คิดถึงม่านชัตเตอร์ รีไรเตอร์ และเครื่องพิมพ์ดีด

วันเวลาเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิตอล หลายอย่างอันตรธานหายไป เหลือเพียงความทรงจำ

เริ่มต้นชีวิตนักข่าวตระเวนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยอมรับว่า ต้องแบกภาระความกดดันอันหนักอึ้ง กลัวมือไม่ถึง เมื่อตัดสินใจย้ายค่ายลงไปอยู่สังกัดอาณาจักรยักษ์ใหญ่แห่งวงการสื่อเมืองไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ หนังสือพิมพ์จำหน่ายมากที่สุดในประเทศ

สิ่งแรกที่นอกจากขยันทำงานตลอดช่วงระยะเวลา 8 ชั่วโมงตามเวรประจำแต่ละวันแล้ว ผมระลึกเสมอว่า จะทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสสร้างแหล่งข่าวเป็นของตัวเอง  หลังวนเวียนเข้าออกศูนย์วิทยุรามา นารายณ์ และกรุงธนบุรี กระทั่งเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุต้อนรับได้ทุกเวรเช้า บ่าย ดึก

ขณะเดียวกัน ผมกำลังยึดกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือเป็นฐานที่มั่น ด้วยความเป็นถิ่นคุ้นเคย นักสืบหลายคนเห็นหน้าค่าตากันตั้งแต่สุมหัวอยู่ในวงเหล้าใต้ซุ้มมะรุม เทียวไปเทียวมา สุดท้ายผมเริ่มกล้าคุยกับพันตำรวจเอกกฤษฎา พันธุ์คงชื่น รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมากขึ้น

“วันหยุดพี่ยังทำงานอีกหรือ” สายของเสาร์วันหนึ่ง ผมเปิดประตูห้องทำงานของเขาที่ใช้พื้นที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือถิ่นเก่านั่งเป็นที่ปรึกษาพันตำรวจเอกวิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ ผู้กำกับคนใหม่

“ผมก็ไม่รู้จะทำอะไร” เขายิ้ม “เข้ามาสิ เอาอะไรไหม” ยังไม่ทันรอคำตอบ เขาเรียกดาบตำรวจวัยเกษียณที่ยังคงช่วยงานอยู่ “ป๋าขอกาแฟแก้ว”

“ใส่ครีมไหม” ชายชราวัย 70 ท่าทางเอ็นดู ไม่มีทีท่าอิดออดเด็กรุ่นหลานอย่างผม

จิบกาแฟรสชาติกลมกล่อม บรรจงวางแก้วบนโต๊ะทำงานพันตำรวจเอกนักสืบที่ก้มหน้าก้มตาเซ็นแฟ้มให้เบาที่สุด “ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ พอดีเข้าเวรเลยแวะขึ้นมา ไม่คิดว่าจะเจอพี่”

ลูกชายอดีตอธิบดีกรมตำรวจมือปราบคนดังยุคหนึ่งยิ้มอีก “วันไหนว่างก็เชิญมานั่งคุยกันได้นะ”

แรก ๆ ผมก็เกรงใจ เวลาผ่านไปความสนิทสนมของเราสองคนทวีมิตรภาพมากขึ้น นักสืบอนาคตไกลที่ตอนผมมาประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลใหม่ ๆ เคยปรามาสไว้ว่า คงเพราะมีพ่อเป็นอดีตอธิบดีกรมตำรวจถึงทำให้มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ

เรื่องจริงกลับตรงกันข้าม

“ผมว่า ตำรวจมันโหลยโท่ย เพราะเห็นสภาพพ่อแล้ว ผมไม่อยากเป็นตำรวจ” เจ้าตัวระบายความในใจเมื่อเห็นพลตำรวจเอกมนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ผู้พ่อเป็นกระจกส่องวัยเด็ก แต่ระหว่างเป็นนิสิตเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ่อแม่บังคับให้เข้าเป็นลูกแถวตำรวจสันติบาล ชีวิตเลยเปลี่ยนตั้งแต่บัดนั้น

“ไม่เหมือนผมเลย อยากเป็นตำรวจ ดันสอบไม่ติด”

“อย่ามาเป็นเลย เป็นนักข่าวก็ดีแล้ว”

ผมหัวเราะ กาแฟแก้วที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ หลังจากแวะเวียนไปเก็บประสบการณ์ชีวิตของนายพันตำรวจเอกนักสืบคนนี้ เขาเริ่มจับงานแรกด้วยการเป็นสายลับหาข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษาช่วงสถานการณ์การชุมนุมปี 2516 จนถูกอาจารย์เพ่งเล็งเป็นกลุ่มสันติบาลในคราบนิสิต เพราะต้องไปหาข่าวรายงานผู้กำกับ บางครั้งก็ยิงตรงถึงพ่อที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตอนแรกต้นสังกัดไม่ค่อยเชื่อ แต่เหตุก็เกิดตามที่คะเนไว้ทุกครั้ง

กระทั่งวันสุกดิบ 14 ตุลาคม ผู้พ่อเลื่อนเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจได้ 14 วัน เรียกเขา และเพื่อนเข้าไปพบที่ห้องประชุมเล็ก อาคารกองบัญชาการตำรวจนครบาลเก่า นางเลิ้ง “ผมได้เข้าไปพูดในห้องประชุมเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้ายที่เหยียบที่นั่นก่อนมันจะถูกเผาไม่กี่ชั่วโมง ผมพยายามเตือนแล้วว่าจะมีการเคลื่อนไหวเผาสถานที่ราชการ พ่อผมก็เชื่อนะ แต่ก็ป้องกันไม่ได้”

สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียด เด็กหนุ่มสันติบาลลูกนายพลตำรวจใหญ่ได้รับคำสั่งให้สลายตัวทันที ทว่าต้องกลับไปเฝ้าบ้านเข้ม เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจลุกฮือข่มขู่จะมาเผาบ้านในซอยลือชา ไปไหนมาไหนไม่ได้นานเป็นเดือนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย พอไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกลับเจออาจารย์แบนจะไม่ให้จบ อ้างว่า เป็นตำรวจมาหลอกสืบหาข่าวความเคลื่อนไหวของคณะครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องอ้อนวอนให้เหตุผลว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่

ที่สำคัญ ตัวเองสอบผ่านหมดถึงได้จบมีดีกรีปริญญาตรีติดตัวนำไปใช้อบรมนายตำรวจเป็นรองสารวัตรกองทะเบียนคนต่างด้าว และภาษีอากร

อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายมาประจำกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ

“ตอนแรกคิดว่า ผมทำไม่ได้นะ เริ่มต้นจากศูนย์ เป็นตำรวจโนเนม เป็นลูกชายอธิบดีกรมตำรวจ ต้องทำตัวเป็นน้องใหม่ตามเขาอย่างเดียวจนได้ทำวิสามัญฆาตกรรมโชเฟอร์รถเมล์คนร้ายคดีชิงทรัพย์คู่กับภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา” พันตำรวจเอกกฤษฎาเปิดใจนาทีฆ่าคนครั้งแรกในชีวิต

ผมฟังตื่นเต้น “แล้วคดีตี๋ใหญ่ล่ะพี่”

นายพันตำรวจเอกอิดออดไม่อยากเล่า “มันยังไม่หมดอายุความเลยนะ”

“ผมอยากรู้เรื่องจริงพี่” ภาพของละครฉากอวสานตี๋ใหญ่จอมโจรชื่อก้อง รับบทโดยพระเอกฉัตรชัย เปล่งพานิช ฉายให้เห็นปฏิบัติการจับตายของพันตำรวจเอกสมเกียรติ พ่วงทรัพย์ แสดงโดย ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์ ยังข้องใจผม

รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงนอกเหนือแฟ้มคดีดังในอดีตว่า ส่วนตัวไม่เคยสัมผัสตี๋ใหญ่ ฟังแค่คำบอกเล่าจากนายตำรวจรุ่นพี่ เรายังเด็กมาก วันนั้นมีการประชุมดีเดย์หลังสายโผล่มาให้ข่าวความเคลื่อนไหวของตี๋ใหญ่ว่า ใครจะเข้าประจำจุดไหน มีเจริญ โชติดำรงค์ และทิพย์ อัศวรักษ์ รองผู้การเหนือเป็นหัวหน้าทีม “ผมยกมืออาสาขอเฝ้าด้วย ท่านทิพย์ชี้มาที่ผมบอกคุณไม่ได้ เดี๋ยวแกจะกำหนดจุดให้เอง แกไม่กล้าเสี่ยง เพราะตอนนั้น พ่อผมยังเป็นอธิบดีอยู่ จุดที่ผมไปเลยไม่คิดว่าจะมีอะไร”

“ผมขับรถมีท่านกิตติโชติ แสงนิล นั่งหน้า ข้างหลังมีโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ และตำรวจท้องที่อีกคน ทีมส่วนใหญ่ตามไปบ้านแพ้ว สมุทรสาคร เพราะคิดว่า มันไปบ้านที่นั่น แต่สายตาผมมันไว สงสัยรถกระบะคันหนึ่งเลี้ยวเข้าไปทางวัดกาหลง ผมตัดสินใจเลี้ยวตามเป็นถนนดินแดง พอหลุดโค้งรถของมันจอด รถผมก็จ่อตูดเลย ท่านกิตติโชติบอกให้ถอย ผมบอกไม่ถอย แล้วตัดสินใจกระโดดลงไป มีผมกับท่านกิตติโชติลงได้ อีก2 คนติดอยู่ในรถ เพราะรถผมเป็นรถ 2 ประตู พอมีเสียงปืนดัง ผมกับท่านกิตติโชติก็สาดกระสุนใส่ไปในรถ ผมใช้ลูกซอง ท่านกิตติโชติใช้เอสเค” อดีตนายตำรวจร่วมปิดตำนานโจรตี๋ใหญ่เล่าฉากอวสาน

“นี่แหละเรื่องจริง แต่คุณอย่าพูดไปนะ กระเทือนคนอื่นเขา”

“รูปนั้นสวยดีนะพี่” ผมหันไปมองภาพหมู่ตำรวจยืนห้อมลอมผู้ต้องหาในกรอบรูปบนโต๊ะทำงาน

“อ๋อ ตอนนั้นทำคดีปล้นนักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ สมัยเป็นสารวัตรอยู่สืบใต้”

“จริงดิพี่ เป็นยังไงหรือ” ผมกระสันตามเคย

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อมีพระรูปหนึ่งมาหาพันตำรวจตรีปราโมทย์ พานิชตระกูล สารวัตรกองกำกับการสืบสวนนครบาลพระนครใต้ว่า เจอกล้องถ่ายรูปเจอไฟไหม้อยู่ในป่า “ผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับพ่อ และ และท่านมนัส ครุฑไชยยันต์ ขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็นึกเฉลียวใจสงสัยว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีปล้นเขาใหญ่หรือเปล่า เพราะใกล้เคียงมาก เหตุเกิดปีกว่าแล้ว เป็นข่าวดัง แต่ยังตามจับกันไมได้” พันตำรวจเอกกฤษฎาว่า

“ตอนแรก ผมจะเอางานไปให้กองปราบทำ ท่านมนัสบอกไม่ได้ ข่าวมาเราต้องทำเอง ผมก็เรียนถามท่านว่า แล้วพวกผมจะไปยังไง ไม่ใช่เขตรับผิดชอบ แกบอกจะทำเรื่องให้ท่านรองณรงค์ มหานนท์อนุมัติไปทำ ได้กำลังไป 7 คน มีผม ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ไพศาล เชื้อรอด ปราโมทย์ พานิชตระกูลสมพงษ์ พานิชตระกูล อำนาจ จันทร์เจริญ และไพศาล เนตรสว่าง แกะรอยใหม่ ใช้คำสั่งกรมตำรวจไปประสาน โสภณ สะวิคามิน ที่นครนายก” นายพันตำรวจเอกจำแม่น

“พวกผมต้องปลอมตัวเป็นป่าไม้เข้าไปหาข่าว ไม่เคยเดินป่า หรือตามคดีในป่ามาก่อนเลย ตามอยู่ 5 วันเริ่มมีเค้าจากไม่รู้อะไรเลย สุดท้ายตามจับได้ 14-15 คน เป็นคดีอุกอาจมาก คนร้ายดักปล้นรถทัศนาจรที่ขึ้นไปเที่ยวเขาใหญ่ 22 คัน ชุดเฉพาะกิจกองปราบปราม ทีมตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจท้องที่สืบกันเป็นปีไม่ได้ตัว พวกผมหาข่าวไม่นานถึงรู้ว่า เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาก่อน เคยก่อคดีปล้นบ้านป่าไม้ เราถึงเริ่มจากตรงนั้น”

“สุดยอดว่ะพี่” ผมชมด้วยความจริงใจ ทึ่งในความสามารถนักสืบรุ่นเก่า

“ผมไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด ผมก็ต้องเรียนรู้ บางครั้งได้รุ่นพี่ช่วยชี้แนะ บางครั้งอยู่ที่จังหวะเวลา” เขาแสดงสีหน้าจริงจัง ย้ำว่า หลายต่อหลายคดี ทุกอย่างมันเป็นไทม์มิ่งหมด ดวงคนจะจับได้

“เก่งหรือจะสู้เฮง” เขาให้นิยามไว้

“เอ่อพี่” ผมอ้ำอึ้ง “แล้วคดีระเบิดไปรษณีย์สามเสนล่ะ” ผมฉุกขึ้นได้ ตอนนั้นกำลังทำข่าวสังกัดสยามโพสต์เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เพราะคู่สนทนาตรงหน้าผมขณะนี้ถูกกล่าวหาจับแพะ

“เสียดายมาก ถูกมองแบบนั้น”  เขาขมวดคิ้ว “ทั้งที่เป็นสุดยอดของวิชาสืบสวนควนบรรจุเป็นตำราให้นักสืบรุ่นหลัง ใช้เวลาไม่กี่วันจับคนร้ายได้”

ทายาทอดีตอธิบดีกรมตำรวจย้อนปมว่า ขณะนั้นมีเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองบ่อยครั้ง สังคมพุ่งไปเรื่องประเด็นทางการเมือง เราสามารถจับได้ในเวลารวดเร็วที่แท้เป็นแค่คดีชู้สาวล้างแค้นส่วนตัว เราเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สภาพที่เกิดเหตุ ได้โกสินทร์ หินเธาว์ และประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ คู่รองผู้กำกับในหน่วยมาช่วยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อนมองตรงกันว่า ระเบิดน่าจะเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โยนกล่องพัสดุเข้าไปใต้โต๊ะแล้วแรงกระแทกทำให้ทำงานขึ้น สังเกตตรงที่เหยื่อขาขวาขาด มือขวาขาด ไม่น่าใช่เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลาเหมือนที่เคยเกิดบนรถประจำทางสาย 4 ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเท่ากับว่า ระเบิดน่าจะบรรจุอยู่ในกล่องพัสดุไปรษณีย์กล่องใดกล่องหนึ่งที่ลงบันทึกในสมุดบัญชีแล้ว

“พวกผมรวบรวมเอาเศษกระดาษทั้งหมดที่คาดเป็นชิ้นส่วนสมุดลงทะเบียนมาไล่ต่อจิ๊กซอว์จนได้ที่อยู่ของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นแค่ตัวเลขบ้านเลขที่ ตามไล่จนเจอบ้าน แม่ผู้หญิงบอกไม่เคยมีเรื่องกับใคร มีแต่ลูกสาวกำลังมีปัญหากับแฟนหนุ่ม เราก็ถามว่า ผู้ชายเป็นใคร ตามขยายต่อจนสามารถจับกุมได้ ยังไม่วายถูกกล่าวหาว่าจับแพะมาปิดคดีกลบกระแสให้รัฐบาล” ผู้พิชิตแฟ้มคดีระเบิดกลางกรุงส่ายหัว

“พี่ก็รู้ ตอนนั้นผู้ต้องหามันดันเป็นญาติกับนักข่าวเดลินิวส์นี่ครับ ถึงได้เป็นเรื่อง” ผมบอกเรื่องจริงที่เจ้าตัวรู้เบื้องหลังตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

“คุณนี่ก็จำแม่นเหมือนกันนะ”

“เอ่อ ..พี่ แล้วพี่ต้น ข่าวสด ทำไมถึงไม่ขึ้นมากองสืบแล้วล่ะ” ผมพยายามหาคำตอบมานานถึงพฤติกรรมของศักดา บุญประเสริฐ นักข่าวค่ายข่าวสดประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่เคยเกาะติดสนิทสนมตำรวจกองสืบสวนเหนือจนทำให้ผมผวาตกข่าว แต่ระยะหลังถูกยื่นคำขาดห้ามเข้ากอง

“ผมสั่งเอง” นายพันตำรวจเอกแววตาดุดันเล่นเอาผมต้องหลบสายตา

“ทำไมหรือพี่ เมื่อก่อนเห็นพี่ต้นก็สนิทกัน”

“เขาไม่ทำตามสัญญาลูกผู้ชาย”

ผมตั้งใจฟัง แต่หยิบแก้วจิบกาแฟที่เย็นเฉียบแก้เขิน

“จำคดีปล้นร้านทองสุทธิสารได้ไหม”

“จำได้สิครับ แม่นเลย วันนั้นสืบเหนือแถลงข่าวจับโกดังหนังสือโป๊รายใหญ่ ของกลางเต็มรถบรรทุก นักข่าวยังเก็บเอาไปอ่านหลายเล่ม”

ก่อนเข้าเทศกาลสงกรานต์แค่วันเดียว มี 3 คนร้ายบุกปล้นร้านทองชื่อ “ห้างทอง 9 ทองใบ” เลขที่ 349/1 ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร คนร้ายกวาดทองรูปพรรณหนักกว่า 600 บาท มูลค่า 3 ล้านเศษหนีลอยนวล

“ต้นเขาก็มาเฝ้าข่าวตามปกติ” อดีตผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือบอก “ตอนนั้นได้ข่าวคนร้ายอยู่ชลบุรี ต้นก็รู้ แต่ผมขอไว้อย่าเพิ่งออกข่าว สัญญาลูกผู้ชาย กำชับแล้วกำชับอีก” ถึงแม้เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี บัญชีดำยังคาใจเขา “คุณเชื่อไหม พอพวกผมยกกำลังลงจากกองเตรียมไปชลบุรี ต้นส่งข่าวเลย แบบนี้มันใช้ไม่ได้”

“จริงหรือครับ” ผมสงสัย แต่อดเห็นใจรุ่นพี่ร่วมอาชีพต่างค่ายไม่ได้ “แล้วพี่รู้ได้ยังไงครับ”

เขาตอบเหมือนกระซิบ “ต้นใช้โทรศัพท์กองส่งข่าว โทรศัพท์ผมติดเครื่องดักฟังไว้หมด”

“ชิบหายแล้ว” ผมนึกในใจ พยายามทบทวน เคยเผลอใช้โทรศัพท์กองสืบนินทาใครบ้างหรือเปล่า

“แต่ตอนนี้ถอดออกไปแล้ว” พันตำรวจเอกกฤษฎารู้ทัน “คุณไม่ต้องกังวล”

“สุดท้ายพี่ก็จับได้ ไม่ใช่หรือครับ”

“พูดถึงคดีนี้ คุณเชื่อไหม มันเกือบตันแล้ว” รองผู้บังคับการนักสืบว่า “จากไม่รู้อะไรเลย บังเอิญเจอเพื่อนที่เป็นหมอดูก็ลองปรึกษาดู เพื่อนคนนี้แนะนำต้องไปซื้อโลงศพ ผมไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลาง แต่ถ้าลองคงไม่เสียหาย ยอมรับว่า หมดท่าแล้ว ให้ลูกน้องไปมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งไปซื้อแล้วเอาใบเสร็จมาเผา วันรุ่งขึ้นได้ข่าวคนร้ายเป็นแก๊งจีนแผ่นดินใหญ่ไปตามจับได้ที่ห้างโรบินสันสีลม ก่อนขยายผลรวบยกแก๊ง”

นับเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสืบสวนเหนือในยุคที่เขาคุมทัพอีกคดี ทำให้ผมศรัทธา

“ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันอยู่ที่ความไว้ใจ” เขาบอกใบ้ในสัญญาณความเป็นมิตรภาพ

“ครับ สัญญาลูกผู้ชาย” ผมจำคำนี้เสมอ