ติดทำเนียบตำรวจนักสืบใจนักเลงที่ไม่เคยเกรงอิทธิพล แม้ชีวิตราชการไม่รุ่งโรจน์ติดยศนายพลแต่ยังมีคนนับหน้าถือตาไม่แพ้พี่ชาย

พ.ต.อ.โชติ กุลดิลก อดีตผู้กำกับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง น้องชาย พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นลูกคนที่ 3 จากบรรดาพี่น้อง 5 คน เกิดกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จบชั้นประถมโรงเรียนวัดทุ่งสีหลง แล้วไปต่อมัธยมต้นโรงเรียนสหบำรุง จากนั้นเข้าศึกษามัธยมปลาย โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร

เกเรอยู่ 4 ปีกว่าจะจบออกมา มี พ.ต.อ.บรรดล ตัณฑไพบูลย์ อดีตนายตำรวจมือปราบเจ้าของฉายา “เหยี่ยวดำ” เป็นเพื่อนร่วมสถาบัน

ผู้กำกับโชติเล่าวีรกรรมวัยเรียนว่า สมัยนั้นไม่ได้สนใจว่าจะไปทำอะไร ค่อนข้างเกเร ไม่เรียนหนังสือ จะได้ว่าตอนเจอบรรดลเป็นนักเรียนใหม่มาจากเชียงใหม่ท่าทางนักเลง พวกจิ๊กโก๋อำนวยศิลป์ไม่ค่อยชอบ พยายามจะแกล้งรุมตลอดชนิดเช้ากลางวันเย็นหลังอาหาร เราเห็นแล้วไม่ชอบ ทำไมต้องไปรังแกเขา เพราะใหม่ ๆ เราก็ถูกรังแก แต่เราเป็นนักมวยวัด ตัวต่อตัวต่อยชนะหมด พวกนั้นจะให้เราไปชกบรรดล  เราบอกไม่เอา สุดท้ายเลยสนิทกัน

หลังพ้นรั้วอำนวยศิลป์ พ.ต.อ.โชติ ไปต่อวิทยาลัยวิชาการก่อสร้าง บางพลัด ด้วยความที่เคยเรียนอำนวยศิลป์มีพวกเยอะเลยถูกยกให้เป็นหัวหน้าทีมสไตรค์อาจารย์บีบเกรดมากเกินไป และไม่ยอมให้ความรู้นักเรียนมากเท่าไหร่ เอาแต่รับจ้างเขียนแบบ ต่อต้านจนอาจารย์หมั่นไส้ถูกไล่ออก  เรียนไม่จบมาทำตัวว่างอยู่ปีกว่า เจ้าตัวบอกว่า ชอบไปฟังไฮปาร์ก ก่อนเสนอตัวเป็นเลขาศูนย์สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ในปี 2512 ที่พรรคประชาธิปัตย์โกงพรรคสหประชาไทย  มีความรู้สึกชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก อาจเพราะเราเกิดมาเป็นลูกคนกลางอยากจะเรียกร้องความเป็นธรรม พ่อรักพี่ แม่รักน้อง เราเลยชอบเรียกร้องเข้าไปวุ่นอยู่กับพวกเดินขบวน เป็นตัวแทนนักศึกษาเข้าไปเอาหีบบัตรเลือกตั้งในเขตทหารออกมา

กระทั่งปี 2514 มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดรับสมัครนักศึกษา เขาจึงเข้าไปเรียนคณะนิติศาสตร์ ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นทนายความ เพราะชอบต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม “พอผมเรียนจบ มีแฟน ก็มาคิดว่า ถ้าเป็นทนายกว่าจะโตแย่แน่ แล้วจะเอาอะไรเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย ผมเป็นคนมีหลักการ คงโตในอาชีพนี้ไม่ได้ วันหนึ่งเราก็ต้องไปรับจ้างนายทุน ไปโกงคนจน ถ้าเราไปอยู่ข้างคนจนลูกเมียอาจต้องอดตาย เพราะเราเป็นคนแข็ง” พ.ต.อ.โชติรำลึกประวัติตัวเอง

สุดท้ายเขาพกใบปริญญาไปทำงานอยู่ไร่อ้อย จังหวัดกาญจนบุรี นานปีเศษ พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน เป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นเดียวกับพี่ชายไปเจอแม่เขาที่ตลาดนครปฐมเลยถามว่า โชติอยากเป็นตำรวจไหม เห็นว่างงานอยู่ ถ้าอยากก็ให้ไปหา เพราะตอนนั้น พล.ต.อ.บุญชัย เป็นนายเวรผู้บัญชาการศึกษาพอดี

“ก่อนหน้าพี่ชัจจ์ก็บอกทำไมไม่ไปสอบตำรวจ ผมบอกสอบเอาได้ แต่มันก็ต้องส่งผมไปรบ แล้วผมรบเพื่อใคร ไปรบคอมมิวนิสต์ มันไม่ได้รบเพื่อประเทศชาติ ผมไม่เอา ยืนกระต่ายขาเดียว มันไม่ใช่เรา ถ้าจะให้เข้าภายใน เลือกได้ ผมเอา สถานการณ์คอมมิวนิสต์ยังมีอยู่ มันเป็นการเมือง เราเห็นอยู่ว่ามันไม่ใช่ ความที่เราเคยเป็นนักศึกษารู้เบื้องหลังดี ตอนหลังเลยเข้าภายในเป็นพลตำรวจ เอาวุฒิปริญญาเทียบเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่โรงเรียนสืบสวน กองบัญชาการศึกษา”

หมวดโชติเป็นอาจารย์สอนกฎหมายนาน 1 ปี ก่อนขอย้ายไปลงเป็นรองสารวัตรสอบสวนโรงพักประชาชื่น เพราะพี่ชายอยากฝึกให้เป็นพนักงานสอบสวน เขาเล่าว่า เราเส้นไม่ใหญ่ไปลงชานเมือง สมัยนั้นประชาชื่นฝุ่นเต็มไปหมด เจอภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา เป็นหัวหน้าสายสืบ รู้จักกันใหม่ ๆ ก็ทะเลาะกัน เพราะภาณุพงศ์ชอบจับคนร้ายด้วยวิธียืนรอหน้าเรือนจำลาดยาวตอนมีอภัยโทษ ยืนรอเพื่อจับนักโทษที่พ้นคุกออกมาดำเนินคดีครอบครองคดียาเสพติด จับครั้งละ 11 คน เราก็ต้องมานั่งพิมพ์สำนวนหัวปั่น เราก็แกล้งปล่อยไปบ้าง เรานักเลง ไม่กลัว จับมา ก็ปล่อย ขยำกระดาษทิ้ง เราขี้เกียจพิมพ์ จนภาณุพงศ์ต้องมาขอร้อง เพราะต้องการมีผลจับกุม

อยู่โรงพักทำหน้าที่ร้อยเวรสอบสวนไม่นานเริ่มอยากทำงานสืบสวนด้วยความที่ไฟแรง แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย พี่ชายไม่สนับสนุน กระทั่งย้ายไปอยู่โรงพักสำราญราษฎร์ พิสันห์ วรเทพนิตินันท์ เป็นหัวหน้าสายสืบจึงได้เข้าช่วยกันจับคนร้ายมากมายจนเพชรลูก เสียงก้อง อยู่โรงพักพระราชวังได้ยินวิทยุต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาดูเกือบทุกงานด้วยความที่สงสัยว่า ทำไมจับเยอะ “ผมอาศัยความที่เคยเกเรมา สามารถซักผู้ต้องหาต่องานได้ มีซ้อมบ้างอะไรบ้างสมัยนั้น เอางานออกมาเป็นแก๊งอยู่บ่อยครั้ง  จับแก๊งลักรถรายใหญ่ครั้งแรกเริ่มต้นจากรับแจ้งเอง ตามสอบสวนเอง ตามสืบสวนจับเอง ได้ตัวที่กองทะเบียน ไอ้ไฮ พรเทพ แซ่จิว เป็นตัวซื้อซากรถ สั่งไอ้เกี้ยง หรือรังสรรค์ จำนามสกุลไม่ได้เป็นคนลักรถ คืนเดียวได้ประมาณ 17 คัน แข่งกับลูกน้องชื่อ ไอ้ดำ เอามาสวมซากขายเต็นท์ จับจนเต็นท์หยุดขายรถเลย ยึดคืนมาได้เกอบ 30 คัน มันรับสารภาพลักรถเป็นพันคัน ถือเป็นแก๊งใหญ่มาก” พ.ต.อ.โชติเล่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักสืบ

นับจากนั้นมา เขาเริ่มรับงานสืบสวนเต็มตัวอยู่โรงพักสำราญราษฎร์ 2 ปีได้ 5 ขั้น สืบสวนจับคดีใหญ่ในท้องที่ได้หมด ก่อนถูกกลั่นแกล้งย้ายไปลงรองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี อยู่ได้ไม่นานคิดว่า ไม่ใช่สไตล์ตัวเอง ตัดสินขอนามบัตรพี่ชายไปขอพบ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ ที่ขณะนั้นเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ เล่นเอาผู้กำกับคนดังแซวว่า “มึงอยากเป็น หรือไอ้ชัจจ์อยากให้เป็น”

เมื่อไล่ถามเซ้นท์ความนักสืบอย่างละเอียด พล.ต.ท.ทวี เห็นแววจากผลงานการแกะรอยทลายแก๊งลักรถรายใหญ่สมัยอยู่ที่สำราญราษฎร์เลยส่งผู้กองโชติ ลงทำงานสืบสวนเหนือเป็นลูกทีมในชุดของสิทธิพร โนนจุ้ย และได้ร่วมงานกับภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา อีกครั้ง มีตำนานนักสืบระดับปรมาจารย์อย่าง คงเดช ชูศรี วินัย เปาอินทร์ คอยบัญชาเกมอีกชั้น ก่อนได้ร่วมลงทีมปฏิบัติการจับตายโจรฮ่องกงแหกศาลอาญาดับพร้อมพวกรวม 3 ศพที่หมู่บ้านการบินไทย

แต่คดีที่ตัวเองประทับใจมากสุด คือได้เปิดเกมคลายปมคดีอุ้มฆ่าเรียกค่าไถ่ประธานมูลนิธิศาลเจ้าพ่อเสือ พ.ต.อ.โชติลำดับเรื่องราวว่า มีเด็กเช็ดรถที่สนิทสนมกันตอนอยู่สำราญราษฎร์เอาข่าวมาบอกว่า  อีกไม่นานจะมีเอาคนมาขังที่บ้านหลังนี้แถวรังสิต เป็นคดีดังแน่ มันไปได้ยินเขาคุยกัน มันรักเราก็เอาข่าวมาบอก ตอนแรกเราก็ไม่รู้อะไร จนไม่กี่วันถัดมา ภาณุพงศ์ ชวนไปตามคดี พาขึ้นรถออกจากกองสืบ ตอนแรกเราไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ได้แค่โทรศัพท์บอกเมียว่า จะไปต่างจังหวัดกี่วันกลับไม่รู้

อดีตตำรวจสืบสวนเหนือเล่าว่า  ระหว่างอยู่บนรถ ได้ยินเขาคุยรายละเอียดว่า มีการลักพาตัวด็อกเตอร์ ที่เป็นประธานมูลนิธิศาลเจ้าพ่อเสือไปเรียกค่าไถ่ เท่านั้นแหละความคิดแวบเข้าหัวทันที นึกถึงเด็กล้างรถที่มาเล่าข้อมูลไว้ เราเลยบอกว่า ได้ข่าวมีบ้านหลังหนึ่งเด็กของเราเคยพามาชี้อยู่แถวรังสิต แล้วเราก็สั่งรถขบวนเลี้ยวขวาจอดประชุมวางแผนกันทันที ท่านวินัย เปาอินทร์ยังจะไม่เชื่อ บอกไม่น่าเป็นไปได้ พอถึงบ้านเป้าหมาย เจอตำรวจชั้นประทวนคนหนึ่งชื่อไพลอตออกอาการหน้าถอดสีเลย

“ผมบอกกับภาณุพงศ์ น่าจะใช่มันแน่ มันเป็นตำรวจที่นครบาลส่งไปอารักขาเหยื่อ แต่ดันไปอุ้มเรียกค่าไถ่เอง พวกเราจัดแจงพามันเข้าเซฟเฮาส์ ตอนแรกพยายามซักยังไงก็ไม่ออก ผมตัดสินใจใช้สูตรทำไอติม ให้ลูกน้องสืบสวนเหนือซื้อน้ำแข็งมา โรยเกลือ เอาไอ้ไพลอตแช่อ่างอาบน้ำแล้วเทน้ำแข็งโปะ มันเป็นตำรวจจะซ้อมมันได้อย่างไร ถูกฟ้องตาย ใช้วิธีทำไอติม นี่แหละ สุดท้ายมันทนไม่ไหวค่อยคายความจริงออกมา แต่ยังไม่หมด อ้างว่า เอาตัวเหยื่อไปไว้ที่กาฬสินธุ์ ไม่ได้บอกว่าตาย” นักสืบรุ่นเก่าเผยเทคนิคการทำงาน

พวกเขาพาตำรวจผู้ต้องสงสัยไปชี้จุด แต่มันก็ยังยึกยัก พ.ต.อ.โชติเลยต้องทำไอติมอีกรอบใต้ถุนบ้านผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร พยายามซักกันหลายรอบตลอดคืนเพื่อจับ แช่น้ำแข็งเสร็จจนรู้ว่า มันเอาเหยื่อไปไว้ในไร่จังหวัดกาฬสินธุ์ ฆ่าแล้วฝังดินไว้ พอพาไปบ้านร้างแห่งหนึ่งเจอปลอกกระสุน พ.ต.อ.โชติ ส่งซิกกับภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา เตะขาตำรวจใจเหี้ยมล้มแล้วกระชากปืนตะโกนบอก “ยิงแม่งเลย” มันตกใจกลัวและยอมสารภาพหมดเปลือกพาไปที่ฝังศพอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ขุดจนเจอ

“ถือเป็นประสบการณ์คดีที่ผมประทับใจนะ สามารถตามได้ศพมาคืนญาติ” ผู้พิชิตคดีดังสะท้านกรุงระบายความรู้สึก

ถึงกระนั้นก็ตาม ตลอดระยะเวลาเป็นรองสารวัตรสังกัดสืบสวนเหนือร่วมคลายคดีมากมายกลับไม่ได้มีส่วนให้เขาเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเท่าที่ควร พ.ต.อ.โชติเลยตัดสินใจอำลาชีวิตนักสืบย้ายเป็นนายเวร พล.ต.อ.อัยยรัช เวสสะโกศล ที่ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ แต่ไม่วายถูกด่าเป็น “ไอ้เวร” เนื่องจากไม่เป็นงานเอกสาร ไม่เคยเดินติดตามนาย ผลสุดท้ายได้ลงเป็นสารวัตรสืบสวน โรงพักบางยี่เรือ กลับไปใช้วิชาที่สะสมมาจากสืบสวนเหนือจับแก๊งวิ่งราวทรัพย์ คดีล้วงกระเป๋าที่วงเวียนใหญ่ คดีเกี่ยวกับยาเสพติดจนหมดเกลี้ยง

ก่อนย้ายไปเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน โชว์ผลงานวิสามัญฆาตกรรม แก๊งคนร้ายชิงทรัพย์โชเฟอร์แท็กซี่ 2 ศพ เล่นเอากองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลธนบุรีมองค้อน แถมจับคดีอุกฉกรรจ์ท้องทุ่งบางขุนเทียนราบคาบ ผู้มีอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นยังไม่กล้ายุ่ง แต่รุ่งอยู่ได้ไม่นานอยากขึ้นเป็นรองผู้กำกับกลับพลาดท่าวิ่งตีนลอยหลุดวงโคจรเป็นสารวัตรอยู่โรงพักลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี กว่าจะสมหวังเป็นรองผู้กำกับสืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอทองผาภูมิ หยิบโบแดงจับนางพยาบาลจัดฉากเอาสาวมอญมาฆ่าอำพรางคดีเป็นตัวเองแล้วให้ผัวมาแจ้งฮุบเงินประกันชีวิตร่วม 10 ล้านบาท

พอ พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน เป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เขาขยับเข้าถิ่นเกิดเป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม แต่ขอพักตัวเอง หันไปประกอบธุรกิจส่วนตัวจนกลับมามีไฟทำงานอีกทีตอนเป็นรองผู้กำกับหัวหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จับเขมรเข้ามาก่อการร้ายที่มีพวกเขมรขาวในอเมริกาส่งเงินมาสนับสนุน “มีนายทหารคนหนึ่งมาขอว่า ต้องเลี้ยงเอาไว้เพื่อสร้างสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน รบกับเบี้ยเลี้ยงกองทัพ ผมไม่ยอม ยืนยันจะจับส่งกลับประเทศให้หมด นายทหารคนนั้นก็บอกว่า ถ้าส่งกลับไปมันก็ตายอย่างเดียว ผมก็ว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจผม มันเข้ามาก่อการร้ายในประเทศไทย กฎหมายก็ไม่ให้อำนาจ สุดท้ายมันเหมือนผมไปตัดเบี้ยเลี้ยงทหารเลยอยู่ไม่ได้”

พ.ต.อ.โชติ หลุดจากชายแดนตรงนั้นยังได้ขึ้นเป็นผู้กำกับการกองทะเบียน สร้างเกียรติประวัติฝากหน่วยงานปิดทองหลังพระแห่งนี้ให้มีศักยภาพมากขึ้น เขาบอกว่า สมัยเป็นนักสืบต้องซื้อข่าวจากคนร้าย แค่ไม่กี่บาท 500-1,000 บาท เหมือนคดีอุ้มฆ่าเรียกค่าไถ่ก็ไม่ได้หวังบ้านหลังนั้นจะเป็นคดี แต่เราต้องสปอร์ตกับสายลับ ก็เอาประสบการณ์ตรงนี้จากการเป็นนักสืบในนครบาลไปปรับใช้ตอนเป็นผู้กำกับกองทะเบียน ที่คุมโรงรับจำนำ โรงแรม ร้านค้าของเก่าแต่งตำราขึ้นมา 1 เล่ม ใช้ชื่อการสืบจับคนร้ายจากร้านค้าของเก่าและโรงรับจำนำ

  อดีตนักสืบนักคิดอธิบายว่า เราเอาข้อมูลจากร้านค้าของเก่าที่จดทะเบียนไว้ ไปลงบัญชี เอาชื่อคนที่มาใช้บริการทั้งหมดเข้าคอมพิวเตอร์หาความถี่ของการขาย หรือจำนำของ นักสืบจะสืบอย่างมีเป้าหมาย ใครต้องสงสัยเอาของมาถี่เกินไปก็จะลงไปตามพฤติกรรมที่มีความถี่ ได้แก๊งคนร้ายโดยไม่ต้องใช้วิธีซื้อข่าวเลี้ยงสายลับ เวลานั้นสร้างฐานข้อมูลตรงนี้ ถือเป็นประโยชน์มาก แต่ตอนหลังกลับกลายเป็นช่องทางแหล่งเก็บเงินของตำรวจนอกแถวบางคน น่าเสียดาย เพราะถ้านักสืบยังใช้เป็นฐานข้อมูลอยู่จะทำให้คดีเกี่ยวกับทรัพย์น้อยลงแน่นอน

ก่อนจะเกษียณอายุราชการ พ.ต.อ.โชติ ขอย้ายตัวเองไปทำงานสืบสวนที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกวาดจับแก๊งปลอมหนังสือเดินทางปลอมจนเหล่าบรรดาลูกหมู ลูกแพะหายเข้ากลีบเมฆ จับบ่อยจนหากินไม่ได้ แต่ก็ทำให้ตำรวจบางคนในหน่วยพลอยกระเทือนไปด้วย “ ผมติดอุดมการณ์อยู่นิดเดียว ไม่ถึงกับดำสนิท แต่ก็ไม่ได้ขาวบริสุทธิ์ ผมถึงอยากฝากตำรวจรุ่นหลัง ให้ทำงานเพื่อสังคมก่อนจะทำเพื่อตัวเอง เพราะเรารับเงินเดือนหลวง เหมือนผมยืนแบบนี้ตลอด เอาเงินแทงก์กิ้วดีกว่า  เขาไม่ผิดจะไปเอาเงินเขามันถูกหรือ มันทำร้ายสังคม ทำร้ายองค์กร”

 โชติ กุลดิลก !!!