ชีวิตคู่ของเธอสามารถนำไปเขียนนวนิยายรักได้เรื่องหนึ่ง

คุณแก้ว-กฤตติกา จันทร์ผล ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาลัยสันตพล ภรรยาสาว พ.ต.ท.พัฒนวงศ์ จันทร์ผล สารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 58

เกิดในครอบครัวนักธุรกิจเครื่องปั้นดินเผา อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แต่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เพราะพ่อยอมทุ่มไม่อั้นอยากให้ลูกมีการศึกษาดี เธอถึงโดนเคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนมาตั้งแต่เด็ก เริ่มวัยประถมโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม ก่อนไปเรียนมัธยมที่บ้านเกิดอำเภอโพนพิสัยถึงแต่มัธยม 2  สุดท้ายต้องเข้ากรุงกลับมาเรียนโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร

เจ้าตัวเล่าว่า พ่อเป็นคนวางแผนเยอะ ทำให้บางทีลูกก็เครียด เพราะเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา อยากให้ลูกเป็นพยาบาล หรือเรียนเภสัชกร เอ็นทรานซ์ปีแรกพลาด ต้องไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  แล้วสอบใหม่เที่ยวนี้ติดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตามความหวังของพ่อแม่

เรียนจนจะขึ้นปี 2 แล้ว คุณแก้วเล่าว่า เราดันแพ้สารเคมี ทั้งที่เกรดดี แต่สุขภาพแย่ ตัดสินใจตั้งต้นใหม่ไปเรียนบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คราวนี้ก็เรียนแบบมีความสุข เกือบจะได้เกียรตินิยม แม้ไม่ได้มุ่งหวังขนาดนั้น กระทั่งจบปริญญาตรีไปต่อปริญญาโต ระหว่างนั้นเรียนครูไปด้วย เพราะรุ่นน้องเห็นเราซิ่วมา ชอบถาม ให้เราช่วยติว จริงๆ ชีวิต ไม่เคยคิดอยากจะมาเป็นครูเลย กลายเป็นโดยอัตโนมัติ

 “ตอนนั้นย้ายมาอยู่อุดรธานีแล้ว เลยได้ฝึกงานเทคนิคอุดรธานีตามสาขาที่เรียนมา จบแล้วโชคดีเขาจ้างต่อ สอนเกี่ยวกับสารสนเทศ พอหมดสัญญาเขาถามว่า จะต่อไหม แก้วเห็นว่า เราน่าจะไกลกว่านี้ ต้องสอนระดับมหาวิทยาลัยเลยกรอกใบสมัครผ่านอีกเมล์เข้ามาที่วิทยาลัยสันตพลนี่แหละ สมัครตอนสิบโมง บ่ายสาม โทรศัพท์ให้มาสัมภาษณ์เลย และเริ่มงานสัปดาห์หน้าเลย”

เธอรับผิดชอบดูแลโครงการบัณฑิตศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจที่มีเปิดสอนนอกสถานที่ในประเทศลาว ติดต่ออาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บินไปสอนนักศึกษาลาวที่นั่น เริ่มจากตำแหน่งอาจารย์ประจำ ทำหน้าที่ปรับปรุงหลักสูตร วางแผนและนโยบายประจำของวิทยาลัย ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยอธิการบดี

วกมาถึงเรื่องครอบครัว ฉากรักของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญยิ่งกว่าบุพเพสันนิวาส ฝ่ายหญิงกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 ส่วนฝ่ายชายฝึกเข้มข้นอยู่ในรั้วเตรียมทหารปี 2 ระหว่างเรียนกวดวิชา คุณแก้วเป็นคนเดียวที่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ทำให้เพื่อนสนิทยืมเบอร์ไปแลกกับคนที่คุยด้วยในโปรแกรมเพิร์ช 98 ออนไลน์ สมัยนั้น ส่วนผู้ชายที่คุยกับเพื่อนเธอดันเอาเบอร์โทรศัพท์ของนักเรียนเตรียมทหารคนนี้มาแลกเหมือนกัน

“เราจะรู้กันว่า ตอนพักเที่ยงวันจันทร์ถึงศุกร์  โทรศัพท์มือถือแก้วจะอยู่กับเพื่อน ต่างฝ่ายต่างไม่มีมือถือ คุยกันมาได้ระยะหนึ่ง เหมือนกับว่าค่าโทรศัพท์มันเยอะ ปรากฏเขาเป็นคนโทรมา แก้วก็รอรับ เพื่อนแก้วดันเมมชื่ออีกคน ส่วนอีกคนที่คุยด้วยดันเมมชื่อเพื่อนแก้ว พอรู้ไม่ใช่ แก้วเลยบอกว่า ถ้าจะคุยกับเพื่อนแก้วให้โทรมาวันจันทร์นะ ตอนนี้แก้วเรียนพิเศษอยู่แล้วก็วางสายเลย” ผู้ช่วยอธิการบดีสาวหัวเราะย้อนวันวาน

ความเข้าใจผิดครั้งนั้น กลับทำฝ่ายชายอยากสานสัมพันธ์ต่อ คุณแก้วเล่าว่า เหมือนได้ยินเสียงแล้วอยากคุย ทั้งที่ไม่เคยเจอหน้ากัน เขาอยู่ปีสุดท้ายเตรียมทหาร กำลังย้ายไปสามพราน ส่วนเรารู้สึกรำคาญ เพราะโทรมาตอนเราอ่านหนังสือ กระทั่งวันหนึ่ง มีเรื่องทุกข์ใจ ไม่รู้จะระบายกับใครเลยคุยปรึกษาเขา พอคุยแล้วสบายใจ ทำให้คุยกันทุกวัน สัมผัสได้ว่า เขาเป็นคนฉลาด แบบที่เราชอบ เหมือนเคมีตรงกัน

ได้ยินแต่เสียงไม่เคยเห็นหน้านาน 6 เดือน ที่สุดทั้งสองก็นัดพบกันครั้งแรก มีพี่สาวฝ่ายหญิงไปเป็นเพื่อนที่ดังกิ้นโดนัท ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เจ้าตัวรับว่า ไม่มีสเปค ไม่ชอบคนหล่อ ชอบคนที่ยอมเรา เพราะเราเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เหมือนเก็บกดจากที่บ้านเลยรู้สึกว่า เวลาพูดอะไร คนนี้เป็นคนที่ฟังเราตลอด แต่ไม่ได้คาดหวัง คิดว่า ความรักสมัยมัธยมมันไร้สาระ ไม่รู้ว่า เรารักคนนี้ตอนไหน เจอหน้ากันแทบไม่ได้พูดอะไรกันมาก เกร็งไปหมด เขามาแบบตัวดำ หัวเกรียน แต่งตัวเชย สิวเต็มหน้า กินข้าวแล้วก็กลับ

“ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน พี่สาวถามเป็นไงล่ะ ขี้เหร่เนอะ แก้วตอบกลับไปว่า แต่ใจมันอาจจะไม่ขี้เหร่ก็ได้นะ ก็ไม่ได้คิดอะไร เหมือนกับความตื่นเต้นทั้งหมดมันไม่มีแล้ว เพราะเจอหน้าแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำจะสานสัมพันธ์กันต่อหรือไม่ ตกเย็นเขาก็โทรมาเวลาเดิม คุยเหมือนเดิม ถามมาคำว่า ไม่คุยต่อก็ได้นะ เพราะเขาไม่หล่อ แก้วก็ว่า ไม่เกี่ยวกับหล่อไม่หล่อ เราคุยกันไม่ได้พูดถึงสิ่งนี้”

มันเป็นการเริ่มต้นของความรักที่ก่อตัวอย่างช้า ๆ จนเธอเข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่เริ่มระแคะระคายว่ามีแฟน แม่จะรับฟัง และเตือนว่า คบกันได้ แต่อย่าไปมีอะไรกัน เรียนให้จบกัน ขณะที่พ่อค่อนข้างดุ แถมไม่ชอบตำรวจทั้งที่มีพรรคพวกเป็นตำรวจเยอะแยะ ทว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่เตือนไว้กลับหายไปกับความรัก เมื่อเธอตัดสินใจโกหกพ่อแม่แอบไปร่วมงานเลี้ยงชมรมอาคิโด้ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

คุณแก้วสารภาพว่า คืนนั้นมีอะไรกันกับเขา แต่ทุกยิ่งกว่านั้น ดันมีผู้หญิงโทรมาบอกว่าเป็นภรรยาเขาในวันรุ่งขึ้น วินาทีนั้นเราตัดทุกอย่างทิ้งเลย คิดว่า ชีวิตเราทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่ติดต่อเขา แม่รู้ความผิดปกติมาถาม เราก็ไม่พูด ขาดการติดต่อประมาณ 8 เดือน เที่ยงคืนของวันหนึ่งเขาดันโผล่มากดกริ่งหน้าบ้าน เราอยู่ในห้องนอนตกใจมาก เขาถือพวงมาลัย ใส่เครื่องแบบนักเรียนนายร้อยตำรวจเข้ามากราบเท้าพ่อแม่เรา บอกมีอะไรกับเราแล้ว

เธอเล่าต่อว่า พ่อกับแม่ให้ไปตามลงมา ในใจเรายังเกลียดอยู่ ทำไมมาทำกับเราแบบนี้ สถานการณ์ตอนนั้นเครียดมาก พ่อลุกออกไปหลังบ้านคงโกรธมาก อีกชั่วโมงถัดมา พ่อแม่เขาก็มาเอาสินสอดทองหมั้นขอกันคืนนั้นเลย ผู้ใหญ่ปิดห้องคุยกัน ส่วนเขามาปรับความเข้าใจอ้างเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผู้หญิงคนนั้นคลั่งไคล้นายร้อยตำรวจ เหมือนไปเที่ยวกับเพื่อนเห็นเบอร์โทรศัพท์เมมชื่อดาร์ลิ่งก็เลยโทรแกล้งอำเป็นเมีย

“ถามว่าเชื่อไหม เชื่อแต่ก็หวั่นใจ หลังผู้ใหญ่คุยกันเสร็จ พ่อแก้วตัดบทว่า แถวบ้านไม่นิยมการหมั้น กลัวจะไม่ได้แต่ง ไม่ต้องหมั้น ดูกันไปอย่างนี้แหละ เหมือนหักหน้าพ่อแม่เขาเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน แม่แก้วเลยบอกไม่เป็นไร ให้ไว้เฉย ๆ แล้วกวาดสินสอนมาทางแก้ว เราก็นั่งนิ่งเหมือนไม่มีตัวตน มึนไปหมด” สาวหนองคายระบายความรู้สึก

เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย หนุ่มนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับการยอมรับมากขึ้น เริ่มมีรอยยิ้มของพ่อฝ่ายหญิง ไปมาหาสู่กันประจำราวกับเป็นลูกชายคนโตของบ้าน คบกันนาน 9 ปี ฝ่ายชายย้ายลงพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี มีฝ่ายหญิงตามเป็นอาจารย์ลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นั่น ก่อนตกลงปลงใจแต่งงานกัน ปัจจุบันมีทายาท 2 คน คือ น้องตังค์ตังค์-เด็กหญิงภิญญาพัชญ์ จันทร์พล วัย 3 ขวบ 10 เดือน และน้องไตตัน-เด็กชายปุณณภพ จันทร์พล  อายุ 10 เดือน

ภรรยาสาวสารวัตรปราบปรามเมืองอุดรธานีบอกว่า มีอยู่ช่วงชีวิตรักเกือบล่ม เพราะเขามีผู้หญิงมาติดพัน ตอนนั้นเก็บข้าวขนของออกจากบ้านที่อุดรธานี มาอยู่กับพ่อแม่ เขาก็มาตามง้อตามมานอนด้วยพักใหญ่ จนพ่อแม่เอ่ยปากให้แต่งงานกันเสียทีเถอะ ชีวิตหลังแต่งงานไม่เปลี่ยนเท่าไรนัก อาจเพราะเราอยู่กันมาก่อนแต่งแล้ว พวกรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือแม้กระทั่งในรุ่นเดียวกันกับสามี จะรู้ว่า เราอาวุโสสุดแล้วในกลุ่ม ยิ่งมีลูก ชีวิตก็เปลี่ยน ใจเย็นขึ้น

“มีปัญหาครอบครัวบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเวลา เรามีครอบครัว เราก็อยากมีเวลา คือพยายามแบ่งเวลาให้ลูก สามีสายปราบปรามก็จริง แต่ทำงานเหมือนสืบสวน ออกจับยาเสพติด เป็นคนบ้างาน ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ห้องทำงาน ขนาดสร้างห้องทำงานเอง ให้มีที่นอน มีตู้เสื้อผ้า มีที่อาบน้ำในโรงพัก แก้วขอแค่อย่างเดียว ขอให้ไปส่งลูกไปโรงเรียนตอนเช้า จะทำงานดึกแค่ไหน เช้าต้องให้ลูกน้องมาส่งที่บ้าน แล้วไปส่งลูก แก้วจะเป็นคนขับรถไปให้เองก็ได้ แล้วคุณต้องเป็นคนอุ้มลูกไป ต้องไปทั้งคู่ เพื่อให้ลูกเห็น”

หลังบ้านนายตำรวจภูธรมองว่า ด้วยความที่ตัวเองมีอาชีพนักวางแผน จำเป็นต้องวางตารางให้สามีด้วย ตอนท้องลูกคนที่สอง โกรธมากเพราะเราต้องไปรับลูกเองที่โรงเรียน คิดว่า ถ้าสามีจะต้องทำงานจนไม่มีเวลา ก็ไม่ใช่แล้ว ขอย้ายหนีก็ได้ เพราะเราไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร ไม่ต้องอยู่โรงพักเมือง ไปอยู่โรงพักที่ไม่ค่อยมีงานดีกว่า แต่สามีบอกว่า ตำรวจทุกคนต้องทำงาน ถ้าไม่อยากทำงาน แสดงว่า ไม่อยากเป็นตำรวจ เราก็รู้สึกเข้าใจ ไม่ทะเลาะ

“ชีวิตคู่ต้องมีอะไรที่เราอยู่ด้วยกันได้แล้วไม่อึดอัด คนสองคนต้องคุยกันรู้เรื่อง ถึงจะประคองกันได้ แก้วก็ไม่ค่อยจะเจ๊าะแจ๊ะนะ แค่ขอให้บอกเราว่า อยู่ไหน ทำอะไร แค่นั้นเอง ให้เขาดูเหมือนให้เกียรติเรา ไม่ใช่ไปไหน แล้วมารู้ทีหลังอย่างนี้ก็โกรธนะ ไม่พูดด้วย แต่ถ้าเกิดให้บอกว่า ไปอย่างนั้นอย่างนี้ โกรธนะ แต่ให้ไป  โกรธแล้วพรุ่งนี้ก็ลืม” ผู้ช่วยอธิการบดีที่ต้องทำหน้าที่แม่บ้านตำรวจบอก

 

 “กับการเป็นหลังบ้านตำรวจถ้าตอบว่า ไม่เหนื่อย มันก็เหมือนเสแสร้งนะ แต่มันก็ต้องไหว เพราะมันอยู่อย่างนี้มานานแล้ว อยู่ให้เป็น รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ไม่ได้ไปงานแม่บ้านเพื่อจะต้องประจบสอพลอใคร แก้วรู้หน้าที่”   

เธอมีมุมมองอีกว่า ชีวิตความรักตั้งแต่มัธยม ไม่น่าจะไปกันรอด ไม่น่าจะยาวได้ถึงขนาดนี้ แต่เพราะไม่ได้หวือหวา ไม่ใช่มีช่วงโปรโมชั่น รักกันมาตั้งแต่เด็กต้องไปโรงเรียนด้วยกัน พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็แยกกัน ส่วนเราด้วยความที่เราอยู่แบบแยกกันมาตลอด คุยกัน ปรึกษาโน่นนั่นนี่ เจอกันก็ไปเที่ยว ไปกับเพื่อนเขาบ้าง บางทีไม่รู้สึกว่าจะแตกต่างกันมาก แม้บางทีเราก็โหยหานะ คนเดียวมันเหงา ตามธรรมดาของผู้หญิง แต่ถ้าเลือกจะคบกับคนนี้แล้ว ความรู้สึกพวกนั้นต้องจบ เราต้องโต ต้องเป็นผู้ใหญ่

“การเป็นเมียตำรวจ ถ้าขวางกันมันก็พัง ต้องไปด้วยกัน ถ้าเราเข้าใจเขาแบบนี้ มันก็จบ อย่าไปสนใจการทำงานของเขามาก แต่กลับมาบ้านแล้ว คุณต้องทำหน้าที่ของคุณ สิ่งที่ขาด คุณต้องเติมเต็ม สิ่งที่รับปากไว้ ต้องทำ เช่น นัดกับฉันว่าจะไปดูหนัง ก็ต้องไป แล้วคุณจะไปหลับในโรงหนังก็ได้ แต่ต้องไป แก้วเป็นคนลักษณะนี้ แค่คุณทำในสิ่งที่คุณพูดก็พอ แต่สามีก็น่ารัก เสมอต้นเสมอปลาย ชอบทำอะไรแบบกุ๊กกิ๊ก มีเสน่ห์ในแบบของเขา ที่ทำให้เรารักเขา ทุกเทศกาลมีเซอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะเป็นวันที่รู้จักกันครั้งแรก วันเกิด จดทะเบียนสมรสวันไหน แต่งงานวันไหน จำได้หมด” แม่บ้านสาวทิ้งท้ายนิยายรักหวาน