ผันตัวเองเป็นผู้จัดการสาวทีมลูกหนังแดนสะตอน่าตาเฉยด้วยความที่มีใจรักกีฬาฟุตบอลเข้าเส้นเลือด

“ดาบติ๋ม” ด.ต.หญิง สุภาวดี ใสสุข ผบ.หมู่ ตม.จ.สงขลาประจำ ด่าน ตม.สะเดา (ด่านนอก) มีชีวิตเริ่มต้นขึ้นใจกลางเมืองหลวง เติบโตแตกเนื้อสาวเข้าเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนจำนงค์วิทยา ก่อนไปเรียนต่อระดับชั้น ปวส.คณะบัญชีที่พาณิชยการดรุณพิทยา

เพียงปีแรกก็ฉาวแววเด่นเป็นนักกีฬาของสถาบัน

พอเรียนจบก็ตระเวนหางานทำตามบริษัทเอกชนต่างๆ ไปสมัครที่ไหน ที่นั่นพร้อมรับทำงานทันที เพราะมีดีกรีผลการเรียนสูง ก่อนตัดสินใจเข้าทำงานเป็นประชาสัมพันธ์อยู่ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่แห่งหนึ่ง เธอเล่าว่า ทำอยู่ได้ 9 เดือนพ่อเกิดล้มป่วย จำเป็นต้องลาออกมาดูแล พร้อมกับมุมานะลงเรียนปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสมัครทำงานเป็นลูกจ้างอยู่สำนักงานเขตบางกะปิ เนื่องจากเห็นว่าพ่อเป็นผู้ช่วยหัวหน้าเขตอยู่

กระทั่งพ่อตาย เธอคิดว่าต้องการมีอนาคตที่มั่นคง เห็นพี่ชายคนโตเข้ารับราชการเป็นหัวหน้างานโยธา เขตตลิ่งชัน คนรองเข้าทำงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนอีกคนได้งานถนัดเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง บังเอิญมีประกาศรับสมัครสอบตำรวจหญิงเลยไปลองสอบดู

ปรากฏว่า ติด 1 ใน 144 คน ตำรวจสายประชาสัมพันธ์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีสิทธิเลือกลงสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ อย่างไรก็ดี เธอเห็นว่า ไกลบ้านจึงยอมสละสิทธิ แต่เหมือนโชคชะตาต้องหาพาให้เธอสวมเครื่องแบบ “ผลการสอบของกองบัญชาการศึกษาที่หนูไปลงไว้อีกที่ก็มีชื่อหนูอยู่ด้วยเป็นแรงผลักดันให้เข้ารับราชการสมใจ เริ่มต้นไปประจำอยู่กองกำกับการข่าว กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยุคท่าน สมคิด บุญถนอม นักสืบคนดังเป็นผู้กำกับ”

นั่งทำงานอยู่ 2 ปี ขอย้ายตัวเองไปประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เพราะใกล้บ้านจะได้มีเวลาดูแลแม่ ทีนี่เองทำให้เธอมีโอกาสสัมผัสชีวิตนักสืบ สวมบทตำรวจจับผู้ร้ายจริงๆ ไม่ใช่นั่งจมอยู่บนกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน เมื่อ ร.ต.อ.เผด็จ ภู่บุปผากาญจน นายเวร พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) ชักชวนให้มานั่งประจำสำนักงานผู้บังคับการหนุ่มไฟแรง มีโอกาสให้เธอได้ออกตรวจพื้นที่ดูคดีที่เกิดเหตุด้วย

 “หนูได้เรียนรู้ ซึมซับ วิชาการสืบสวนสอบสวน แม้ก่อนหน้านี้จะชิมลางลองมาแล้ว สมัยท่านสมคิด ทำงานให้ ท่านทวี ทิพย์รัตน์ ติดตามคดีสำคัญ ไว้วานให้หนูปลอมเป็นเมียน้อยมือปืนบ้าง น้องสาวโจรบ้าง โทรศัพท์ไปหลอกเอาข้อมูลจากเมียหลวงของเป้าหมาย หรือล่อเอามือปืนหลงกลออกมาจากรัง ทว่ายังไม่ได้ลงสนามเห็นจริงจังเหมือนตามดูคดีที่ท่านกฤษฎา พันธุ์คงชื่น ลงไปคลี่คลาย” ดาบตำรวจหญิงว่า

“กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ในสมัยนั้นมีคดีอาชญากรรมเกิดขึ้นมากมาย หลายคดีล้วนเป็นข่าวครึกโครม นายจะไปดูเกือบทุกคดี ทำให้หนูมีโอกาสติดสอยห้อยตามไปด้วย เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

แค่คดีแรกที่เห็นศพ ทำเอาเธอแทบช็อก เหยื่อถูกฆ่าจับใส่กุญแจมือถ่วงน้ำในพื้นที่โครงการแก้มลิง ย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 สภาพตายมาหลายวัน ศพเน่าเฟะส่งกลิ่นเหม็นหึ่งทั่วบริเวณ รู้สึกตื่นเต้น แต่ไม่กลัว สงสารเหยื่อมากกว่า นับจากนั้นเป็นต้นมา ถึงมีโอกาสนั่งรถติดตาม พล.ต.ต.กฤษฎา และ ร.ต.อ.เผด็จ นายเวร ออกตรวจพื้นที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดูคดีบ่อยครั้ง ได้ซึมซับชีวิตความเป็นตำรวจนักสืบที่ต้องเสี่ยงและเสียสละ บางครั้งแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นนักสืบหลายคนประสบมรสุมชีวิต ครอบครัวแตกแยก แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะทุ่มเททำงาน  ทำหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน “มันเป็นความรู้สึกที่น่าเห็นใจสำหรับอาชีพตำรวจนักสืบ” ดาบตำรวจหญิงลูกน้องเก่าอดีตนายพลนักสืบยอมรับ “เมื่อเข้ามารับราชการตำรวจครั้งแรก หนูรู้สึกต่ำต้อย เห็นมีแบ่งชั้นประทวนกับชั้นสัญญาบัตร เกิดช่องว่างในการทำงานเยอะมาก แต่พอได้เข้ามาสัมผัสกับผู้บังคับบัญชาที่เปิดกว้าง ไม่แบ่งชั้นยศ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ความรู้สึกที่ว่า หมดไป”

วันเวลาผ่านไป เธอย้ายออกจากนครบาลสู่รั้ว ตม.ครั้งแรก ประจำอยู่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประมาณ 4 ปี ขอย้ายออกเพื่อหาประสบการณ์ไปลงปลายด้ามขวานประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย เธออธิบายว่า งานที่นี่เป็นงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในทุกๆด้าน ทั้งด้านมวลชนและความมั่นคง เพราะเป็นด่านบกที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีผู้คนเดินทางเช้า-ออกตลอดเวลา

ที่นี่เองเป็นจุดกำเนิดทำให้เธอได้มารู้จักกับครอบครัวของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง  “พวกเขาประกอบอาชีพที่จะต้องเดินทางผ่านเข้า-ออกด่านทุกวัน เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ มีความสุภาพ อ่อนน้อม เราจะพูดคุยทักทายกันเสมอ สัมผัสได้ถึงความเป็นคนดีของพวกเขา เอาการเอางาน ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุขและสิ่งเสพติดทั้งหลาย จนเกิดความคุ้นเคยสนิทสนมกันระดับหนึ่ง หนูจะเห็นพวกเขาใส่เสื้อฟุตบอลทำงานกันทุกวันจึงเกิดความสนใจ และถามไถ่กันจนได้ความว่า ช่วงเย็นหลังเลิกงานพวกเขาจะชวนกันเล่นฟุตบอลและส่งแข่งขันตามรายการต่าง ๆ”

ด.ต.หญิง สุภาวดี เล่าว่า เมื่อมีโอกาส เขาก็ถามเรากลับมาเช่นกันว่า ชอบดูฟุตบอลไหม ถ้าชอบวันหน้าจะชวนไปดูว่า พวกเขาเล่นกันจริงจังแค่ไหน บังเอิญว่าเราเป็นนักกีฬาเก่าและส่วนตัวก็สามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภท มีอยู่ประเภทเดียวที่ชอบ แต่ไม่มีโอกาสได้เล่นจริง คือ ฟุตบอล ชอบและรู้จักทีมในลีกต่างๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะลีกต่างประเทศ หรือในประเทศ อยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย เพราะมีพี่ชายเล่นฟุตบอลกันทุกคน สมัยที่เป็นเด็กจะต้องไปนั่งรอพี่ชายซ้อมหลังเลิกเรียนทุกวัน เพราะต้องกลับบ้านพร้อมกัน เหตุนี้เองทำให้เราได้ซึมซับกีฬาฟุตบอลมาโดยอัตโนมัติ

        “วันแรกที่เริ่มตามไปดูการแข่งขันรู้สึกได้ว่า พวกเขาฝีมือดีมาก ทีมเวิร์กเยี่ยม และจริงจังในการเล่นแต่ส่วนมากจะถูกลำเอียงในการตัดสินอยู่เสมอๆ จากวันนั้นเป็นต้นมาทุกครั้งที่มีการแข่งขัน หนูจะไปด้วยกันทุกนัด ทุกสนาม ก่อนตัดสินใจรับบทเป็นผู้จัดกันทีมภายใต้ชื่อ Hasamoh By Tumtim ที่ก่อนหน้านี้ชื่อทีมจะมีเพียง Hasamoh เท่านั้น ซึ่งมาจากนามสกุลของพี่น้องที่ร่วมกันก่อตั้งทีมขึ้นมา พวกเขาเห็นหนูเป็นผู้ใหญ่ และรู้เรื่องฟุตบอล ร่วมทีมไปกับพวกเขาได้อย่างกลมกลืนจึงให้เกียรติเป็นผู้จัดการทีม จนหนูเหมือนญาติพี่น้องกันไปแล้ว”

ทีมของเธอจะมีนักเตะหลากหลาย นอกเหนือจากผู้เล่นหลักที่เป็นตระกูล Hasamoh (หะสาเมาะ) บางคนเป็นทหาร บางคนเป็นครูสอนพละ นักศึกษา บางคนมาเล่นให้ทีมแค่ครั้ง สองครั้งก็อยากที่จะมาเล่นให้ตลอด เพราะเป็นทีมที่อยู่กันแบบเพื่อน แบบพี่ แบบน้อง เวลาไปแข่งขันที่ต่างๆ เหมือนชวนกันไปเที่ยว สร้างรอยยิ้ม เติมความสุขบนขอบสนามหญ้า

ตำรวจสาวผู้จัดการทีมลูกหนังแดนใต้ว่า ทีมของเราเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นเดียวกัน และพื้นที่ใกล้เคียง จวบจนถึงประเทศมาเลเซีย บ่อยครั้งเราได้มีการเตะนัดกระชับมิตรกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงภาคเอกชนของมาเลเซีย เช่น หน่วยตำรวจพิเศษ UPP หน่วยตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย อีกทั้งทีมจากสถาบันการศึกษาต่างๆ “หลายสนาม การแข่งขันใหญ่ๆ ทีมเราถูกจับให้เป็นทีมเต็ง แต่ด้วยกำลัง และความไม่พร้อมของทีมทำให้เราพลาดโอกาสอยู่มาก เพราะผู้เล่นทุกคนมีงานประจำต้องทำ บางคนต้องไปเรียน บางคนอยู่ไกล แม้ทุกคนอยากเล่นให้เรา แต่ไม่สามารถมาร่วมทีมได้ ถึงกระนั้นคือความภาคภูมิใจของพวกเรา” ดาบตำรวจหญิง ตม.ว่า

     ล่าสุดเธอได้ใช้เวลาว่างนอกเวลาราชการบินลงไปนำทีม Hasamoh By TumTim คว้าแชมป์ ตากใบ คัพ 2018 ของจังหวัดนราธิวาส หลังจากเพิ่งหยิบถ้วย กาบัง เอฟเอคัพ มหกรรมฟุตบอลต้านยาเสพติด จังหวัดยะลา เมื่อกลางปี ท่ามกลางกองเชียร์ลูกหนังแดนใต้ล้นสนาม ถือเป็นรายการฟุตบอลที่จัดกันมายาวนานหลายปี เพื่อให้เยาวชนและผู้มีใจรักในกีฬาฟุตบอลรวมสมาชิกส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ปลูกฝังเยาวชนให้ใช้เวลาว่างให้เปนประโยชน์ และห่างไกลยาเสพติด หรืออบายมุขสิ่งล่อแหลมต่างๆ เป็นการร่วมมือร่วมใจกันขึ้นระหว่างหน่วยงานราชการระดับจังหวัด ภาคเอกชน และห้างร้านต่างๆ

สายฝันของดาบตำรวจหญิงสายฮาร์ดคอร์ที่ชื่นชมกีฬาลูกหนังเป็นชีวิตจิตใจ