแล้ว เพราะทางการซาอุดีอาระเบียจี้มา” เขาพักจิบกาแฟแก้คอแห้งแล้วจุดบุหรี่สูบเหมือนทบทวนความทรงจำและลังเลพักใหญ่ว่าจะเอ่ยกับผมดีไหม

“ผมอยากรู้ ผมไม่บอกหรอกว่า ใครให้ข่าวผม”

“มันเป็นอาถรรพณ์” เขายืนยันความเชื่อเหมือนเพิ่งอ่านนิยายไสยศาสตร์จบเล่ม “ตำรวจมั่นใจว่า สันติ ศรีธนะขัณฑ์ น่าจะเป็นคนรู้เรื่องเพชรบูลไดมอนด์มากกว่าใคร”

ผมชักเข้าเค้าโยงคดีการตายของ 2 แม่ลูก “แล้วยังไงครับ”

เขาเล่าว่า แม้ผลการสอบสวนเกรียงไกร เตชะโม่ง พบว่า ได้แบ่งเครื่องเพชรให้กับเพื่อนที่มีส่วนรู้เห็น ทั้งไม่รู้ด้วยว่า แบ่งเครื่องเพชรชนิดและประเภทใดให้เพื่อนไปบ้าง นอกจากนั้น เจ้าตัวมีความรู้เรื่องอัญมณีน้อยมาก เมื่อนำเครื่องเพชรทั้งหมดกลับมาที่บ้านจังหวัดลำปางก็ได้แยกชิ้นส่วนเอาเพชรกับทองออกจากกัน เพราะรู้จักแต่ทองว่า มีค่า โดยนำทองไปขายที่ร้านทองในจังหวัดแพร่ และจังหวัดลำปาง

ส่วนผลการสอบเจ้าของร้านทองก็ไม่ปรากฏว่าพบเห็นหรือรู้เรื่องเพชรบลูไดมอนด์เช่นเดียวกับปากคำของเกรียงไกรที่ยันอีกครั้งแค่ว่า เห็นเพชรมีความแข็งมากจึงลองทุบบางส่วนดู เม็ดไหนแตกก็ทิ้งไป เม็ดไหนไม่บุบสลายก็แยกไว้ แต่ไม่ได้ทุบไปเสียทั้งหมด หลังจากนั้นได้นำเพชร พลอย อัญมณีอื่นๆที่แยกออกจากทองแล้วไปฝังดินไว้บางส่วน บางส่วนทยอยขายให้แก่สันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง นำไปขายต่ออีกทอด โดยมีพลตำรวจเอกคนหนึ่ง ชอบค้าของเก่า และของมีค่าร่วมมือกับสันติขายเพชรซาอุดีอาระเบียด้วย แต่หลักฐานสาวไปไม่ถึงจึงลอยนวลอยู่ได้

การให้การของเกรียงไกรกรณีเพชรบลูไดมอนด์มีลักษณะไม่ชัดเจน เหมือนว่าขโมยมาแล้วขายให้สันติ แต่เกรียงไกรก็ไม่เคยยืนยันอย่างหนักแน่นกับพนักงานสอบสวนในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีความมั่นใจ เพราะนำเครื่องเพชรออกมาเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ครบถ้วน

“ครั้งหนึ่งสันติเลยถูกอุ้มไปรีด”

“ใครอุ้ม” ผมสอดทันทีที่เขาไม่ทันจบประโยคเล่นเอาเจ้าของแฟ้มประวัติศาสตร์ชะงักมองอย่างไม่วางใจเหมือนตอนเริ่มสนทนา

“เอาเถอะ ไม่นานไอ้น้องก็รู้เองว่าใคร” สูบบุหรี่พ่นควันทั่วห้องเสร็จ เขาสาธยายต่อว่า เจ้าของร้านเพชรสันติมณีถูกนำไปกักขังระหว่างตำรวจกำลังติดตามหาเพชรบลูไดมอนด์ของกลางที่หายไปจากวังเจ้าชายไฟซาล ประเทศซาอุดีอาระเบียที่เกรียงไกร เตชะโม่ง ขโมยมา พวกเขาพาเสี่ยสันติไปขังเซฟเฮาส์บ้านเมืองทองธานี ก่อนพาเค้นต่อที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวมถึงจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันเพื่อให้เสี่ยสันติคายรายละเอียดเกี่ยวกับเพชรบลูไดมอนด์

“ผลล่ะ”

“ตำรวจคว้าน้ำเหลว ไอ้เสี่ยบ้านั้นอ้างไม่รู้ไม่เห็นอย่างเดียว”

“อ้าว… แล้วทำไง”

“มันก็ไปแจ้งความสิ เป็นเรื่องเป็นราวเลย”

“สรุปแล้วบลูไดมอนด์มีจริงหรือเปล่า” ผมข้องใจ “เพราะตอนนั้นเห็นมีข่าวว่า พัวพันกับพลตำรวจเอก 4 นายและอดีตรัฐมนตรีอีก 1 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการยักยอกเพชรเม็ดนี้”

“ผมก็ไม่ทราบแน่ชัด” แหล่งข่าวคนเดิมถอนหายใจ “ที่แน่ ๆ มันทำให้เสี่ยสันติต้องจำจนวันตายเมื่อลูกเมียต้องมาประสบชะตากรรมรับเคราะห์แทน”

หลังจากเช้ามืดวันที่ 2 กรกฎาคม 2537 ดาราวดี ศรีธนะขัณฑ์ กับเสรี ศรีธนะขัณฑ์ ลูกชายวัย 7 ขวบขับรถเบนซ์ออกจากบ้านพักในหมู่บ้านมัณฑนา ย่านตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยที่เสี่ยสันติ ศรีธนะขัณฑ์ไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่า ทั้งคู่จะไม่ได้กลับมาที่นั่นอีก

กระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2537 ถึงได้พบศพแม่ลูกอยู่ภายในรถเก๋งคันหรูในสภาพถูกรถบรรทุกชนยับเยิน เปิดฉากคดีอำมหิตฆาตกรรมอำพรางที่มีเค้าเงื่อนงำโยงใยมาจากปฐมบทคดีเพชรซาอุดีอาระเบียเมื่อ 4 ปีก่อน

คนใกล้ชิดครอบครัวศรีธนะขัณฑ์ยอมเปิดปากกับหนังสือฐานสัปดาห์วิจารณ์ถึงเรื่องของพ่อค้าเพชรคนดังที่ยังเก็บตัวเงียบแม้ลูกเมียจะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมว่า เจอเขาในงานศพวันแรก แล้วก็หายไปเลย คิดว่า สันติไม่ค่อยให้เกียรติคนในครอบครัว อะไรกันลูกเมียหายไปยังจะทำเป็นคดีง่ายๆ ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่มีใครทำอย่างแกจริง ๆ

“มันต้องสู้แล้ว” คนใกล้ชิดพูดแบบสบอารมณ์

“ตอนที่แกมางานศพ ผมยังบอกแกเลยว่า ถ้าจะมา อย่าทำพิรุธมาก แต่แกก็คุมความรู้สึกได้ดีจนผมแปลกใจ แต่ผมไม่ได้ไปติดใจอะไรแกนะว่า เขาจะมีส่วนร่วม เพราะเขาเป็นคนรักลูกเมียมาก ในฐานะที่ผมสนิทสนมกับแก รู้สึกเสียใจที่แกมีความกลัวมากเกินไป น่าจะเปิดตัวและออกมาต่อสู้ดีกว่า”

ไล่เลี่ยกันเกิดกระแสข่าวยืนยันว่า สันติ ศรีธนะขัณฑ์ ส่งตัวแทนเข้าร้องเรียนต่อพลตำรวจตรีวรรณรัตน์ คชรักษ์ ผู้บังคับการปราบปราม ให้เข้ามาคุมคดีโดยตรง แม้ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะเปิดตัว แต่ยินดีที่จะให้ความร่วมมือตำรวจเต็มที่

ข่าวนี้ทำให้ฝูงทัพสื่อมวลชนที่เกาะติดคดีสำคัญมาหลายวันเช็กกันวุ่น หลายสำนักเชื่อว่า ต่อไปไม่นานสันติ ศรีธนะขัณฑ์พร้อมจะเปิดตัวให้รายละเอียดกับตำรวจ เพราะไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในสภาพหมาจนตรอกที่พร้อมจะสู้ศัตรูตัวร้าย

จะเป็นหรือตายมีสภาพไม่ต่างกัน

“เฮ้ย มึงจะไปกับพวกกูหรือเปล่า” กิจจา ทองเกลา นักเรียนเก่ารุ่นพี่ที่เป็นนักข่าวไทยรัฐประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลเอ่ยปากตอนบ่ายแก่ ๆ มีกิตติพงศ์ นโรปการณ์ สวมแว่นดำดูเชิงโชว์ลักยิ้มเล็กน้อย “ไม่ไปก็เรื่องของมึง” แกยักท่าเสือกไส

“ไปไหนครับ”

“ซ้ง เป็ดพะโล้” นักข่าวกองปราบหนุ่มแว่นดำว่า

“อยู่ตรงไหน เดี๋ยวผมขับรถตามไป” ผมไม่ปฏิเสธตามประสาคนโสด

“แยกวังหิน ขับตามกูมา”

“โอเคครับ”

รถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 2002 สีบรอนซ์ทอง ออกพ้นรั้วกองบังคับการปราบปรามข้างสวนสนุกแดนเนรมิต เข้าถนนพหลโยธินเลี้ยวขวาตัดมุ่งซอยเสนานิคม ข้ามสะพานเลี้ยวขวาอีกครั้งก็ถึงจุดหมายร้านเป็ดพะโล้โกโรโกโสเป็นห้องแถวปลูกยาวราว 3 คูหา เข้าใจว่าเป็นร้านข้าวต้มรอบดึกเสียมากกว่า

“มึงจะเอาอะไร สั่ง” กิตติพงศ์ใช้ความอาวุโสยื่นเมนูมาให้

ผมกระมิดกระเมี้ยน “ไม่เป็นไรครับ พี่ว่าไปเลย ผมกินได้หมด”

“เป็ดมาจาน ไส้กับเลือดด้วย” เขาถอดแว่นดำเสียบคอเสื้อไม่มองเมนู “ต้มซุปเปอร์อีกที่”

“พี่บิลลี่ เอาเหล้าอะไร” หันไปถามกิจจา

“แล้วแต่มึง”

“ห่า ไอ้เด็กเทพศิรินทร์พี่น้อง 2 คนนี่เป็นอะไรกันวะ ไม่สั่งกันเลย” ศิษย์เก่าสตรีวิทยา 2 ได้ทีแซว

ผมหน้าเจื่อน ส่วนกิจจาหัวเราะเสียงดังตามสไตล์

“เดี๋ยวไอ้เอ็กซ์กับไอ้สันต์มาพี่” เขาบอกพี่ชายสำนักข่าวเดียวกัน

ผมรู้ทันควันไม่นานคงต้องมีข่าวใหญ่