อาจมองเหมือนเป็นคนหนุ่มอ่อนในเรื่องประสบการณ์

ขึ้นตำแหน่งรองผู้บังคับการปราบปรามเพียงปีเศษ กระโดดเป็น “ผู้บังคับการปราบปราม” ในวัยเพียง 42 ปี

แต่แท้จริงแล้ว พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ไม่ใช่ว่าที่นายพลที่ไร้โปรไฟล์กลายมาเป็น ผู้การประเทศไทยคนที่ 36 อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กองกำลังติดอาร์ม “กองปราบปราม”

เข้ามาคุมทัพทำ “ที่พึ่งสุดท้าย ที่หมายพึ่ง” ตามสโลแกนของหน่วยอย่างแท้จริง

ประวัติของเขาเกิด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ลูกชายนายทหารเรือ เรียนอนุบาลยันชั้นมัธยมปลายโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เดิมอยากเรียนวิศวะ แต่ผู้พ่ออยากให้เป็นทหาร

เลือกสอบเข้าเตรียมทหารกลับไม่เลือกเส้นทางดอกประตู่ตามผู้บังเกิดเหล้า

ทว่าอยากเป็นนักบินขับไล่เอฟ 16

คิดอยู่นานเพราะต้องใช้เวลาเรียนหลายปี หากไม่ได้จะเสียเวลาเปล่า ตัดสินใจหักเหไปเลือกตำรวจมุ่งสู่รั้วสามพรานเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 50

บรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ก่อนลาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลมิชิแกน รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านการบริหารงานคอมพิวเตอร์

นาน 2 ปีกลับมาลงแผนก 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ประเดิมแกะรอยคดีจับ น.ส.ไช่ ซื่อ หยวน ชาวจีนไปเรียกค่าไถ่ หลังจากสถานทูตแดนมังกรส่งข้อมูลมา มีเพื่อนช่วยแปลภาษายืนยันว่า มีการลักพาตัวจริงจึงรายงานผู้บังคับบัญชา

ตามไปรวบ นายพานซื่อหง และ น.ส.หวังเผย แก๊งคนร้ายรายนี้ได้ พร้อมช่วยเหลือเหยื่อออกมาอย่างปลอดภัย

นับจากนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกคดีในกองปราบปราม เหมือนฝึกงานไปในตัว ได้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ สมัยนั้นนั่งผู้กำกับเป็นพี่เลี้ยงแนะนำเทคโนโลยีในการแกะรอยตามหาคนร้าย

“อยู่กองปราบ ผมได้อะไรเยอะเลย ตั้งแต่จับคดีเล็ก ยันจับโต๊ะบอล คดีหวย มวยตู้ จับหมด รวมถึงคดีอุ้มฆ่า คดีมือปืน บางคดีทำตั้งแต่ต้นจนจับกมคนร้ายรายสุดท้ายขึ้นศาลเกือบ 10 รอบ” เจ้าตัวให้สัมภาษณ์นิตยสาร COP’S เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม

อยู่ที่กองบังคับการปราบปราบนาน 3 ปี อาวุโสเลื่อนเป็นสารวัตร แต่ติดตรงตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวน ต้องย้ายออก เพราะอยากทำงานสืบสวน สุดท้ายได้เป็นสารวัตรสืบสวน กองกำกับการ 5  กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว

เป็นตำแหน่งที่เปิดใหม่

พ.ต.อ.จิรภพเล่าว่า  ถือไปเรียนรู้ ไปสอนงานลูกน้อง เนื่องจากตำรวจท่องเที่ยวเน้นงานบริการมากกว่างานจับกุม แต่เราเป็นสารวัตรสืบสวนก็ต้องไปจับ กลายเป็นอาจารย์สอนด้านการสืบสวนให้ตำรวจท่องเที่ยว ไม่ได้ใหญ่โตเก่งอะไร แค่อาจจะรู้มากกว่าเกี่ยวกับเทคนิคที่เขาไม่รู้ เอามาถ่ายทอดเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

ไต่ระดับขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ 5 ตำรวจท่องเที่ยวแล้วขยับออกเป็นผู้กำกับการ 4 กองตำรวจน้ำ ปีเดียวกลับถิ่นคุ้นเคยตำแหน่งผู้กำกับการ 5 ตำรวจท่องเที่ยว

เขายืนยันว่า ไม่เคยขอย้ายไปไหน เพราะถือหลักการว่า เราก็ทำงานไป เหมือนเป็นเกราะป้องกัน ไม่ต้องวิ่งไปตำแหน่งเกรดเอ อยู่เกรดประมาณบี ที่แย่งกันน้อยก็อยู่ได้

กระทั่งข้ามมานั่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามยุคผ่องถ่ายเลือดใหม่

“มาตรงนี้ พูดตรงๆ ไม่รู้มาก่อนเลย ผมรู้วันที่มีคำสั่งช่วยราชการ ไม่มีใครถามด้วยว่า อยากมาหรือเปล่า ยอมรับว่า เป็นตำแหน่งในฝันเหมือนกัน เพราะผมเคยอยู่ที่นี่ ตอนเป็นรองสารวัตร ประสบการณ์ที่ได้มาทั้งหมดก็จากตรงนี้ แทบจะเรียกว่า ถ้าเป็นตำรวจก็ต้องกองปราบ ถ้าเป็นนักบินก็ต้องเอฟ 16”

เมื่อได้มาแล้ว พ.ต.อ.จิรภพว่า ต้องทำงาน มีอะไรทำหมด ใครมาแจ้งความอะไร ถ้าเห็นแล้วว่า คดีสำคัญจะเร่งรัดสืบสวนออกหมายจับดำเนินคดี หาข้อมูลเหมือนคดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังก็ทำทันที เดินเครื่องเต็มที่ และตั้งแต่มารับหน้าที่ก็จับมาแล้ว 20-30 คดี ไม่นับรวมตามหมายจับเก่า เอาเฉพาะคดีสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ทั้งนั้น

“ผมต้องการพลิกภาพตำรวจกองปราบ ฟื้นฟูกองปราบ” นายตำรวจหนุ่มประกาศไว้ตั้งแต่กลับมาผู้กำกับ  

“ส่วนตัวเป็นคนชอบอยู่แล้ว ได้ไปบู๊ ลูกน้องทุกคนก็ไม่บ่นเลย บอกว่า นี่แหละครับ ทำให้คิดถึงกองปราบแบบเก่า อยากไปทำอะไรที่มันบู๊ๆ แบบนี้ แม้หลายคนมีอายุแล้ว แต่ก็ยังไว้ลาย รู้หน้าที่ว่า ต้องทำอะไร แบ่งงานกันได้ดี มันหายไปนานบรรยากาศแบบนี้ พวกเขามีความสุขกันได้ออกอาวุธอีกครั้ง”

วันนี้เมื่อเขาได้ขึ้นมานั่งเป็น “แม่ทัพหน่วย” มีอำนาจเต็มไม้เต็มมือ

ความฝันที่จะพลิกโฉมกองปราบปรามกลับมาโลดแล่นในฉากบู๊เหมือนเฉกเช่นอดีตคงไม่ไกลเกินเอื้อม