ยู่ในตำนานเป็นตำราชีวิตนายตำรวจมือสืบสวนยากลอกเลียนแบบ

พ.ต.อ.สัญจัย บุณยเกียรติ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 ในวัย 82 ปี แต่บันทึกความทรงจำสมัยคร่ำหวอดอยู่ในวงการนักสืบยังดีเยี่ยม เขาจบอนุปริญญา แผนกการไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ไปหา “ฉัตร หนุนภักดี” นายตำรวจใหญ่พ่อของ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ญาติที่รู้จักกันบอกอยากจะไปเป็นตำรวจ

ขณะนั้น พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร เป็นผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง จึงพลิกชีวิตจากหนุ่มดีกรีช่างไฟฟ้าไปอยู่งานศูนย์ร่วมข่าวของดับเพลิง หลังได้มีโอกาสไปอบรมโรงเรียนตำรวจนครบาล ก่อนอบรมชั้นสัญญาบัตรต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ติศยศ ร.ต.ต.กลับมาไม่นาน หม่อมเจตส่งให้ไปอบรมงานศูนย์รวมข่าวการสื่อสารด้านโทรคมนาคมที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมยังได้อบรมหลักสูตรสืบสวนคดีอาญา กระทั่งเกิดเหตุการณ์ตุลาวิปโยคเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรงผ่านฟ้าเผาวอดวายหมด หลังเหตุการณ์สงบได้ขอ พล.ต.ท.สำเนา วิทิศวรการ เวลานั้นเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรี ย้ายสังกัดมาเป็นสารวัตรแผนก 1 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลธนบุรี

เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตนักสืบตั้งแต่บัดนั้น

“ตอนเด็กผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักสืบ เพราะความอยากรู้อยากเห็น คิดว่าเป็นอาชีพที่ท้าทายสนุกดี เรื่องอะไรที่เราไม่รู้ ทำอย่างไรมันถึงจะรู้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่เราไม่รู้ ความอยากรู้เราจึงต้องหาวิธีที่จะคลี่คลายปัญหาให้ออก นี่แหละที่ทำให้ผมอยากเป็นนักสืบ แต่พอเรียนหนังสือไปไม่รู้เพราะอะไร อาจเพราะตามเพื่อน ประกอบกับระบบแนะแนวการศึกษาบ้านเราสมัยก่อนยังด้อยอยู่ ผมเลยต้องไปยืนผลุบโผล่เข้าออกตามโรงฝึกงานไฟฟ้า จนแล้วจนรอดพรหมลิขิตก็ดั้นด้นให้ผมมาเป็นตำรวจและกลายมาเป็นนักสืบจนได้” พ.ต.อ.สัญจัยรำพันความหลัง

“จะว่ากันไปแล้ว ตำรวจดับเพลิงกับตำรวจสืบสวนแทบไม่ต่างกันเลยในแง่ของความเสี่ยง ตำรวจดับเพลิงเวลาผจญเพลิงก็ต้องระวังว่า เมื่อไร่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส ควันพิษ ตึกถล่ม อย่าเพื่อนตำรวจดับเพลิงรุ่นเดียวกับผม พ.ต.อ.มังกร ศรีธนสันต์ รองผู้การตำรวจดับเพลิงก็ต้องพิการในการปฏิบัติหน้าที่ดับเพลิง ชีวิตตำรวจสืบสวนก็ไม่ต่างกัน เสี่ยงจากการโต้ตอบของโจรผู้ร้ายที่สู้ยิบตาเวลาปะทะกัน”

“ถึงกระนั้นก็ตาม ผมมันคนชอบทำไม่เหมือนชาวบ้าน เวลาแกะรอยตามคดีต่าง ๆ” พ.ต.อ.สัญจัยว่า มีส่วนทำให้ใช้เวลาเพียง 26 วันปิดฉากคดีฆ่าข่มขืนสะท้านฝั่งธนบุรี เหตุเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2520 น.ส.วราภรณ์ แก้วฉา อายุ 20 ปี ครูโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ออกจากบ้านไปหาแฟนหนุ่มแล้วหายตัวไปนานกว่า 3 วัน มีคนพบศพถูกข่มขืนฆ่าทารุณหมกร่างใต้สะพานข้ามคลองบางจาก ท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด

อดีตนายตำรวจผู้พลิกแฟ้มสืบสวนธนบุรีเล่าว่า เจอศพตอนแรกไม่รู้เหยื่อเป็นใคร แต่พอเห็นแหวนนามสกุลระบุแก้วฉา ถึงรู้เป็นครูที่หายตัวไป บ้านอยู่ละแวกนั้น เมื่อเรียกตัวนายยรรยงค์ แสงสิงห์ แฟนหนุ่มาสอบปากคำไม่พบพิรุธ จึงเริ่มแกะรอยใหม่ วนไปดูที่เกิดเหตุแทบทุกวัน เอาช่วงเวลาใกล้เกิดเหตุประมาณหัวค่ำ ดูว่า ร้านไหน บ้านไหนเปิดไฟบ้าง เพื่อหาพยาน ไปเจอร้านรับซักรีดบอกว่า เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งโดนปล้ำแต่ไม่ได้แจ้งความ

เขาคลำต่อพบว่า มีผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วถึง 2 ราย คนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกคนเป็นข้าราชการวัย 25 ปี ทั้งคู่รูปร่างหน้าตาดีคล้ายครูวราภรณ์ จากการสอบปากคำเหยื่อกามก่อนหน้าให้ข้อมูลรูปพรรณสัณฐานคนร้ายเป็นชายร่างสันทัด ดักรอบนสะพานแล้วใช้ผ้ากระตุกเหยื่อลงใต้สะพานข่มขืนก่อนหลบหนี

บริเวณนั้นใกล้โรงไม้ชื่อ “ห้างหุ้นส่วนขื้อเสง” เขาสงสัยน่าจะเป็นฝีมือคนงานเลยเข้าไปคุยกับเจ้าของโรงไม้ แต่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือเพราะกลัวเสียชื่อ ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ไพฑูรย์ สุวรรณวิเชียร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรีในขณะนั้นได้นำดาราดาวโป๊แห่งยุค “รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูล” มาถ่ายภาพจำลองเหตุการณ์ใต้สะพานบางจากประกอบภาพสเกตช์คนร้ายลงหนังสือพิมพ์ให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสจับกุมเป็นเงินถึง 100,000 บาท

“ สุดท้ายผมได้ลูกคนงานโรงไม้มาสอบ สงสัยฆาตกรน่าจะเป็นไอ้ดำ มีประวัติเคยคิดคุก เมียเพิ่งคลอดลูกโรงพยาบาลวชิระ ผมตามไปเอาประวัติที่โรงพยาบาล รู้ชื่อจริงคือ นายอัศวิน หรือดำ พูลเต่า บ้านมันอยู่ภูเวียง ขอนแก่น หอบลูกเมียหายไปตั้งแต่วันเกิดเหตุ ผมรีบยกกำลังไปทันที มี อุทัย นิ่มเสมอ รองผู้กำกับสืบสวนธน และบุญชอบ พุ่มวิจิตร สารวัตรใหญ่บางพลัดไปด้วย ตลบมุ้งตะครุบได้ตอนหัวค่ำวันที่ 1 มิถุนายน”

สิ้นสุดการตามพิชิตคดีฆาตกามในเวลา 26 วัน นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 21 ประหารชีวิตเป็นคดีแรกของนครบาลยุคนั้น

โชว์ผลงานโบแดงไม่นานได้ย้ายเป็นรองผู้กำกับการรถยนต์วิทยุสายตรวจ 191 แค่ 6 เดือนตัดสินใจไปขอผู้ใหญ่ตรง ๆ ว่าไม่ถนัดงานสายตรวจอยากกลับไปทำงานสืบสวนฝั่งธนบุรีอย่างเก่า ผู้ใหญ่ท่านนั้นพยักหน้า แต่ให้ย้ายมาเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครเหนือ ท่ามกลางความมึนงงของเจ้าตัว เนื่องจากสืบสวนเหนือสมัยนั้นเต็มไปด้วยนักสืบมือพระกาฬของกรมตำรวจ

ปรับตัวได้ไม่นานร่วมทีมคลี่คลายคดีสำคัญมากมาย จับตายนายสมชาย หรือหล่อ มีแก้ว และนายวิไลย งามขำ มือปืนรายสำคัญคาซอยสุทธิสาร 1 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร พิชิตคดีพนักงานธนาคารทหารไทย สาขาราชดำเนิน โจรกรรมเงิน 9 ล้านบาทในเซฟธนาคาร และคดีคนร้ายบุกชิงเงินเดือนข้าราชการ 2,600,000 บาท สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ใช้ชีวิตนอกเครื่องแบบที่นครบาลเหนือนาน 7 ปี ย้ายกลับถิ่นเก่ากองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรี แล้วโยกข้ามเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้อีกปี ถึงขึ้นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรี เข้าไปอยู่ในทีมชุดเฉพาะกิจปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างของกรมตำรวจ และปั้นทายาทนักสืบรุ่นใหม่ อาทิ บรรดล ตัณฑไพบูลย์ ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง รณศิลป์ ภู่สาระ วสันต์ เกศะรักษ์ จับเป็นจับตายคนร้ายฝั่งธนบุรีราบคาบ ก่อนขึ้นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี และรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 จนเกษียณอายุราชการ

ทำคดีมานับไม่ถ้วน นอกจากคลายปมข่มขืนฆ่าครูวราภรณ์ แก้วฉา เจ้าตัวยังประทับใจคดีคนร้ายจับตัวนายฐิติชาติ หรือวันชัย ตรรศุลวัฒน์ เจ้าของหมู่บ้านจัดสรรและเจ้าของบริษัท แสงทองชัย จำกัด ไปเรียกค่าไถ่พร้อมยางศุลี หรือป้อม วัฒโนภาส เลขานุการสาว ก่อนฆ่าทิ้งศพลงเหวทางขึ้นเขาใหญ่ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

อดีตผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรีเล่าว่า ตอนนั้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลธนบุรี เหยื่อเป็นบริษัทอยู่แถวบางกอกน้อย สืบสวนจนพบว่า คนร้ายวางแผนให้นางจันทร์เพ็ญ อันลูกท้าว อายุ 22 ปี เป็นสาวนกต่อล่อให้เสี่ยหมู่บ้านจัดสรรและเลขานุการไปพบที่โรงแรมซุปเปอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต แล้วนำไปขังที่บังกาโลบนเขาใหญ่ บังคับให้กินยานอนหลับแล้วใช้ผ้าปูที่นอนรัดคอตายทั้งคู่ ปลดทรัพย์สินที่ติดตัวมีแหวนเพชร นาฬืกาโรเล็กซ์ สร้อยคอทองคำ และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนร่วมกับสืบสวนเหนือจับกุมผู้ต้องหาได้ยกแก๊ง

เคล็ดลับในการทำงาน พ.ต.อ.สัญจัยบอกว่า นิสัยส่วนตัวชอบตัดเก็บข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ชอบเก็บประวัติคนร้ายตามโรงพัก แม้ไม่ได้เกิดในพื้นที่รับผิดชอบ แต่บางครั้งแผนประทุษกรรมใกล้เคียงกันอาจมีประโยชน์ในการสืบสวนติดตามคนร้ายได้ หากวนมาก่อเหตุพื้นที่ที่เรารับผิดชอบในอนาคต

บ่อยครั้ง เขาจะบันทึกการสืบสวนไว้ในไดอารี่ส่วนตัวเพื่อสอนลูกน้อง ตั้งแต่การหาข่าว ดูตัวผู้ต้องหาที่แต่ละโรงพักจับได้ หรือจับได้เองมาขายผลแลกข่าวสารกับหน่วยอื่น นำประวัติแผนประทุษกรรมแยกเป็นแต่ละกลุ่ม รวมถึงหาข่าวจากผู้ต้องขังในคุก จากบุคคลในพื้นที่ตามซอกซอย เช่น อาสาสมัคร จักรยานยนต์รับจ้าง ออกตรวจโรงจำนำขอความร่วมมือเจ้าของตรวจสอบประวัติผู้ต้องสงสัยที่ชอบนำของมาจำนำซ้ำซาก

“เวลาไปบรรยายสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ผมจะย้ำเสมอว่า เมื่อเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมประกบอาชีพผิดจากธรรมดา หรือแก๊งคนร้ายต่าง ๆ ที่อาจอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ขอความกรุณาช่วยแจ้งเบาะแสแก่ตำรวจ และอย่าให้บุคคลอื่นเข้าไปในที่เกิดเหตุ เพื่อจะทำให้พยานหลักฐานต่าง ๆ อยู่ในสภาพเดิม ง่ายต่อการสืบสวนจับกุมคนร้าย อีกทั้งเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องร้องผู้ต้องหาด้วย” อดีตนักสืบรุ่นเดอะว่า

ประสบการณ์ตลอดชีวิตนักสืบ พ.ต.อ.สัญจัยอยากฝากตำรวจนักสืบรุ่นใหม่ว่า สมัยก่อนทำคดียาก ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างช่วย ต่างจากสมัยนี้มีเทคโนโลยี มีกล้องวงจรปิด แต่ก็ทำให้วิธีการสืบสวนแบบโบราณขาดหายไป โดยเฉพาะการหาข่าวการสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้านเริ่มน้อยลง  “ผมเป็นคนชอบเก็บ หนังสือพิมพ์รายวันตัดเก็บไว้หมดที่มีเรื่องเกี่ยวกับข่าวอาชญากรรม มีลงเผยแพร่ภาพสเกตช์คนร้าย ถึงแม้เราไม่ได้ทำ แต่เราเก็บไว้ บางทีมันสะสางได้ ผิดกับนักสืบรุ่นหลัง แทบไม่ค่อยเห็นแล้ว ทั้งที่เป็นหัวใจของการสืบสวนหาข่าว”

เขายกตัวอย่างคดี “เป๋ อกไก่” ฆ่านักศึกษาหมกห้องน้ำโรงหนังนิวยอร์ก สะพานควาย เป็นข่าวโด่งดังเมื่อปี 2525 ขณะนั้นย้ายจากสืบสวนเหนือกลับไปอยู่สืบสวนธน ทว่ายังติดตามหาข้อมูลแผนประทุษกรรมมีเหตุทำนองเดียวกันเกิดที่ไหนบ้าง นำเอาประวัติคนร้ายคดีชิงทรัพย์ ข่มขืนตามโรงหนังหลายท้องที่มาประกอบการสืบสวน กระทั่งพบว่า โรงพักย่านเยาวราช มีผู้หญิงหากินถูกฆ่ารัดคอเหมือนกัน แต่ปิดข่าวเพราะกลัวเสียชื่อ เมื่อไล่ข้อมูลผู้ต้องสงสัยจนได้ตัวนายเล็ก สุเคน หรือเป๋ อกไก่ ฆาตกรอำมหิต

“นี่แหละ คือ ผม ผมเป็นคนอย่างนี้ชอบเก็บชอบอะไร อาจจะไม่เหมือนชาวบ้าน หลายคดีส่งผลให้มันมาได้ตอนหลัง ข้อมูลมากมายเรียบเรียงเก็บไว้เป็นตำราเผื่อให้นักสืบรุ่นหลังมาทำต่อ แต่รุ่นใหม่ไม่ได้ทำแบบนี้กันแล้ว”   

สัญจัย บุณยเกียรติ !!!