ดีตนักสืบยอดฝีมือของเมืองกรุง แต่ไปตกระกำลำบากถิ่นภูธรตอนปั้นปลายชีวิตราชการ

ยามนี้เจ้าตัวยิ้มออกเหมือนระฆังหมดยกก็หยุดชกเลิกรากันไป แม้ในใจยังขุนเคืองและคลางแคลงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

อย่างน้อยเขาก็เป็นตำนานมือพระกาฬคนหนึ่งของทำเนียบปทุมวัน

พ.ต.อ.ทรงพร สารพานิช อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนภูธรภาค 4 ชาวกรุงเทพฯแต่กำเนิดเป็นลูกชาย พ.ต.อ.สมศักดิ์ สารพานิช อดีตรองผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง ติดสอยห้อยตามบิดาตั้งแต่จำความได้กระทั่งเรียนจบเตรียมอุดมศึกษาถูกส่งไปสอบนายร้อยตำรวจที่รับตรงรุ่นแรกกลายเป็นนักเรียนสามพรานรุ่น 28 สวมบทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามรอยผู้ให้กำเนิด

จบมาเดินเคียงข้าง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ และพ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ มือปราบผู้ล่วงลับ บรรจุลงเป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน

เขาบอกว่า รุ่นนั้นจะถูกจับเฉลี่ยลงกองสืบนครบาลทั้งหมด จนเกิดโศกนาฏกรรมข้างโรงพยาบาลกลางด้วยความเข้าใจผิดของตำรวจ 2 หน่วยคร่าชีวิต ร.ต.ต.วีระ ช่างประดิษฐ์ และร.ต.ต.ศิริชัย มุ่งถิ่น คู่นักสืบน้องใหม่ของสืบสวนใต้ เพื่อนนายร้อยรุ่น 28 ด้วยกัน ทำให้ดาวรุ่งพุ่งแรงจากรั้วสามพรานทั้งหมดถูกคำสั่งย้ายลงพื้นที่ทันที เพราะผู้บังคับบัญชาเห็นว่า นักสืบต้องมีประสบการณ์ มีความละเอียดรอบคอบ ความที่เราใหม่จากโรงเรียนนายร้อยเหตุการณ์สลดถึงเกิดขึ้น

แต่ ร.ต.ต.ทรงพร สารพานิช กับ ร.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ กลับเป็นดูโอนอกเครื่องแบบคู่เดียวที่ยังอยู่สืบสวนใต้ แถมได้รับภารกิจสำคัญจาก พ.ต.ท.ธนู หอมหวล ขณะนั้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ ไปตามเสืออบ ขยันกิจ หัวหน้าแก๊งมือปืนที่ลอบสังหาร พ.ต.อ.นรินทร์ วิทยาวุฑฒิกุล รองผู้บังคับการกองวิชาการกรมตำรวจเลขานุการหน้าห้อง พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น รองอธิบดีกรมตำรวจ สมัยนั้น

เป็นคดีดังสะท้านประเทศที่เกิดขึ้นในปี 2519 ซึ่ง พล.ต.อ.มนต์ชัย กัดไม่ปล่อย เพราะหลังก้าวขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจแล้วมีข่าวเสืออบ วางแผนจะมาลอบฆ่าผู้นำสูงสุดของกรมปทุมวันด้วย ธนู หอมหวล จึงเข้าไปอยู่ในชุดทำงานของนายพลมือปราบ

“ผมมารู้ภารกิจตอนหลัง ได้ข่าวว่าเสืออบหลบอยู่ในป่าไร่ข้าวโพดที่เขตอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผู้ใหญ่ต้องการคนเข้าไปเห็นความเคลื่อนไหวของมันจริง ๆ เลยส่งผมกับสุเมธไปปลอมตัวเป็นมือปืนทหารหนีคดีมาอ้างว่า นายให้มาหลบสักพัก ผู้ใหญ่วางฉากให้ผมแบบนี้ ก่อนอธิบายเป็นภารกิจสำคัญมาก ให้เข้าไปไม่ต้องทำอะไรให้รู้ว่ามันอยู่หรือไม่ แล้วหาทางกลับออกมาให้ได้เพื่อพากำลังกลับเข้าไป” พ.ต.อ.ทรงพรย้อนวีรกรรมล่าเสือร้ายตั้งแต่ตัวเองยังเป็นหมวดใหม่กับเพื่อนรัก

“ภารกิจกดดันมาก เสืออบเป็นคนไม่ธรรมดา ตอนนั้นมีตัวเชื่อมเป็นสายอีกทีให้เราเข้าไปเจอเสืออบ ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเสืออบ เห็นจากแฟ้มประวัติ ตัวเชื่อมคนนี้ก็พาผมกับสุเมธเข้าป่าไปเจอแล้วบอกกับมันว่า พี่อบ ฝากไอ้ 2 ตัวนี้ไว้หน่อย ทำงานเพิ่งเสร็จ ฝากไว้ 2-3 วันเรื่องเงียบแล้วมันก็จะกลับ ทำให้ผมมั่นใจว่า มันคือเสืออบ กินนอนอยู่กับมันนาน 2 คืน ต้องทำตัวปกติ แต่บอกกับสุเมธว่า ถ้ามันยึกยักไม่มึงกับกูเหลือไว้ 1 คนล่ะกัน เต็มเหนี่ยวเลย”

 

อดีตนายตำรวจนักสืบที่ลบลายเสือคนดังบอกว่า อบพาไปดูรังชุมโจรเต็มไปด้วยกองกำลังในป่าที่มันทำหน้าที่คุมไร่อ้อย ล้วนแต่มีอาวุธครบมือ กดดันไม่น้อย คิดว่า เราจะออกมาอย่างไรไม่ให้มันตื่น และถ้ามันรู้นาทีนั้นเราก็ตาย กระทั่งเช้าอีกวันคนที่ไปส่งเรากลับเข้ามา เราก็อ้างเลยว่า ไมได้ยิงปืนนานแล้ว ลูกปืนหมด ขอออกไปหาซื้อลูกปืนก่อน มันยังบอกเป็นลางว่า อย่าลืมเอาลูกปืนมาฝากด้วย เราก็บอกเออ เดี๋ยวกูกลับมา กูจะเอาลูกปืนมาฝาก

ทั้งคู่ออกกันมาวางแผนอีกวัน เอากำลังของตำรวจ 191 ไปเสริม พื้นที่มันกว้าง กำหนดดีเดย์คืนวันที่ 11 มีนาคม 2520 ทีมสืบสวนนครบาลใต้ ประกอบด้วย พ.ต.อ.ธนู หอมหวล พ.ต.ท.สุนทร มีนะโตรี พ.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ พ.ต.ต.อุทร ปาลิวานิช พ.ต.ต.เอนก เชี่ยวสมุทร พร้อมด้วย พ.ต.อ.โสภณ วาราชนนท์ ผู้กำกับการนครบาล 6 ยกทัพเช้ารถบรรทุกสิบล้อมุ่งหน้าเข้าถิ่นเสือ มี หมวดทรงพร และหมวดสุเมธ เป็นไกด์นำทาง

เขายอมรับว่า คนอย่างเสืออบไม่ธรรมดา ที่เราไปนอน ถามว่าหลับไหม นอนไม่หลับนะ เราถึงรู้ความเคลื่อนไหวมันตลอด พอตีสี่มันจะออกนอกบ้านหายไป สว่างถึงกลับเข้ามา สุดท้ายวันที่เราเข้าจุดถึงรู้ว่า มันออกไปยืนอยู่นอกบ้านเพื่อดูลาดเลา พอสว่างถึงเข้าบ้าน พวกเรานำทางเข้าไป เจอจังหวะมันยืนอยู่พอดีเวลาตีสามกว่าแล้ว

“ผมจำแม่น คืนเดือนหงายพระจันทร์เต็มดวงสะท้อนให้เห็นปืนของมันชัด ผมตะโกนเรียกไอ้อบ มันก็ทักว่า กลับแล้วหรือ แต่ผมแสดงตัวเลยว่า ผมเป็นตำรวจนะ เพราะต้องปิดบัญชีให้ได้ ต้องจบให้ได้ ถ้ามันรอดไปได้ก็ช่วยไมได้ เปิดเกมก่อนเลย ปรากฏว่า มันก็ชักปืนยิงแล้วหนีขึ้นภูเขาไปเจอชุดตำรวจ 191 ดักล้อมจับตายในที่สุด งานนี้ยอมรับว่า ความกดดันอยู่ตรงตอนที่ไปนอนคลุกคลีอยู่กับมัน ผมเป็นเด็กใหม่ ตำรวจหน้าใหม่เพิ่งติดยศร้อยตำรวจโททั้งคู่”ผู้อยู่เบื้องหลังปิดฉากคดีสำคัญเผยนาทีระทึก

นับจากผลงานโบแดงชิ้นนั้น ผู้บังคับบัญชาจะใช้ทรงพรกับสุเมธออกแถวสวมบทบู๊มาตลอด กลายเป็นนักสืบดาวรุ่งอนาคตไกลฉายแววเคียงข้างเพื่อนตาย ก่อนจะมีสมคิด บุญถนอม และประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ มาเสริมเขี้ยวเล็บให้นักสืบนครบาลใต้แข็งแกร่งไม่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ

  “สมัยนั้นแต่ละคนสุดยอดเป็นนักสืบแบบฉบับ ผมมาสายบู๊เป็นหลัก แต่ได้พี่ ๆ ค่อยตะล่อมไว้ คอยแนะ นักสืบเก่งทุกคน ผมว่าผมก็แน่ ไอ้คิดมันก็แน่ ไอ้โต้งมันก็แน่ ไอ้เมธก็แน่ แต่ได้พี่ที่แน่กว่าเราคอยกระตุกไว้ ให้เราสุขุมขึ้น การเป็นนักสืบรุ่นหลังผมว่า มันยังไม่เข้าใจตรงนี้ คนเรามันแน่ทุกคนแหละ แต่คนที่มีประสบการณ์เขาแน่กว่า อยู่ที่เขาจะถ่ายทอดให้เราได้ไหม เราเป็นพวกน้ำล้นแก้วหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เด็กบางคนบอกไม่ต้องพี่ ไม่ยอมฟัง ก็คงช่วยไม่ได้”

บ้าเลือดทำงานอยู่กองสืบสวนใต้จนหลายคนเกรงชื่อชั้นก่อนโดนย้ายลงโรงพักทำหน้าที่สายตรวจ หลุดเส้นทางนักสืบชั่วคราว ชนิดเจ้าตัวเข้าใจในเหตุผลของผู้บังคับบัญชา “นายโสภณ วาราชนนท์ เห็นว่า ผมตาขวางแล้ว ผมกับสุเมธไม่ได้ ใครยึกยักเป็นยิงไส้แตก นายบอกว่าพอแล้ว มึง 2 คนลงไปพักก่อน ให้ผมไปอยู่พลับพลาไชย 2 ไม่นานก็เอากลับมาใหม่ ทำงานสืบสวนเครียดนะ ในต่างประเทศตำรวจที่มีปัญหาครอบครัวมากที่สุด คือ นักสืบ เพราะเวลาเราทำงาน บอกใครไม่ได้ อย่างไปตามเสืออบ แม่ผมเห็นถอดเสื้อผ้ากองไว้ไม่พูดอะไรสักคำแล้วหายไป 2-3 วัน กลับมาก็ถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้อีก หายอีกหลายวัน ถ้าครอบครัวไม่รู้จักนิสัย ไม่เข้าใจเราก็อยู่ยาก” อดีตนักสืบมากประสบการณ์ชำแหละมุมมอง

ถึงกระนั้นก็ตามจากที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงโชคชะตากลับเล่นตลกกับ พ.ต.อ.ทรงพร เมื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพช้ากว่าเพื่อนในรุ่น หลังขึ้นสารวัตรอารักขาและรักษาความปลอดภัย กองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษแล้วย้ายคืนถิ่นเก่าเป็นสารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครใต้ โยกเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง เป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน นั่งรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ แล้วหลุดออกนอกหน่วยเป็นผู้กำกับอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดระนองนาน 4 ปี ถึงกลับมาเป็นผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่

ต่อมากองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งศูนย์สืบสวนนครบาล มี พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี เป็นรองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์เวลานั้นต้องหาสร้างหน่วยใหม่เป็นไพลอตโปรเจกต์ของนครบาลจึงมีการทาบทาม พ.ต.อ.ทรงพร มาร่วมนำประสบการณ์นักสืบเดินดินไปถ่ายทอดให้นักสืบรุ่นใหม่ หวังเป็นโรงเรียนผลิตนักสืบของเมืองไทยที่เอานักสืบทั่วประเทศมาอบรมให้พูดภาษาเดียวกัน

ก่อร่างสร้างเค้าโครงศูนย์สืบสวนเมืองกรุงเกือบ 2 ปี เกิดการชุมนุมกันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (COMMAND AND CONTROL OPERATION CENTER) หรือ CCOC พ.ต.อ.ทรงพร ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้บังคับศูนย์ ปรากฏว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าไปในม็อบแล้วถูกล้อมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ต้องให้ตำรวจไปเอาออกมา

สถานการณ์วิกฤติวันนั้น พ.ต.อ.ทรงพรเล่าว่า คุมศูนย์ที่มีอุปกรณ์กล้องวงจรปิดสามารถดูเหตุการณ์ชุมนุมได้อย่างชัดเจนเลยไล่กล้องหาดูว่า จะเอาตำรวจเข้าไปทางไหนที่มีฝูงชนน้อยสุด สุดท้ายสั่งการให้ตำรวจฝ่าคลื่นมนุษย์เข้าไปเอา พล.ต.อ.โกวิท ออกมาได้ เพราะคนที่อยู่ยืนระดับเดียวกันจะมองไม่เห็น เราอยู่มุมสูงจากกล้องจะเห็นชัดกว่าถึงให้คำแนะนำคลี่คลายความตึงเครียดได้ ไล่เลี่ยกันปรากฏว่า พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา หรือ โอ๋ สืบ 6 มีเรื่องต้องย้าย พล.ต.อ.โกวิท ให้หานักสืบเก๋า ๆ มาแทน มีคนเสนอมาทางเราพอดี

แต่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับสืบสวนนครบาล 6 ยังไม่ทันตูดจะร้อน เกิดการเปลี่ยนแปลงในสำนักปทุมวัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นเป็นผู้นำจัดทัพขุนพลสีกากีใหม่ล้างบางขั้วอำนาจเก่า ส่งผลให้ พ.ต.อ.ทรงพร โดนหางเลขเด้งไปไกลเป็นผู้กำกับการ สถานตำรวจภูธรเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เผชิญชะตากรรมที่แสนเจ็บปวดอยู่ 4 ปีถึงขึ้นรองผู้บังคับการสืบสวนภูธรภาค 4 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

“ผมเคยไปถามท่านเสรีพิศุทธ์ตอนปีแรกที่ย้ายไปเพ็ญว่า พี่ย้ายผมเรื่องอะไร ถ้าบอกเหตุผลได้ ผมจะโอเค ผมผิดก็ไม่เป็นไรถ้ารู้ถึงความผิด ไม่ได้ว่าอะไร ผมไปทำอะไรบอกผมได้ไหม เช่น ท้องที่มีปัญหาช่วยไปแก้ปัญหาให้หน่อย แหกตาหลอกผมแบบนี้ ผมก็ไม่ว่า แต่นายกลับตอบไม่ได้ ผมย้ายไปยังถูกถามในที่ประชุมว่า ไปทำอะไรผิดนายถึงย้ายมาไกลขนาดนี้ ผมก็ตอบไม่ได้ แกไม่คิดถึงใจเรา เราทำงานเต็มที่มาตลอด ไม่เคยมีความเลวร้ายในการเป็นตำรวจ แม้เป็นตำรวจสีเทาอ่อน ๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่ตำรวจขาว” พ.ต.อ.ทรงพรระบายความอึดอัด

      “แต่ตอนนี้ถือว่าจบแล้ว มวยลงเวทีแล้ว ผมแค่จะไว้เท่านั้นเอง”นายตำรวจวัยเกษียณว่า

การออกนอกหน่วยไปอยู่ดินแดนอีสานเที่ยวนี้ พ.ต.อ.ทรงพรปรับตัวไม่นานก็คืนวิญญาณความเป็นนักสืบนครบาลเข้าร่างสามารถนำเอาประสบการณ์ไปปัดกวาดคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้น 20 กว่าคดีเกลี้ยงหมดทุกคดีแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม เจ้าตัวบอกว่า เราเอาความรู้จากนครบาลไปใช้สอนเขา แต่จะบอกว่า พวกภูธรโง่ไม่จริงแน่นอน เพียงแต่ว่า ไม่มีคนไปแนะเขาว่า ต้องทำอย่างไร เดินแบบไหน วางเกมอย่างไร พอเราไปสามารถชี้ทางได้

    “มีคนบอกว่า เดี๋ยวดักโทรศัพท์เอาก็ได้ ผมก็บอกมึงดักไปเหอะ ผู้ต้องหาแม่งบ้านนอกไม่ใช้โทรศัพท์ ผมให้ใช้วิธีปูพรมหาข่าว ไล่ถามชาวบ้านตีวงโอบไปเรื่อย ผมทำแบบสมัยที่ไปดูเรื่องยาเสพติดในชุมชนคลองเตย ไปกับสงบ รอดประเสริฐ ไปถึงนั่งสั่งเหล้าแบนวาง นั่งคุยกันดูว่า คนร้ายคนนั้นคนนี้มาหรือยัง วันหนึ่งกินเหล้า 3-4 แบน แต่จริง ๆ ไม่ได้กินหรอก อาศัยเลี้ยงเขา คอยหาข่าว คนที่นักสืบถึงมีข้อดีอย่างคือว่า เวลาไปอยู่โรงพักได้เปรียบ”

อดีตนักสืบหลงน้ำบอกอีกว่า อาศัยนิสัยเราไปสวัสดีประชาชนไว้เยอะตั้งแต่เล็ก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องมาบอกอะไรเรา เราถึงต้องไปง้องอนเขา เรื่องง้อคนเราไม่ค่อยเกรงใจ จะได้เปรียบตรงนั้น นักสืบภูธรถามว่า เขามีองค์ความรู้หรือไม่ เขามีนะ เพียงแต่เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะเริ่มอย่างไร ยกตัวอย่างมีอยู่คดีมันเอาคนไปฆ่าลอยน้ำ เอารถไปจอด อำพรางคดีว่า มาหาปลาแล้วเป็นลมตกน้ำตาย “ผมเห็นปลาช่อน 2 ตัวอยู่หลังรถ สงสัยแล้วว่า ทำไมปลาขนาดเท่ากัน ความที่คนร้ายจะทำให้เนียนด้วยการไปซื้อปลามา แต่ไม่รู้ว่าปลาเลี้ยงกับปลาในธรรมชาติมันต่างกันอย่างไร นี่แหละร่องรอยทุกอย่าง ไม่ใช่ไปดูที่ศพ ดูที่รถ ทุกอย่างเป็นหลักฐานหมด เราสามารถจะหาต้นสายปลายเหตุได้จากทุกอย่างที่มันอยู่ตรงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ไหม”

“คดีนี้เกมเพราะปลาช่อนจริง ๆ จากที่เราสงสัยปลาช่อนตัวเท่ากัน ตอนนั้นหมอยืนยันว่า ผู้ตายจมน้ำ ผมเลยให้ลูกน้องเอาปลาช่อนไปผ่าท้องดู ปรากฏว่าชัดเลย มันเป็นอาหารปลาเลี้ยง ไม่ใช่ปลาธรรมชาติ ผมจัดแจงควักเงิน 7 พันบาทเพื่อส่งศพไปผ่าชันสูตรที่โรงพยาบาลขอนแก่นใหม่ หมอถึงยืนยันผลพิสูจน์ว่าผู้ตายคอหัก มันเอาหมอนคลุมแล้วทุบถึงไม่มีรอยทุบ กลายเป็นเรื่องเมียกับแม่ยายรวมหัวจัดฉากเพื่อเอาเงินประกันชีวิต และมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนด้วย ร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง”นายตำรวจตำนานเมืองหลวงเล่าเป็นฉาก

แต่จากการย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด 2 ครั้งในชีวิต พ.ต.อ.ทรงพรเรียนรู้เลยว่า นักสืบต้องพูดภาษาคนรู้เรื่อง ไปอยู่ภาคใต้ก็สืบไม่ได้ ถ้าคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ไปอยู่อีสานก็สืบไม่ได้ ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารกันไม่ได้ ประสบการณ์สำคัญใครตรงนี้ พ.ต.อ.ทรงพรถึงอยากฝากเป็นแง่คิดว่า ใครจะไปลงพื้นที่ภูธรแต่ละแห่งต้องเข้าใจภาษาท้องถิ่น “ผมมีประสบการณ์ตั้งเยอะ ผมยังทำไมได้เลย คนให้ข่าวมาตรง ๆ ผมยังไปไม่ถูก เพราะไม่เข้าใจภาษาเขา ในการเป็นนักสืบ นอกจากบู๊คุณก็ต้องป้องกันตัวเองได้ คุณต้องป้องกันเพื่อนได้ คุณต้องรู้จักการทำงานเป็นทีมได้ สุดท้าย คือคุณต้องเข้าใจภาษาท้องถิ่นให้เยอะ ถ้าคุณไม่เข้าใจภาษาคุณจบ การเป็นนักสืบของแท้ถึงเป็นอะไรที่ยากพอสมควร”

ตำนานนักสืบรุ่นล่าให้ความเห็นด้วยว่า ในหลายคนเดี๋ยวนี้คุยกับคอมพิวเตอร์ มันทำให้ทำงานเร็วขึ้นเท่านั้น สุดท้ายมันสามารถไปถึงตัวคนร้ายโดยมันมีมือไปล็อกได้หรือไม่ สุดท้ายก็ต้องไปเฝ้า แล้วเฝ้าเป็นหรือเปล่า พรางตัวได้ไหม รู้จักสร้างเรื่องจะป้องกันตัวเองได้หรือไม่เวลาจะเข้าไปดูลาดเลา ไม่ให้มันแตก ไม่ใช่เดินกร่างมาเลย ดูก็รู้แต่ไกลแล้วว่าเป็นตำรวจ

ที่สุดแล้ว เขาถ่ายทอดว่า ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ของการเป็นนักสืบ ที่อยากแนะรุ่นน้องให้เดินไปทางไหน ต้องรู้จักประยุกต์ใช้บูรณาการให้เป็น ไม่ใช่มองว่า สากกะเบือจะตำน้ำพริกอย่างเดียวจะเอาไปใช้ตอกตะปูไม่ได้เชียวหรือ

  “วันนี้ ผมไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่จะคิดได้อย่างนี้หรือไม่ เหมือนการสร้างศูนย์สืบสวน ผมกลับไปแล้วท้อใจ เรากะสร้างให้มันเป็นโรงเรียนนักสืบ ใครจะเป็นนักสืบต้องมาผ่านโรงเรียนแห่งนี้ สอนเพื่อสร้างเครือข่าย อีกหน่อยนักสืบจะมาจากศูนย์เดียวกันหมด พูดภาษาเดียวกัน มีวิธีการเดียวกันหมด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ โครงสร้างถูกรื้อหมด ไม่ใช่เจตนารมณ์เดิมที่วางไว้ พวกเราวางโปรเจกต์สร้างเครือข่ายเอานักสืบมาอบรมพยายามให้เป็นสีเดียวกันให้หมด ช่วยกันไม่มีการแย่งซีน ขโมยบทละครกันเหมือนนักสืบสมัยก่อน เสียดายเหมือนกัน”

ทรงพร สารพานิช !!!