ลายเป็นนักสืบระดับตำนานไปแล้ว

หลังจากเกษียณอายุราชการถอดเครื่องแบบสีกากีเป็นราษฎร์เต็มขั้น แต่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ยังคงทิ้งเรื่องราวดี ๆ ประดับวงการมือปราบไว้มากมาย เป็นบุคลากรขององค์กรสีกากีที่ต้องยกย่องกล่าวขานชั่วกาลนาน

พล.ต.อ.อัศวิน ถือเป็นนักสืบชั้นครูที่รุ่นน้องต้องศึกษา เติบโตจากเด็กบ้านนอก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี จำคำสั่งสอนของพ่อแม่แม่นยำในวัยเด็กว่า “เวลาไปโรงเรียนต้องขยันเรียนนะลูก โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน”  มันเป็นคำสอนที่เขาฝังใจ ถ้าเรียนให้เก่ง ๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน หมายถึงรับราชการ เจ้าตัวเลยมุ่งมั่นขยันเล่าเรียน อยากเป็นตำรวจ แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาสอบเตรียมทหาร เพราะสมัยนั้นการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ลำบาก

“เด็กบ้านนอกเข้ากรุงก็ขาสั่นแล้ว” พล.ต.อ.อัศวินรำลึกความหลังวัยละอ่อน เขาเล่าว่า พอจบมัธยมปลายก็ไปเอ็นทรานซ์เข้าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จังหวะบังเอิญนั่งรถกลับจากกรุงเทพฯ ผ่านองค์พระปฐมเจดีย์ เห็นโรงเรียนตำรวจภูธร 7 เปิดรับสมัครนักเรียนพลตำรวจ ตัดนินใจลงไปดูรายละเอียด คิดไปคิดมาเป็นตำรวจดีกว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปี พ่อแม่คงไม่เงินส่งเสีย

เข้าอบรมพลตำรวจ 6 เดือนเป็นตำรวจเต็มตัวบรรจุที่ สภ.อ.เมืองสุพรรณบุรี ก่อนเอาวุฒิ ม.ศ.5 ไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปีแรกเทียบรุ่น 28 ได้ที่ 5 แต่ไม่ผ่านตรวจโรค ปีถัดมาสอบอีกก็ตกตรวจโรคอีก ไม่รู้ว่าตัวเองหูเป็นน้ำหนวก เพราะไม่มีใครบอก กระทั่ง พล.ต.ท.นพ.อุทัย ศรีอรุณ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เรียกไป แกว่า ไอ้หนู เมื่อปีกลายก็ตกตรวจโรค ทำไม่ไม่ไปรักษา “ผมบอกไม่รู้ แกก็เขียนจดหมายให้ไปหาเพื่อนที่ รพ.รามา ให้ไปเดี๋ยวนั้น ไปผ่าหู ผมก็นั่งแท็กซี่ไปผ่า นอนอยู่คืน รุ่งเช้าก็กลับ” ปีต่อมา พล.ต.อ.อัศวิน ถึงสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยสำเร็จในรุ่น 30 ได้ที่ 30 พอดีด้วย เขาถึงอยากขอบพระคุณแพทย์ใหญ่อย่างหมออุทัย ศรีอรุณ หากไม่บอกป่านนี้เด็กบ้านนอกอย่างอัศวินคงไม่ได้เป็นตำรวจมือปราบคนดังระดับตำนานทุกวันนี้

หมวดอัศวินบรรจุครั้งแรกเป็นรองสารวัตรอยู่โรงพักสำเหร่ ผู้ใหญ่เห็นหน่วยก้านดีจึงมอบหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าสายสืบ บู๊อยู่ 2 ปีขอย้ายกลับบ้านสุพรรณบุรี ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า เคยเป็นพลตำรวจอยู่เมืองสุพรรณ  เพื่อนฝูงเยอะไม่เหมาะจะกลับไปเลยให้อยู่โรงพักอู่ทองแทน และตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจจังหวัด คุมพื้นที่ทั่วเมืองสุพรรณนานปีเศษก็มีเรื่องถูกดำเนินคดีอุ้มฆ่า

“ผมเอาคนไป 3 คน แก๊งลักเครื่องสูบน้ำ ทำมาเยอะหลายจังหวัด ทั้งสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชาวบ้านเดือดร้อน เลยคุยกับลูกน้องเอาไว้ไม่ไหวแล้ว เอาแม่งไปยิงทิ้งให้หมด ผมไม่เคยเอาไว้พวกโจรเหล่านี้ วันนั้นไปกับลูกน้อง 2 คน จัดการเป่าทิ้งตรงคันนาแล้วกลับมานอน รุ่งเช้าลูกน้องมาเคาะห้อง บอกเกิดเรื่องใหญ่แล้ว ” พล.ต.อ.อัศวินบอก

พ.ต.อ.ราชศักดิ์ จันทรัตน์ เป็นผกก.ภ.จ.กาญจนบุรี มือปราบปืนโหดไปชันสูตรพลิกศพเหยื่อ 2 รายที่ถูกยิงเขต อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ด้วยอารมณ์ไม่พอใจ หาว่าคนที่ทำไม่ให้เกียรติ ตอนนั้น หมวดอัศวินยังงัวเงียเมาขี้ตาอยู่ ถามลูกน้องว่า ตรงไหน ได้รับการยืนยันเป็นจุดเดียวกับที่เขาเอาแก๊งลักเครื่องสูบน้ำไปยิงทิ้ง “ผมถามว่า เมื่อคืนเราเอาไปทิ้งเขตเราไม่ใช่เหรอ ลูกน้องย้ำว่า ไม่ใช่ครับ มันข้ามห้วยไปนิดนึง ไอ้ตรงนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ทำไมมันมี 2 คน หายไปไหนคน ผมเลยถาม มึงจะบ้าเหรอ เมื่อคืนมึงก็ไปกับกู หายไปคน เฮ้ย ถ้าอย่างนั้นไปดูเลย ลูกน้องก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูแล้วกลับมาบอกว่า หมวด ๆ มันหายไปคนจริง ๆ ด้วย”

“ ผมให้รีบไปตามหาด่วนเลยว่ามันอยู่ทีไหน โรงพยาบาลไหน เอารถกระบะอีกคันตระเวนหา หาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในละแวกนั้น ปรากฏว่า ไปส่งโรงพยาบาลกำแพงแสน ญาติตามไปไม่ยอมให้ย้ายเข้ามานอนโรงพยาบาลโรงเรียนการบิน กำแพงแสน แต่เราเข้าไม่ได้ ผมจะเข้าไปซ้ำ มันต้องทำ กะเข้าไปยิงสวมไอ้โม่งเข้าไปซ้ำแล้วออกมาก็จบ พอเข้าไม่ได้แล้วยุ่งแน่” นายพลมือปราบย้อนวีรกรรมชีวิต

“ผมยิงเข้าท้ายทอย 3 นัด มันไม่ตาย ตอนหลังมารู้จากหมอเป็น 1 ในล้าน กะโหลกหนา แล้วยังจำความได้อีก บอกหมวดวินกับลูกน้องเอาขึ้นรถมา 3 คน พูดหมดเลย ตอนหลังต้องให้คนไปขอโทษท่านราชศักดิ์ว่า ผมทำเพื่อใครล่ะ ไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเองเลย ถามว่า มันตายผมได้อะไร ผมไม่ได้อะไรเลย เปลืองลูกปืนด้วย เสี่ยงชีวิตด้วย ราชศักดิ์บอก ยังไงก็ต้องดำเนินคดีมึง กูต้องจับมึงก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน เป็นข่าวดังมาก ร้อยตำรวจโทปืนโหด”

ถูกจับขังโรงพัก 6 คืน พล.ต.อ.อัศวินบอกว่า ตอนแรกไม่เท่าไร พอครบ 7วันเข้าเรือนจำกาญจนบุรี ไปถึงก็รู้แล้วว่าลำบาก คิดว่าเป็นตำรวจคงไม่ต้องตีตรวน แต่ก็ต้องตีตรวน ตีตรวนก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมา คือ ถอดกางเกงไม่ได้ ต้องจ้างวิธีเอากางเกงลอดตรวนออก ต้องมีวิธี เอาบุหรี่จ้าง อยู่ได้สักพักก็จ้างให้ช่วยขัดตรวนด้วย ถ้าเป็นสนิมแล้วเกิดเป็นแผลขึ้นมามันจะเน่า ขัดมันวับ ตอนหลังมีคนมาดูแล อยู่ 62 วัน คิดว่า ชีวิตตำรวจจบแล้ว ออกจากราชการแน่ ต้องออกต้องติดคุก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวจะหนีตั้งแต่อยู่โรงพักแล้ว

“พ่อผมมาพูดอยู่คำ พ่อยังมีนาอยู่นะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะขายนาสู้ จะประกันตัว ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็หนีประกัน ยึด ก็ยึดไป เพราะโทษมันประหารแน่อยู่แล้ว ตอนหลังก็ต้องไปเคลียร์ค่าทำศพคนละแสน ส่วนคนเจ็บเคลียร์แสนห้า แพงกว่าคนตายอีก ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นตำนานว่า กูยังไงก็ไม่พูดกับคนเป็น เคลียร์จนมันยอม มีราชศักดิ์ช่วย คงเป็นคำพูดที่ผมบอกว่า ผมทำเพื่อใคร ผู้ใหญ่ก็คุยกันบอกว่า มันก็ทำเพื่อชาวบ้าน เชื่อมั้ยชาวบ้านแห่ไปเยี่ยมวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 300-400 คน เขารักเรามาก มาหาหมวดวินได้เรื่องทุกอย่าง อะไรก็ได้”

รอดพงหนามครั้งนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ถูกย้ายไปอยู่นครปฐม พร้อมมีสลักหลังไว้เลยว่า ห้ามเข้าเขตสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ไปเป็นรองสวป.สภ.เมืองนครปฐม รายงานตัวกับ พล.ต.ท.โสภณ สะวิคามิน ที่ขณะนั้นเป็น ผกก.ภ.จ.นครปฐม ตั้งให้เป็นหัวหน้าเฉพาะกิจ 59 คุมพื้นที่ทั้งจังหวัด ก่อนขึ้นสารวัตรกองร้อยรถถัง บก.ภ.3 มีกำลัง 100 กว่านาย เป็นนปพ.เขต คุม 8 จังหวัดพื้นที่ภูธรภาค 7 ในปัจจุบัน ได้ไปเป็นมือทำงานให้ พล.ต.อ.เขตต์ นิ่มสมบุญ มือปราบภูธรรุ่น จนปี 28-32 ย้ายไปอยู่ด่านช้าง กาญจนบุรี แล้วกลับมาขึ้น รอง ผกก.ภ.จ.นครปฐม นาน 4 ปี

มีอยู่วัน พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ เขาตัดสินใจเข้าไปหาเพื่อขอเข้าเรียนหลักสูตร ผกก. เป็นจังหวะที่ พล.ต.อ.สวัสดิ์ กำลังนั่งคุยอยู่กับ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ และนายตำรวจในสำนักงานอีกหลายคน “พล.ต.อ.สวัสดิ์หันมาถามว่า ลื้อจะไปเรียนทำไม ผมก็บอกพอมีโอกาสอยากเข้าโรงเรียน เผื่อท่านเป็นอธิบดีผมจะได้ขอขึ้น ผกก.เลย ท่านสวัสดิ์ถามกลับมาว่า แล้วใครเป็นคนตั้งวะ ผมบอกถ้า ผกก.ก็ต้องอธิบดีเป็นคนตั้ง แต่รองอย่างท่านก็ขอได้ สวัสดิ์พูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าอั๊วตั้งได้ ลื้อไม่ต้องเข้าโรงเรียนเลย ลื้อกลับไปทำงานแล้วห้ามมาพูดเรื่องเข้าโรงเรียนอีก เดี๋ยวกูจะถีบให้กระเด็นเลย”

ผ่านไปหลายเดือนยังไม่ถึงคิวจะเข้าโรงเรียน พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ เป็นผกก.วิทยาลัยพยาบาล จะขอขึ้น รอง ผบก. แล้วโทรมาตาม พล.ต.อ.อัศวิน ว่า นายสวัสดิ์จะคุยด้วย เขารีบไปหาได้รับตอบว่า “อั๊วจะให้ลื้อขึ้น ผกก.” ตอนนั้น พล.ต.อ.อัศวินแค่ยิ้มตอบว่า “นายทำตลกไปได้ จะเป็นได้ยังไงเมื่อยังไม่เข้าโรงเรียนเลย เที่ยวนี้ขอเข้าโรงเรียนก่อนนะ”  เท่านั้นแหละพล.ต.อ.สวัสดิ์ด่าสวนทันทีว่า “ไอ้เหี้ย เดี๋ยวกูถีบกระเด็นเลย กูจะให้มึงต่อไอ้ชิต” พอออกมาจากห้อง พล.ต.อ.พิชิตมาคุยบอก “ไอ้วิน มึงแทนกูเลย ไม่ต้องเข้โรงเรียน พรุ่งนี้มึงให้พี่เขตต์มาพูดอีกที แต่เมื่อกี้กูได้ยินแล้ว เขารับปากจะให้มึงมาแทนกู เพราะกูก็อยากให้มีคนดันแรงอีกนิดจะได้ขึ้น รองผู้การ” สุดท้าย พล.ต.อ.พิชิต ขึ้นเป็นรองเลขานุการกรมตำรวจ เปิดเก้าอี้ให้ พล.ต.อ.อัศวินมานั้นแทนตำแหน่ง ผกก.วิทยาลัยพยาบาล แต่ไม่เคยไปทำงานเลย ตัวไปทำคดีอาชญากรรมที่ภูธรต่อแถมยังนั่งรักษาการ ผกก.สส.ภ.7 ด้วย

ถึงยุค พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา เป็นอธิบดีกรมตำรวจ คำนึง ธรรมเกษม ถูกตั้งให้เป็นผู้การกองปราบปราม ต้องการหานายตำรวจมือปราบฝีมือดีไปเสริมทัพในตำแหน่งรองผู้การ ในส่วนนครบาลพวกเขาเลือก ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ขณะที่ภูธร คำนึงไม่รู้จักใครจึงหารือเขตต์ นิ่มสมบุญ ได้อัศวิน ขวัญเมือง ไปเป็นเขี้ยวเล็บรับผิดชอบพื้นที่ภูธรสร้างผลงานให้กองปราบปรามไว้มากมาย กระทั่งเกิดคดีโจ ด่านช้าง ตำนานมือปราบชาวเมืองสุพรรณเล่าว่า กำลังจะขับรถมาประชุมที่กองปราบปราม คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็น ผกก.สส.ภ.7 เพื่อนร่วมรุ่นโทรศัพท์มาหา บอกท่านสล้าง บุนนาคจะคุยด้วย ก่อนตามตัวไปพบที่จุดเกิดเหตุแบบไม่รู้สถานการณ์อะไรเลย

“ ไปถึงเห็นคนเต็มไปหมด ยืนมุงดูกัน 2 พันกว่าคนยาวบนคันนาประมาณ 2 กม. ผมแต่งเครื่องแบบเตรียมประชุมลงจากรถคนตบมือกันลั่น เหมือนตกกระไดพลอยโจน รองสล้างให้ไปกล่อมพวกนั้นออกมา อ้างว่า คนร้ายน่าจะรู้จักผม ถ้าอัศวินคุยมันจะฟัง ผมต้องถอดเครื่องแบบเหลือแค่เสื้อกล้ามนั่งเรือพายเข้าไปเจรจา คุยอยู่พัก เริ่มรู้ว่ามันรู้จักเราจริง แต่เราไม่รู้จักมัน ตะโกนคุยกันตอนแรก ผมถามรู้จัักกูเปล่า มันบอกรู้จักหมวด ถ้าเรียกหมวดแสดงว่ารู้จักเราตั้งแต่อยู่อู่ทอง ถ้าเรียกสารวัตรก็ต้องอยู่ด่านช้าง ปรากฏว่ามันเป็นเด็กอู่ทอง ไปโตที่ด่านช้าง เราใจชื้นแล้ว มันรู้จักเราแน่ คุยกันจนยอมมอบตัว” พล.ต.อ.อัศวินเล่านาทีคดีประวัติศาสตร์

       “ผมพาเดินออกมา 6 คน พอมาถึงรองสล้าง แกด่าฉิบหาย ผมจะไปรู้เรื่องเหรอ ไม่เคยบอกอะไรเลย แค่บอกให้ไปเอามา รองสล้างว่า ไอ้ลื้อ เอามันออกมาทำไม ลื้อมันเดี๋ยวนี้ใจไม่ถึง จะให้เอากลับเข้าไปใหม่ ผมบอกไม่ได้ ไม่ใช่ใจถึงไม่ถึง ผมทำอะไรให้ประเทศชาติมาเยอะแยะแล้วท่านก็รู้ แต่อย่างนี้คน 2-3 พันคนจะทำอย่างไร รองสล้างสวนว่า ลื้อแม่งเดี๋ยวนี้มันใหญ่โต หันไปทางคำรณวิทย์บอก ดูดิไอ้แจ๊ด เดี๋ยวนี้มันใหญ่โต เป็นรองผู้การแล้ว จะให้เอากลับไป ผมเลยตัดบท แบบนี้ผมไม่เอา ผมเดินกลับเลย ล้างขาเสร็จขึ้นรถขับกลับออกมา ไม่รับรู้อะไรอีกเลย พอเปิดวิทยุฟังรู้สึกเสียใจ ไม่รู้จะทำยังไง พ่อแม่มันก็ไม่เข้าใจ ด่าเรา ต้องไปขอโทษขอโพยถึงบ้าน อธิบายให้ฟังไม่ได้เริ่มจากผม ไม่เชื่อไปย้อนถามชาวบ้าน แต่สังคมกลับมองว่า ผมพาเข้าไปยิง ทั้งที่ผมไม่ได้อยู่แล้วหลังทะเลาะกับรองสล้าง ผมเสียความรู้สึกมากงานนี้”

ผ่านเรื่องราวครั้งนั้นไม่นาน พล.ต.อ.อัศวิน ขึ้นติดยศนายพลตำแหน่ง ผบก.ภ.จ.เชียงราย ตามล้างคาราวานยาเสพติดแบบถึงลูกถึงคนนาน 7 เดือนก่อนย้ายกลับถิ่นผงาดในตำแหน่งผู้การกองปราบปราม เป็นเหตุการณ์ที่เขายังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.มหาดไทย นั่งหารือกับ พล.ต.อ.อำนวย เพชรศิริ ตอนนั้นเป็น ผบช.กำลังพลต้องการเปลี่ยนตัวผู้การกองปราบ ให้คัดนายตำรวจฝีมือดีมาเป็น ปรากฏว่า พล.ต.อ.อำนวยโทรไปหาที่เชียงรายบอกเสธ.หนั่นจะคุยด้วย เสธ.บอกว่า “เฮ้ย อัศวิน  ผมเป็นคนพิจิตร แต่เมียผมคนพะเยา เมื่อก่อนเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย พรุ่งนี้เช้าผมอยากจะกินสับปะรดนางแล ผมตื่นขึ้นมาจะได้กินเลย คุณจัดการมาที แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” อดีตผู้การเชียงรายก่อนมาเป็นผู้การกองปราบจำคำแม่น

      “ผมนึกในใจชิบหายแล้ว ตอนนั้น 4 ทุ่มเรียกนายเวรที่เป็นคนเชียงรายมาถามว่า สับปะรดนางแลที่ไหนวะ มันบอกเพิ่งออก เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปซื้อให้เยอะแยะเลยข้างถนนกิโลละ 5 บาท ผมบอกกูจะเอาคืนนี้ นายเวรยังเถียงว่า คืนนี้อย่าไปเอาเลยต้องไปจ้างมันตัด โลละ 7-8 บาท ผมเลยด่า ไอ้สัตว์โลละ 100 ก็ต้องซื้อ รีบไปจัดการ ให้นายเวรขนไป 300 กว่าโลขับรถจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯตั้งแต่เทียงคืน กำชับต้องไปถึงบ้านสนามบินน้ำก่อนแกตื่น ส่วนผมรอเช้าขึ้นเครื่องบินตามไปสมทบ นายเวรถึงก่อนเสธ.หนั่นตื่นเลยให้ปอกรอไว้เลย มีท่านอำนวย เพชรศิริ รออยู่แล้ว”

พล.ต.สนั่นตื่นขึ้นมาเห็นสับปะรดวางอยู่แล้วถึงกับหัวเราะบอก พล.ต.อ.อำนวยว่า “โอเคนะ ข้อเสนอของคุณมันโอเค  ศักยภาพมันได้ ผมจะกินสับปะรดมันยังเอามาให้ผมกินทัน” ไม่กี่วันประชุม ก.ตร.ก็เอาอัศวินไปเป็นผู้การกองปราบ “แต่ไม่ใช่เพราะสับปะรดนะ ผมยังแซวท่านอำนวยเลยว่า ถ้าผมเอามาไม่ทัน ผมคงไม่ได้เป็น ท่านอำนวยบอกเขาตกลงกันแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ที่โทรศัพท์ไปสั่งสับปะรด แค่จะแกล้งอำเล่น ผมก็ไม่คิดหรอกว่าจะเป็นผู้การกองปราบ ชีวิตแค่อยากโตในพื้นที่ที่ถนัดอย่างภูธรภาค 7 เพราะเราคนที่นั่น”พล.ต.อ.อัศวินเล่าเหตุการณ์ติดตลก

เจ้าตัวยังพูดถึงประสบการณ์งานสืบสวนว่า บางครั้งการทำคดี ความสามาถเฉพาะตัวอย่างเดียวช่วยไม่ได้เต็มที่ ความมีโชค ความมีเพื่อน มีลูกน้องเยอะ บางเรื่อง ยังไงก็ไม่น่าจะได้ก็ได้ เช่น ที่ได้แบบฟลุ๊ก ไม่ได้เพราะฝีมือเลย มี 2เรื่อง คดีแรกปิดถนนยิงที่บายพาสชลบุรี ตาย 3ศพ ตระกูลเจ้าพ่อบ้านบึง อีกเรื่อง คือ แหม่มรัสเซียตอนเป็น ผบช.ภ.2 คดีแหม่ม ท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็น ผบ.ตร. เหตุเกิดได้4-5วัน มันดังมาก โทรมาหาบอก “อัศวิน พี่ให้เวลาเราอีก 7 วัน ถ้าไม่เรียบร้อย อัศวินเก็บของเลยนะ อย่าว่ากันนะ มาอยู่ที่ ตร.นะ ผมก็รับครับ ผมไปทำงานอยู่ที่เกิดเหตุทุกวันไมเคยเข้ากองบัญชาการเลย มันก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีอะไรชัดเจน หากระทั่งปวดหัวไปหมดแล้ว คิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตีสามตีสี่มาเดินตรงจุดนั้นทุกวัน เอาไสยศาสตร์เข้าช่วยแล้ว ลูกน้องยังแซวว่า นายแล้วเขาจะรู้เรื่องเหรอ เพราะเขาเป็นรัสเซีย ผมเหมือนคนเพี้ยนไปแล้ว ต้องพึ่งผีแล้ว”

ยิ่งใกล้เส้นตายเข้ามาทุกที นายตำรวจมือปราบถึงกับเครียด อยู่ดี ๆ ก็มีลูกน้องเก่าโทรศัพท์มาหาตอนตี 5 เป็นจังหวะที่เขายังสารวนอยู่ในที่เกิดเหตุ มันถาม พล.ต.อ.อัศวินว่า “นายอยู่ไหน เขาว่ามันมีคดียิงแหม่มฝรั่งเหรอ” ทำเอามือปราบของขึ้นหลุดด่าไปว่า “ ยัดแม่ง กวนส้นตีนกูแต่เช้าเลย วิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์มีทุกช่อง ถ้าอยู่ใกล้ ๆ จะกระทืบเลย” แต่กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เมื่อลูกน้องบอกเจตนาที่แท้จริงว่า ไปสระแก้วรับจ้างไถไร่ ไม่รู้เรื่อง ไม่เคยดูข่าว ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ พอกลับมาตี 2 ไปดูคอกวัว เจอหลานชายเอาคนแปลกหน้าเข้ามานอน และขอนอนอีกคืน พรุ่งนี้จะไปแล้ว มันบอกไปฆ่าฝรั่งมาที่จอมเทียน

เล่นเอา พล.ต.อ.อัศวินตาสว่างถามให้แน่ใจอีกครั้งว่าจริงหรือ เมื่อชัดเจนแล้วเขารีบบึ่งรถไปทันที มันกำลังนอนหลับอยู่ “ผมเข้าไปเขย่าตัวปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้วยิงคำถามเลยว่า มึงไปฆ่าเขาทำไมฝรั่ง 2คนนั้น มันอ้างไม่เจตนา แหม่มมันเอากระเป๋าตีก่อน จับคนร้ายได้ทั้งรถทั้งปืน เป็นการจับได้บังเอิญจริง ๆ” ตำนานนักสืบผู้พิชิตคดีดังเผยเบื้องหลัง เช่นเดียวกับอีกคดีที่เกิดขึ้นสมัยไปช่วยงาน พล.ต.อ.เขตต์ นิ่มสมบุญ ในพื้นที่ภาคตะวันออก มือปืนยิงถล่มเหยื่อ 3 ศพคนดังบ้านบึงพาเอาเขาเครียด หลังหาข่าวแล้วไม่มีความคืบหน้า

ตกเย็นเขาชวน พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ ไปนั่งกระดกเหล้าวางแผนเที่ยวคลายเครียดที่เชียงใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น ว่าแล้วก็จัดแจงโทรศัพท์หา พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ นิยมเสริม ที่ตอนนั้นอยู่ตาก แต่มีบ้านอยู่กำแพงเพชร จัดโปรแกรมจะขับรถขึ้นไปรับเกริกฤทธิ์ ลูกน้องมือดีที่วังเจ้าแล้วเข้าไปนอนแม่สอด 1 คืนถึงขึ้นเชียงใหม่แล้ววกกลับมาทางพิษณุโลกแยกกันตรงนั้น แต่นักสืบรุ่นน้องกลับเปลี่ยนโปรแกรมให้เสร็จบอกให้ขึ้นทางพิษณุโลกขากลับค่อยลงมาทางวังเจ้า เพราะจะมีของฝากกลับมาให้ด้วย “ผมก็ถามว่า อะไรวะ เกริกฤทธิ์บอก ก็ไอ้คนที่ยิง 3ศพบ้านบึง มันเป็นลูกน้อง ปืนก็ยังอยู่เลย ไม่ต้องห่วง ผมเลยรีบถามว่า แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน พอรู้อยู่กำแพงเพชร ผมรีบตีรถขึ้นไปเลย ไม่รอพรุ่งนี้แล้ว คุยกันจนได้มือปืนและปืนของกลาง มันเป็นเรื่องฟลุ๊ก ที่อยู่ดี ๆ ก็ปิดคดีได้เฉย”

นักสืบระดับพระกาฬชั้นครูยังฝากเกร็ดเล็กน้อยถึงรุ่นน้องว่า อาชีพนักสืบเหมือนหมาล่าเนื้อ ถ้าทำประสบความสำเร็จมันก็จะได้รับคำชม อยากให้คิดว่า สิ่งที่ได้สิ่งแรกเลย คือ ความภูมิใจ  “ใครที่ทำไม่ได้ แต่เราทำได้มันจะมีความภูมิใจ ผมจะพูดกับตัวเองเสมอ ใครว่าทำไม่ได้กูไม่เชื่อ แต่กูทำได้ เราจะสอนรุ่นน้องตลอด สิ่งที่ได้ คือความภูมิใจแก่ตัวเราเอง ถามว่า มีมั้ยคดีที่ทำไม่ได้ มี แต่น้อย”

อัศวิน ขวัญเมือง !!!