กระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับนายพลตำรวจหนุ่มคนดังตั้งแต่วันถูกคำสั่งเด้งเข้ากรุ

บุกล็อกตัว เข้าค้นเซฟเฮาส์ หายไร้ร่องรอย

จากบทที่เคยออกจอรายวัน ฟ้าผ่าฉับพลัน มีอันต้องล่องหน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล กลายเป็น “ดาวอับแสง” พุ่งแรงก่อนร่วงหล่นลงกะทันหัน

เจ้าตัวขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียดพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่นับถือให้ช่วย “หาทางออก” ในวันที่ความมืดมิดเข้ามาสู่ทางเดินชีวิต

“มี สร.1 คนเดียวเท่านั้นที่ช่วยได้” ใครบางคนบอก

หลังจากนั้น นายพลหนุ่มไม่มีทีท่าคลายกังวล ขอตัวเดินทางไปวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

หวังปฏิบัติธรรมทำสมาธิ

แต่วิบากกรรมครั้งนี้เหมือนเพิ่มเริ่มต้น นับตั้งแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามสั่งย้ายไปปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็น “ดาบแรก” โดยขาดจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ต่อมา แม่ทัพสูงสุด ออกคำสั่งผ่านวิทยุในราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด่วนพิเศษที่ 0007/160 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 พิจารณามอบหมายให้ข้าราชการตำรวจที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์เหมาะสมไปปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ต่าง ๆ แทน ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ หรือเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

รวมถึง ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ศูนย์ปราบปรามเงินกู้คืนโฉนดที่ดิน

หน่วยงานเฉพาะกิจที่สร้างชื่อเสียง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ปรากฏลงตามสื่อมวลชน

รอเวลาประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเพื่อพิจารณาโยกพ้นเก้าอี้ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไปเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทำไปทำมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำท่าจะดึงเกมขอยืดเวลานั่งประธานที่ประชุมไปอีกวัน

แต่คงไม่ทันใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ งัดมาตรา 44 ออกมาจัดการดับประเด็นร้อน  ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม

โอนย้ายจากข้าราชการตำรวจ มาเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นักบริหารระดับสูง) โดยให้มีผลทันที ตั้งแต่วันนี้ 9 เมษายน เป็นต้นไป

ล้อกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 16/2558 เรื่อง  มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตราชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558

ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุในคำสั่งชัดเจน

โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐหลายรายอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

มูลกรณีเป็นเรื่องกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ทำให้เสียหายแก่ทางราชการหรือทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด แต่บางเรื่องมีการกระทำเป็นขบวนการ การตรวจสอบจึงใช้เวลานานและบางเรื่องไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเท่าที่ควรดังที่หน่วยงานตรวจสอบดังกล่าวได้แจ้งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลทราบมาเป็นลำดับ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราชการ 2557   หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เห็นควรกำหนดมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบดังกล่าวและกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเพื่อรองรับมาตรการเช่นว่านั้น

ลอตแรกมีข้าราชการหลากหลายสำนักถูกต้อน “เข้ากรุ” ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  24 ราย แบ่งเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 4 ราย กระทรวงการคลัง 6 ราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ราย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 ราย กระทรวงมหาดไทย 10 ราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีรายเดียว คือ พล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง จเรตำรวจ

นอกนั้นเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ 1 ราย นายกและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำรวจ 14 ราย นายกเทศมนตรี 3 ราย ปลัดและรองปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 3 ราย

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ต่างมีมติรับทราบ

เพียงแต่ไร้เงา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่อ้างป่วยท้องเสียขอลาเข้าร่วมหารือ

ถือเป็น “ดาบสาม” ฟันอดีตนายพลตำรวจโทที่ถูกมองอนาคตไกลและมีอำนาจใหญ่กว่าพลตำรวจเอกบางคน

ดาบต่อไปจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม

เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นกับมรสุมชีวิตของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จะพาดผ่านไปถึง “บริวารรอบกาย” และ “นายใหญ่” ด้วยหรือเปล่า

ชาวสีกากีทั้ง “กองเชียร์ กองแช่ง” คงลุ้นกันตาไม่กระพริบ !!!