มันคงเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขครั้งสุดท้ายของเขา

ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ พาลูกชายและลูกสาววัยกำลังน่ารักไปฉลองปิดเทอมด้วยการกินสุกี้ตามประสาพ่อลูกเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562

เป็นภาพที่เศร้าสะเทือนใจและติดตาที่หลายคนอยากฝากไปถึงผู้บงการ “สั่งตาย” อดีตตำรวจนักเคลื่อนไหวช่วยเหลือด้านคดีอาญาและแฉพฤติกรรมทุจริตคนดังรายนี้

คือ ความสูญเสียของหัวใจดวงน้อยสองดวงที่ต้องกำพร้าพ่อ  

หลังจากอีก 3 วันต่อมามือปืนใจเหี้ยมได้ประกบยิง ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ อายุ 48 ปี เสียชีวิตภายในรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีขาว ทะเบียน ขง 9558 สงขลา ระหว่างมาถึงหน้าบ้านเลขที่ 154/39 ซอยประสานมิตร 2 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา

MK มื้อนี้เป็นของเรา ….มากินเป็ดกันครับ” เขาระบายความรู้สึกมีความสุขในเฟซบุ๊กเมื่อได้ถ่ายรูปกับลูกทั้งสองคน

“ปิดเทอมแล้วครับพ่อ…..ฐีอยากเที่ยว นัสอยากเรียนรู้โลกกว้าง”

แต่ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ จบโรงเรียนตำรวจภูธร 9 เป็นนักเรียนพลตำรวจ รุ่น 46 กองร้อยที่ 6 รับราชการครั้งแรกปี 2539 ประจำโรงพักกรงปินัง จังหวัดยะลา ปะทะต่อสู้คนร้ายได้ความดีความชอบ เลื่อนชั้นเป็นสัญญาบัตร ติดยศ ร.ต.ต. สังกัดกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา

กระทั่งปี 2557 โดนแจ้งความดำเนินคดีข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว คู่กรณีที่มาครอบครองปรปักษ์ในที่ติดของเขา ศาลพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท

แต่ผู้บังคับบัญชามองว่า เขากระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ 2547 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ทำให้เขาถูกสั่งปลดออกจากราชการ

เป็นชนวนเริ่มต้นให้ ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ ลุกขึ้นฟ้อง พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาขณะนั้น กลายเป็นประเด็นร้อนใน  “ยุทธจักรสีกากี” ที่สู้กันถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

ศาลเพิ่งอ่านคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 เห็นว่า พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยความสุจริต และไม่มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด

กระนั้นก็ตามหลังออกจากราชการ ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ ได้ผันตัวมาเป็นสวมบทนักเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่ถูกตำรวจรังแก หรือโดนเจ้าหน้าที่รัฐเอาเปรียบ ออกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในเฟซบุ๊กส่วนตัว

บางประเด็นถึงกับไลฟ์ประกาศเปิดตัวชัดเจนโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใด

เขาลุกขึ้นสู้เพื่อให้ประชาชนและตำรวจที่ถูกกลั่นแกล้งผู้บังคับบัญชารังแก

“อย่าท้อถอย ให้ลุกขึ้นสู้ทุกวิถีทาง เพื่อทวงคืนความชอบธรรม กอบกู้ศักดิ์ศรีให้แก่ตัวเองและครอบครัวกลับคืนมา ขอฝากเตือนไปยังตำรวจทุกนายที่คอยเอาใจ และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยปล่อยให้มีการแทรกแซง กระบวนการสอบสวน ให้ตระหนักและยึดถือความถูกต้องยุติธรรมแก่ประชาชนและผู้เสียหายเป็นหลัก อย่าให้เกิดการเสียหาย เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คนที่บงการสั่งการหรือแทรกแซง มักจะรอดแต่ผู้ที่รับใช้และทำตาม จุดจบมักจะเดินเข้าสู้ศาลสถิตยุติธรรม” เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2562 เจ้าตัวได้เรียกร้องไปถึง พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กรณีตำรวจจราจรสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี 3 นาย ตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ดำเนินคดี นายไชยา คุ้มอ่ำ ทนายความ ข้อหา ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานฯและขับขี่รถยนต์ในขณะมึนเมาสุรา

เนื่องจากมีพฤติกรรมที่มิชอบ

กระสุนสังหารเด็ดชีพ ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ อดีตนายตำรวจที่ผันมาเป็นผู้ช่วยเหลือในคดีอาญายังไม่รู้แน่ชัดเกิดจากฝีมือใคร และสาเหตุอะไร

แต่เชื่อว่าคงไม่เกินมือ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9

อย่างน้อยอย่าให้เขาตายฟรี

เพื่อเห็นแก่ลูกน้อยทั้งสองคนเถอะครับ