ลูกหม้อตำรวจนักรบตระเวนชายแดน

พล.ต.ต.โกสินทร์ บุญสร้าง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผู้ผ่านประสบการณ์มากสมรภูมิตลอดชีวิตรับราชการสังกัดตำรวจป่า เป็นชาวตลิ่งชันฝั่งธนบุรี เกิดครอบครัวชาวสวน เรียนประถมอยู่วัดทองบางระมาด ไปต่อวัดจำปา ก่อนเข้ามัธยมโรงเรียนวัดสุวรรณาราม จากนั้นเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30 ด้วยความคิดแค่ว่า เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ไม่ต้องเสียค่าเทอมอะไรมาก และมีงานทำ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักอาชีพตำรวจเลย

“เข้ามาระบบโรงเรียนเหล่าก็ต้องทนเอา ในเมื่อเข้าไปแล้ว ผมมันลูกชาวสวนชาวนา ก็ต้องทนจนสำเร็จมา” อดีตนักรบสีกากีรำลึกความหลัง บรรจุลงเป็นตำรวจตระเวนชายแดนตามที่รุ่นพี่แนะนำลงไปอยู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ในสมัยนั้นกลายเป็น “พรานอาสา”ที่ลงสังกัดตระเวนชายแดน มี “วรพงษ์ ชิวปรีชา” เป็นบัดดี้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน

สมัยนั้น ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญว่า ตำรวจตระเวนชายแดนต้องผ่านหลักสูตรผู้บังคับหมวดเสียก่อน เขาได้  พล.ต.ต.วิภาส วิปุลากร ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 2 เป็นครูพาไปฝึกค่ายพระราม 6 ค่ายมฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ฝึกทุกอย่างเพื่อนำไปใช้ในภาคสนาม ฝึกให้เป็นผู้นำหน่วยให้มีภาวะความเป็นผู้นำ และรู้จักตำรวจตระเวนชายแดนมากขึ้น

เสร็จจากหลักสูตรเกิดปัญหาแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับเขมรแดง พล.ต.ต.โกสินทร์ ถูกย้ายลงเป็นผู้บังคับหมวดกองร้อย 2 วังชะโด อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ติดแนวชายแดน แล้วโยกเป็นผู้บังคับหมวดบ้านหนองเอี่ยน พื้นที่ปลายแหลมติดต่อกัมพูชาทางอรัญประเทศที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เขตรอยต่ออีสานใต้นาน 6 ปี เป็นผู้บังคับกองร้อย 2 กระทั่งปรับโครงสร้างเป็นกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 126 อยู่ที่อำเภออรัญประเทศอีก 6 ปี ถึงขึ้นรองผู้กำกับการสนับสนุนทางอากาศ หรือพลร่มค่ายนเรศวร ก่อนขยับเป็นผู้กำกับในหน่วยเดิม

ปี 2543 ขึ้นรองผู้บังคับการสนับสนุนทางอากาศ 2 ปี โดนโยกเป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ เป็นรองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 3 ค่ายดารารัศมี “ผมเป็นคนเดินเท้า ไม่เคยไปร้องขอใคร เราถือว่า เราเติบโตมาแค่นี้ก็ดีแล้ว ไม่เคยวิ่งเต้นใคร ร้องขอใคร ได้ตำแหน่งตามสเต็ป ตามขั้นตอน ทำงานของเรา  ตามบทบาทหน้าที่ของเรา” พล.ต.ต.โกสินทร์บอกอย่างภาคภูมิใจ สุดท้ายได้ความเป็นอาวุโสติดยศนายพลตำแหน่งผู้บังคับการสนับสนุนทางอากาศคนแรกภายหลังเปลี่ยนโครงสร้างใหม่นาน 3 ปีก้าวเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจนเกษียณอายุราชการเมื่อปลายเดือนกันยายนปี 2556

ประสบการณ์ที่ผ่านมา เจ้าตัวเล่าว่า สมัยเป็นผู้หมวดรบกับเขมรแดง ต้องเข้าไปดูแลพื้นที่มีเหตุการณ์ปะทะกันทุกวัน โดยเฉพาะปลายแหลมหนองเอี่ยน ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญ จบมาใหม่ๆ ถือว่า ประสบการณ์น้อย เรามีความรู้จริง แต่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ต้องไปเรียนรู้จากผู้ใต้บังคับบัญชาเรา ไม่ว่าจะเป็นรองหมวด จ่าหมวด เหล่านี้สำคัญ ความรู้ที่เรียนมาแทบจะใช้อะไรไม่ได้เลย รองหมวดต้องแนะนำตลอด ถือว่าเป็นครู เป็นนักรบผู้เฒ่าคอยสอน มีเหตุการณ์ทุกคืน แกก็สอนไปเรื่อยๆ ตอนแรกนึกว่าจะอยู่แค่ 2 ปี แต่ด้วยความผูกพัน ทำงานร่วมกันกับผู้ใต้บังคับบัญชา กินข้าวหม้อเดียวกัน ปฏิบัติการด้วยกัน นอนด้วยกัน ในฐานะพี่และน้องก็ไม่ย้าย อยู่ตลอด เป็นความผูกพันกัน

อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเล่าอีกว่า เหตุการณ์ที่ประทับใจสมัยนั้น คือ การเปิดยุทธการบ้านชำราก จังหวัดตราด ปฏิบัติการร่วมนาวิกโยธินของกองทัพเรือ และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดผลักดันเวียดนามที่เข้ามาลุกล้ำดินแดนไทย  ตำรวจตระเวนชายแดนสร้างชื่อเสียงพอสมควรในการปฏิบัติงานร่วมกันผลักดันเวียดนามออกนอกพื้นที่ “มันเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องแผ่นดินเรา ผมเคยถูกยิง โดนซุ่มยิง แต่ไม่เคยเป็นอะไร นี่คือการปฏิบัติงานตั้งแต่เป็นผู้บังคับหมวดก่อนมาที่ค่ายนเรศวรเข้าปฏิบัติยุทธการนเรศวรบริเวณด้านตะวันตกของแก่งกระจานช่วยตำรวจพลร่มที่หายไป ในป่าได้ใช้เวลาอยู่หลายเดือน”

ต่อมา พล.ต.ต.โกสินทร์ ยังมีส่วนร่วมในการเจรจาแก้ปัญหากะเหรี่ยงบุกยึดสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย ก่อนร่วมทีมปฏิบัติการคลี่คลายวิกฤติจี้ตัวประกันโรงพยาบาลราชบุรี ไปจนถึงการชิงตัวประกันในคดีนักโทษแหกคุกเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร เขามองว่า หลายเหตุการณ์สำคัญเป็นบทเรียนที่ต้องให้ตำรวจพลร่มมาฝึกฝนกันอีกเยอะกลายเป็นที่มาของมีหลักสูตรการบริหารยุทธการ สอนให้เรามีความพร้อม เราต้องมีโครงสร้างการบริหารวิกฤติการณ์ มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ สตาฟฟ์เสนอเครื่องมือให้ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ฝ่ายต่างๆ ต้องมีเสนอให้ แต่ก่อนเราไม่มี

หัวหน้าชุดตำรวจพลร่มเก่าชี้ว่า การตัดสินใจของผู้บัญชาการเหตุการณ์มีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงให้ได้ ดังนั้นผู้บัญชาการเหตุการณ์จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถด้านยุทธวิธี ไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ต้องมีภาวะความเป็นผู้นำ มีหลักการนำหน่วย มันขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจ เพราะแต่ละเรื่อง บางครั้งคนร้ายบีบให้เราต้องกระทำ เพราะถ้าไม่กระทำก็จะมีการสูญเสียมากยิ่งขึ้น การชั่งน้ำหนักตรงนี้สำคัญที่สุด

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.โกสินทร์มองอีกว่า การจะเป็นตำรวจ ต้องฝึกยุทธวิธี สำคัญที่สุดตอนอยู่ค่ายนเรศวร คือ เสมือนหน่วยทหารขนาดเล็กในการทำงาน หลักพื้นฐานก็มาจากทหารทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการโดยฉับพลัน 5 ลักษณะ เราซุ่มข้าศึกจะมียุทธวิธีทำอย่างไร ฝ่ายตรงข้ามซุ่มเราจะตอบโต้อย่างไร ฝ่ายตรงข้ามข้าศึกโจมตี เราจะตอบโต้อย่างไร ข้าศึกตามเราจะทำอย่างไร และหากเผชิญหน้าจะดำเนินกลยุทธ์อย่างไร อันนี้ต้องฝึกจนมีความชำนาญแล้วมันจะสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง ถ้าเราฝึกจนคล่องแคล่วชำนาญแล้วจะลดการสูญเสียได้ดีที่สุด

อดีตครูใหญ่ค่ายนเรศวรบอกว่า การปฏิบัติโดยฉับพลันต้องฝึกให้คล่อง ทุกคนต้องรู้ตำแหน่งตัวเอง นี่คือ พื้นฐาน การปฏิบัติการโดยฉับพลัน การตีโฉบฉวย การสร้างฐานปฏิบัติการต่างๆ เป็นพื้นฐานทั้งหมด การปิดล้อมตรวจค้นก็เป็นหัวใจ ทุกวันนี้จะพูดประจำเวลาไปบรรยายว่า การปิดล้อมตรวจค้น ถ้าไม่มีการฝึกการจัดกำลังที่เหมาะสมก็อาจเกิดการสูญเสีย ประการสำคัญ คือ การตรวจพื้นที่ปฏิบัติการแล้วก็มาวางแผน เขียนแผนจะทำอย่างไร จะใช้ระบบเข็มนาฬิกาก็ได้ เป็น 3 เซกชั่น แล้วเซกชั่นสุดท้ายเราต้องปล่อยว่างไว้อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามจนมุม หรือจะเป็นยุทธวิธีค้อนกับทั่ง การวางกำลังยังทันสมัยอยู่ มันต้องมาฟื้นฟูใหม่ให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าใจ

นักรบอาวุโสอธิบายต่อว่า นเรศวร 261 ถือเป็นหน่วยที่ค่อนข้างมีวินัย มีการฝึกหนัก เพราะเรารับเอง แต่กว่าจะรับเองได้ก็ต่อสู้กันมาตั้งนาน พยายามกำหนดคุณลักษณะไม่ว่า ตำรวจหญิง หรือชาย ตำรวจหญิงต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 165 เซ็นติเมตร ตำรวจชายสูง 170 เซ็นติเมตรเพื่อให้เกิดความสง่างาม เพราะว่า บทบาทของนเรศวร 261 ไม่ใช่แค่ปฏิบัติงานพิเศษอย่างเดียว แต่ต้องรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และสถานที่ต้องให้เกิดความศรัทธากับประชาชนทั่วไป

ทิ้งท้ายนายพลวัยเกษียณฝากถึงตำรวจตระเวนชายแดนรุ่นหลังว่า การเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ผู้บังคับบัญชาสมัยก่อนวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก ท่านวิภาค วิปุลากร ที่ถือเป็นครูของพวกเราบอกไว้ว่า จุดหมายปลายทางของตำรวจตระเวนชายแดน คือสร้างตำรวจตระเวนชายแดนให้มีอุดมการณ์ ให้มีเกียรติศักดิ์ มีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการปฏิบัติหน้าที่ ตามศักดิ์ของเรา 3 ประการ คือ ให้รักษาความสงบเรียบร้อยตามบทบาทของตำรวจ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพตามคุณลักษณะทหาร และให้มีประสิทธิภาพในการพัฒนา ช่วยเหลือประชาชนในความมั่นคงในหน้าที่พลเรือน

“อุดมการณ์ของตำรวจตระเวนชายแดนก็ยังใช้ได้ ที่เราท่องกันทุกเช้าๆ ในการรวมพล ให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าใจจุดหมายปลายทางของตำรวจตระเวนชายแดน เข้าใจอุดมคติของตำรวจที่ว่า เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต” พล.ต.ต.โกสินทร์จำแม่น

“ไม่ต้องไปจำอะไรมากมาย ที่ผ่านมาท่องกันแต่ไม่ปฏิบัติ ของเรามีดีๆ ทั้งนั้นเลย อุดมคติตำรวจ สอนคนให้เป็นคน ไม่มักมากในลาภผล รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต”

อดีตนายพลนักรบป่าว่า ปัจจุบันสังคมมันเปลี่ยนแปลง กระแสโลกาภิวัฒน์ทำสังคมเปลี่ยนไปเยอะ เอาอารยะธรรมตะวันตกเข้ามาเยอะแยะไปหมด เราก็เตรียมการไม่ทันในการปรับตัว เพราะคนเราหลากหลายความคิด สิ่งที่มักนำไปสอนตำรวจ คือ ยึดเอาหลักธรรมอิทธิบาท 4 ไปสอนด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา โดยฉันทะ คือ ความพอใจในตำแหน่งหน้าที่การงานของเรา เราเป็นผู้หมวด เราเป็นผู้กอง ทำอย่างไรพอใจ วิริยะ คือ ความเพียรในตำแหน่งหน้าที่ที่เรามีอยู่ คือ ความพอใจในหน้าที่ จิตตะ คือ การทำงานด้วยจิตใจจดจ่อ วิมังสา หาวิธีแก้ปัญหา เป็นผู้บังคับบัญชาต้องแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา อย่าไปเอาสิทธิประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นสิทธิประโยชน์ของตัวเอง เราต้องให้เขา ต้องมีความเสียสละ เราถึงอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม

“ผมพูดได้เต็มปาก เพราะเป็นคนเดินเท้า ด้วยสองเท้าตัวเอง เพราะมาได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องไปวิ่งเต้น ร้องขอใคร เป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่ไม่เคยถูกใครด่า ผมพูดได้เสียงดังฟังชัด ไม่ต้องเกรงกลัวใคร เพราะเราไม่มีแผล ผมไม่เคยมีผู้ใต้บังคับบัญชามาร้องเรียน มีแต่ให้ ผูกพันกับผู้ใต้บังคับบัญชา อยู่ค่ายก็อยู่อย่างพี่กับน้อง คำว่า ปกครองกับบังคับบัญชานั้นสำคัญ เหมือนนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ มันต้องชั่งน้ำหนักให้ได้ ปกครองต้องอย่างพี่กับน้อง ครูกับศิษย์ ไม่ใช่ไปลงโทษใช้ระเบียบอย่างเดียว การครองใจผู้ใต้บังคับบัญชาต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ การปกครองบังคับบัญชาจึงมีความจำเป็น ถ้าเราไปคลุกคลีกับเขา เขารักเราตายเลย”  

โกสินทร์ บุญสร้าง !!!