อยู่ดี ๆ งานกำลังเดิน เงินก็พอจับจ่ายใช้สอย เก้าอี้หัวหน้าข่าวหน้า 1 เดลินิวส์ที่ผมนั่งอยู่    ก็มั่นคงแข็งแรงดี หายากครับที่คนหนังสือพิมพ์ร่วมชายคาเดียวกันจะมุ่งมั่นเลื่อยขาเก้าอี้พรรคพวก สมัยโน้นไม่มีครับ แต่เขาว่าสมัยนี้มี

และแล้วก็มีเก้าอี้อีกตัวมารองก้น เขาให้ผมเป็น “หัวหน้าข่าวอาชญากรรม” อีกตำแหน่ง     ซึ่งไม่เคยมีวี่แววมาก่อน เพราะหัวหน้าข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ยุคนั้น “พี่สมชาย ฤกษ์ดี”ทำงานดีไม่มีข้อบกพร่อง

มันก็ต้องมีที่มาที่ไปครับ แต่ตอนนี้ขออนุญาต “นอกเรื่อง” สักนิด

ผมหงุดหงิดกับสื่อยุคนี้เต็มทนแล้ว ไม่ว่าสื่อหนังสือพิมพ์ หรือสื่อโทรทัศน์ ยิ่ง พ.ศ.นี้โทรทัศน์ดิจิตอลผุดเป็นดอกเห็ด แต่ละช่องแข่งขันกันสุดเหวี่ยง ทั้งด้านข่าวสารบ้านเมือง ข่าวบันเทิง และวิ่งพล่านหาสปอนเซอร์เพื่อความอยู่รอด

เป็นปีทองของนักอ่านข่าว ย้ายช่องกันเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งหน้าเก่าและน้องใหม่ ผมไม่รู้จริง ๆ แต่ละช่องคำนึงถึงคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

ฟังข่าวจากนักอ่านข่าวแล้วก็พอมองออก ขออนุญาตไม่บอกละครับว่าช่องไหน

ยศทหารซึ่งฝ่ายข่าวเขียนมาเป็นอักษรย่อ

พ.ต. (พันตรี) เธอก็อ่านเป็น “พันตำรวจ” ยศ  พล.ต. (พลตรี) เธอก็อ่านว่า “พลตำรวจ”  ผมประจักษ์ชัดกับตาและหู จึงเชื่อว่า เธอไม่มีความรู้เรื่องนี้จริง ๆ

ผมไม่อยากให้ความผิดพลาดที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ ผ่านไปโดยไม่ได้ปรับปรุงแก้ไข

วิธีแก้ง่ายนิดเดียว ฝ่ายข่าวอย่าเขียนยศตำรวจทหารเป็นอักษรย่อ นักอ่านข่าวจะได้ไม่     ปล่อยไก่ในช่องของตัวเอง ก็เขียนคำเต็ม พันตำรวจตรี พลตำรวจตรี หรือพลตรี พลโท มันก็หมดปัญหา

อย่าว่าแต่สื่อโทรทัศน์เลยครับ สื่อหนังสือพิมพ์ก็ตัวดี มีอยู่ฉบับหนึ่งขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อให้สะเทือนใจกัน

เป็นข่าวต่างจังหวัดผ่านมาหลายปีแล้ว นายทหารอากาศตำแหน่งเสนาธิการกองบิน     ต้องคดีทำร้ายร่างกายคนใช้ เรื่องราวถึงโรงพัก หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นพาดหัวหน้า 1 ใช้คำว่า    “เสธ.ทอ.” เล่นเอากองทัพอากาศเต้นผาง เพราะคำย่อนั้นหมายถึง “เสนาธิการทหารอากาศ”   ยศพลอากาศเอก ไม่ใช่ “เสนาธิการกองบิน” ยศนาวาอากาศเอก นี่ก็เป็นเรื่องภูมิปัญญาของหัวหน้าข่าวหน้า 1 ฉบับนั้น

และอีกคำที่หนังสือพิมพ์ชอบใช้กันนักคือ “แต่งเครื่องแบบเต็มยศ”

ทหารบกยกกำลังจากปราจีนบุรีไปรุมยำทหารอากาศที่รับจ้างคุมสถานบันเทิงย่านคลองรังสิต  ปทุมธานี ท่านก็ว่าทหารบกแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ทั้ง ๆ ที่เขาแต่งชุดลายพราง

ไม่มีใครรอบรู้เรื่องต่าง ๆ หรอกครับ แต่เมื่อไม่รู้ก็ต้องศึกษา อย่างเครื่องแบบเต็มยศ    เครื่องแบบปกติ เครื่องแบบฝึกแตกต่างกันอย่างไร และจะใช้ในโอกาสอะไรบ้าง

วันก่อนอ่านสกู๊ปของหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยฉบับหนึ่ง ซึ่งมีหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษอยูในสังกัด เขาไปสัมภาษณ์  “พันโทชัยวัฒน์ หริกุล”ผู้บังคับกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เผยเบื้องหลังการจัดงาน “มหกรรมคืนความสุขให้ประชาชน”ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เนื้อหาสาระดีครับ แต่ไม่ดีอีตรงที่ระบุตำแหน่งของผู้พันชัยวัฒน์เป็น “ผู้บัญชาการกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา” คนเขียนคงขยายคำย่อ ผบ.พัน ผิดพลาดอย่างมหันต์

สื่อต้องปฏิรูปตัวเอง ก่อนที่จะให้คณะปฏิรูปแห่งชาติ เขามาปฏิรูปสื่อ

ทีนี้ก็วกกลับมาที่เรื่องของผม อย่างที่บอกไว้ผมไม่คิดไม่คาดหวัง ตัวเองจะเป็นโน่นเป็นนี่     เรื่องของเรื่องก็คือ พี่สมชาย ฤกษ์ดี เขาจะไปเป็นหัวหน้าข่าวบันเทิง พี่ท่านไม่ยอมถ่างขาควบ 2  เก้าอี้ แต่กลับให้ผมถ่างขาแทนก็เท่านั้นเอง

เมื่อผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้ผมดูแลข่าวอาชญากรรม ซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือพิมพ์ผมก็ต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ

กำลังพลของสายอาชญากรรมของเดลินิวส์ ยุคที่หนังสือพิมพ์กรอบเดียว มีนักข่าวและช่างภาพสิบกว่าคน ใช้รถวันละ 3 วันตระเวนไปตามโรงพักในกรุงเทพฯ แบ่งเป็นกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ  กองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ และกองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี

ต่อมาหนังสือพิมพ์เพิ่มเป็น 2 กรอบ สายงานอาชญากรรมต้องทำงานตลอด  24   ชั่วโมงเพื่อนำข่าวและภาพมาป้อนให้หน้า  1 การตระเวนข่าวจึงต้องแบ่งเป็น 2  ผลัด ต้องเพิ่มนักข่าวและช่างภาพอีกเท่าตัว

ใช้นักข่าวและช่างภาพเฉพาะรถตระเวนวันละ 12  คน พอครบ 1 เดือนก็หมุนเวียน    จากสายเหนือไปอยู่สายใต้ จากสายใต้ไปอยู่สายธน และจากสายธนมาอยู่สายเหนือเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายจำเจ

ยังมีนักข่าวและช่างภาพสายงานอาชญากรรมเตรียมพร้อมอยู่ในกองบรรณาธิการเป็นกำลังเสริมอีกวันละ 2 คน

นอกจากนี้ นักข่าวประจำกรมตำรวจ ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล ประจำกองปราบปราม และประจำศาลยุติธรรมก็สังกัดสายงานข่าวอาชญากรรม

รวมแล้วมีกำลังพลในสายงานของผมประมาณ 20 คนกาลเวลาผ่านมาเกือบ 40 ปี ผมจำชื่อนักข่าวและข่างภาพไม่หมดครับ เท่าที่นึกออกก็มี

“อนุ เรืองเกษตร” หยิบมาเป็นชื่อแรก เพราะเป็นผู้อาวุโส เป็นลูกหม้อของเดลินิวส์    ผมเรียกเขาว่า “ปุ๊เฮีย” ร่วมวงเสพสุรากันบ่อยครั้ง

“สมนึก พูลนิคม” “สอน สุขบรรจง” “วิเชียร ทองรักษาวัฒนา”  “บุดดา ศรีเลิศชัย”      “อนันต์  (อู๊ด) บุญญลักษณ์”  “เทอดศักดิ์  (ตุ่ม  ลิงดำ)  วิไลพักตร์” “สุคนธวิท จังคศิริ”   “สุขสันต์ พจนรุ่งวรกุล” “สุชาติ เทพมาลา” “ณรงค์” นักข่าวศาลร่างเล็ก ผมจำนามสกุลไม่ได้

ช่างภาพก็ล้วนแต่มือชัตเตอร์ระดับเซียน “บุญเลิศ (เล็ก)  พุ่มภักดี” “ปรีชา (แกลบ) การสมพจน์” “ธงชัย อิ่มทรัพย์” “ ชูศักดิ์ เพชรดี”

ไม่ช้าไม่นาน ยอดฝีมือจากจังหวัดยะลา “ปกิต ปวรกุล” (ประกิต หลิมสกุล) ก็มาร่วมทีม โดยการชักนำของพ่อบ้านเดลินิวส์ “ชนา อินทรักษ์” เริ่มจากเป็นข่างภาพ เป็นนักข่าวจรยุทธ์    ฝีมือฉกาจทั้งข่าวและภาพ ทำเนียบพูลิตเชอร์เมืองไทยจารึกชื่อ  “ปกิต ปวรกุล” ยอดเยี่ยมด้านภาพ

ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงาน สู้กับยักษ์ใหญ่ไทยรัฐได้สบาย แต่ก็ใช่ว่าจะให้พวกเขาย่ำเท้าอยู่ตรงนี้ ทุกคนต้องเติบโตและก้าวหน้าในอาชีพ ผมมองความสามารถของแต่ละคน     แล้วไปปรึกษากับพี่เทพสิงโต “สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช” ผมจะปรับทีมเวิร์กใหม่ โดยผลักดันนักข่าวรุ่นเก่าขึ้นเป็นรีไรเตอร์แล้วหาคนใหม่มาลงรถตระเวนแทน

งานนี้ไม่รีบร้อน แม้จะได้รับความเห็นชอบจากพี่เทพสิงโต ผมค่อย ๆ ทำไปทีละขั้น    เกรงว่าพี่สมชาย ฤกษ์ดีจะเข้าใจผิด

นักข่าวอาชญากรรมจากสำนักอื่น ผมไม่รู้จักไม่รู้ฝีมือ ไม่รู้ใครดี ใครเน่าก็อาศัยเกจิใกล้ตัวชี้แนะ บางวันผมว่างจะชวน “สมนึก พูลนิคม” ไปสโมสรตำรวจดับเพลิง พญาไท ซึ่งเป็นที่นัดหมายของนักข่าวช่างภาพอาชญากรรมทุกฉบับไปขึ้นรถก่อนออกตระเวนข่าวตามภารกิจ สมนึกจะอธิบายให้ผมรู้ว่าใครเป็นใคร

มีอยู่คนหนึ่งเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์จีน ไม่มีรถตระเวนเหมือนฉบับอื่น ผมจับตามาหลายครั้ง เห็นนักข่าวคนนี้กระโดดขึ้นรถตระเวนฉบับโน้นฉบับนี้ แต่ไม่มีใครรังเกียจรังงอน   แสดงว่าเขาเป็นที่รักของเพื่อน ๆ แถมมีความกระตือรือร้น ไปนั่งสโมสรตำรวจดับเพลิงวันไหน    ก็เห็นเขาทุกครั้ง แล้วผมก็ได้เขามาเป็นกำลังสำคัญ ทุกวันนี้เขาเติบโตในวิชาชีพเป็นหัวหน้าข่าว    และยังอยู่เดลินิวส์อย่างเหนียวแน่น

ได้นักข่าวได้ช่างภาพจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีอยู่คนเดียวที่ผมอยากได้แต่ไม่ได้    เขาเป็นนักข่าวระดับเหยี่ยวปีกกล้า ไม่ใช่เหยี่ยวชนิดขนอุยเพิ่งขึ้นเพิ่งหัดบินแล้วหลงตัวเองว่าเป็นพญาอินทรี

ในวงการสื่อรู้จักเขาดี “เนี๊ยบ” หรือ “ธนพล รอดงาม”นักรบน้ำหมึกมือหนึ่งของ “ดาวสยาม” ผมทาบทามไว้แล้ว แต่วันหนึ่งพี่สมชาย ฤกษ์ดี มาบอก ผมก็ต้องยอม

“กะแช่”  (ประสาน  มีเฟื่องศาสตร์) เขาโทร.มาขอร้อง จะเอาใครไปไม่ว่า ขอไว้คนเดียวที่ชื่อ “เนี๊ยบ”

ผมไม่เจอเนี๊ยบมาหลายสิบปีได้ข่าวไปเป็นประชาสัมพันธ์ให้เมืองโบราณที่พัทยา แล้วเราก็ได้เจอกันโดยบังเอิญเมื่อต้นปีนี้ ที่บ้าน “พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค” แจ้งวัฒนะ เนี๊ยบยังแพรวพราวเรื่องข่าวสารบ้านเมืองเหมือนเดิม ไม่ใช่ธนพลคนเดิม แต่เป็น “พงศ์กิตติ์ รอดงามพงศ์”    กรรมการผู้จัดการสำนักข่าว บี.เอ็น.ที.

ผมเคร่งครัดมากเรื่องการตกข่าว ไม่ละเว้นที่จะเรียกมาสัมมนาตัวต่อตัว แม้ผมจะไม่ได้นั่งรถตระเวน แต่ก็ล่วงรู้ได้ว่านักข่าวคนไหนละเว้นหน้าที่ โดดรถตระเวนไปทำกิจกรรมส่วนตัวที่ไหนและเมื่อไหร่

ปุ๊เฮียไม่เหมาะกับรถตระเวน ทั้ง ๆ ไม่เคยตกข่าวไม่เคยโดดรถตระเวน และฝีมือการหาข่าวอยู่ในเกรด เอ ทุกข่าวละเอียดยิบ แต่วันหนึ่งถ้าปุ๊เฮียเกิดพลาดตกข่าว ผมก็จำเป็นต้องพิจารณาโทษทัณฑ์ผู้อาวุโส เพราะผมรู้ว่าปู๊เฮียมีภารกิจส่วนตัวทุกวันเสาร์วันอาทิตย์

อย่ากระนั้นเลย ต้องเอาปุ๊เฮียมาเข้ามาอยู่ในกองบรรณาธิการ เป็นรีไรเตอร์ แต่ปุ๊เฮียพิมพ์ดีดไม่เป็นเสียอีกเลยให้ไปเป็นนักข่าวประจำกรมตำรวจ  แทน  “พี่จำนง คุ้มไพโรจน์” ที่ลาออก  เมื่อกรมตำรวจหยุดงานวันเสาร์วันอาทิตย์ ปุ๊เฮียไม่มีวันตกข่าวแน่นอน

และหลายคนก็เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในกองบรรณาธิการ

อีกเป้าหมายหนึ่งของผม คือ ความรักความสามัคคีในทีมงาน ผมทำอย่างนี้ครับ

“เอ็งไปเลือกร้านอาหาร ไม่ต้องหรูหราและราคาไม่แพง มีพื้นที่เป็นส่วนสัดรองรับคนประมาณยี่สิบคน พวกเราจะกินเหล้ากินข้าวคุยกันอาจเสียงดังไปหน่อยแล้วเอ็งไปเชิญสารวัตรใหญ่ท้องที่นั้น เอานายตำรวจกี่คนก็ได้มาสังสรรค์กับพวกเราตอน 6 โมงเย็น ข้อสำคัญบอกเขาว่าให้มามือเปล่ากับกระเพาะอาหารว่าง ๆ อย่าหิ้วอะไรมาเป็นอันขาด ย้ำไปด้วยว่าข้าไม่ปรารถนา”

ผมมันลูกทุ่งครับ พูดจาไม่ไพเราะกับผู้คนในสายงานของผมเท่านั้น มันดูดีเป็นกันเอง     “ข้าว่ายังงี้ เอ็งจะว่ายังไง”  ยกเว้นปุ๊เฮียคนเดียวแม้จะมีสถานะเป็นลูกน้อง แต่เขามีวัยวุฒิมากกว่า

ผมสั่งนักข่าวตระเวนสายเหนือไปหาร้านอาหาร สังสรรค์กันเดือนละครั้งตอนเงินเดือนออก เดือนนี้กินในท้องที่สายเหนือ เดือนหน้าสายใต้ เดือนโน้นสายธนแล้วก็วนมาสายเหนือ

นัดพวกเราไปพบกัน 4 โมงเย็น กินน้ำเปล่าแล้วคุยกัน ใครมีปัญหาขัดข้องอะไรบอกมา     จะเป็นปัญหาเรื่องงานหรือเรื่องตัวเอง ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ หรือถ้าเป็นเรื่องในกองบรรณาธิการ    ผมรับอาสาจะเอาปัญหาไปบอกกล่าวให้ผู้หลักผู้ใหญ่รับทราบ

ใช้เวลาพอสมควร ถกปัญหาเสร็จก็ถึงเวลานัดกับตำรวจ กินข้าวพออิ่ม กินเหล้าพอเมาหอมปากหอมคอแล้วก็แยกย้ายไปตามวิถีทางของแต่ละคน

ค่าเหล้าค่าอาหารพวกเรา “ลงขัน” กัน  นักข่าวช่างภาพคนละ 50  บาท ผมเป็นหัวหน้าก็  100 ส่วนคนขับรถกินฟรี เงินเดือนนักข่าวช่างภาพพันกว่าบาท อาศัยเบี้ยเลี้ยงวันหยุดกับเบี้ยเลี้ยงเข้าเวรตระเวนข่าว รวมแล้วพอกินพอใช้  ผมก็มีเงินเดือนแค่สองพันกว่าบาท ก็อาศัยเบี้ยเลี้ยงเหมือนนักข่าวช่างภาพ เลี้ยงครอบครัวไม่ให้อดอยากปากแห้ง

หลังจากจ่ายค่าเหล้าค่าข้าวแล้วยังมีเหลือเป็นกองกลาง มิหนำซ้ำบางเดือน ถ้า “พี่สมชาย ฤกษ์ดี” เกิดโชคดีในสนามอาชา พี่สมชายจะพาเพื่อนมาสังสรรค์ด้วย นั่นก็หมายถึงเงินกองกลางจะเพิ่มพูนเป็นกองใหญ่ขึ้น ครั้งละหลายพันบาท

กับเงินกองกลางก้อนนี้ แม้จะไม่ถึงหลักหมื่น แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมากในยุคนั้น ผมให้ปุ๊เฮียกับสมนึก พูลนิคมเอาไปฝากธนาคาร ตั้งเป็นสวัสดิการในสายงานอาชญากรรม ใครเดือดร้อนเรื่องเงินมากู้ได้ ไม่เกินรายละ 300 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน ครบ 3  เดือนใครไม่เอาเงินมาชำระ ถือว่าผู้นั้นหมดสิทธิ์ในการกู้ตลอดไป ปุ๊เฮียกับสมนึกเป็นคนดูแลบัญชี และรับผิดชอบการเบิกจ่าย

เมื่อนักข่าวช่างภาพมีความรักสามัคคีกัน ทีมงานข่าวอาชญากรรมของเดลินิวส์ยุคสี่พระยา    ในช่วงหลังก่อนไปปักหลักที่วิภาวดีรังสิตจึงแข็งแกร่งในทุกสมรภูมิข่าว ราคาจริงนะครับไม่ใช่ราคาคุย

ผมถ่างขาควบ 2 เก้าอี้ไม่มีปัญหา เพราะแต่ละหน้าที่มันเชื่อมโยงกัน แต่สำหรับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ที่กำลังถ่างขาในขณะนี้ ผมไม่อยากวิจารณ์

โซฟาตัวหนึ่งพะยี่ห้อ “ข้าราชการประจำ” อีกตัวก็ตีตรา “ข้าราชการการเมือง”

.