ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมเมื่อหลายปีก่อน เป็นเหตุ ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตร้อยเอก ผบ.ร้อยสารวัตรทหาร ประจำ บก.ทหารสูงสุด ต้องจบเส้นทางอาชีพทหารที่เขารักเบนเข็มไปจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างเนื้อสร้างตัวก่อนได้สัมปทานตลาดคลองเตยในนามบริษัท ลิเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด

ทำให้ชื่อของเขากลับมาโด่งดังในยุทธจักรอีกครั้ง

ธรรมนัส หรือพชร หรือมนัส พรหมเผ่า เคยเป็นทหารหนุ่มไฟแรงจบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 นายร้อย จปร.รุ่น 36 มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นตำรวจดังในวงการ อาทิ พ.ต.อ.ชัชชม คล้ายคลึง รอง ผบก.ปทส. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 ป. พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผกก.1 บก.ตปพ.(ยศ-ตำแหน่งขณะนั้น)

อดีตนายทหารชื่อดังที่ถูกสังคมส่วนใหญ่มองภาพเป็นลบมาตลอดสิบปีที่ผ่านมาถึงตัวตนที่แท้จริงของเขากับนิตยสาร COP’S ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552 พร้อมทั้งแกะปลือกที่ค้างค้างใจเกี่ยวกับกรณีพิพาทเรื่องตลาดคลองเตยซึ่งยังยืดเยื้อคาราคาซังมาถึงทุกวันนี้ในฐานะที่เขาได้สิทธิการบริหารกิจการตลาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ธรรมนัสย้อนลำดับชีวิตว่า หลังจากต่อสู้คดีมายาวนานตั้งแต่ปี 40 กระทั่งปี 47 ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ใหญ่หลายคนถามว่าอยากกลับเข้าไปเป็นทหารเหมือนเดิมหรือไม่ ตอบทันทีเลยว่าไม่คิดกลับเข้ารับราชการ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นจะเป็นนายพลไม่กี่วันอยู่แล้ว ถ้ากลับเข้ารับราชการก็ระดับร้อยเอกนับหนึ่งใหม่ น้อง ๆ ที่เคยปกครองสมัยเป็นนักเรียนนายร้อยก็แซงหน้าไปหมดแล้ว ไปเป็นลูกน้องของรุ่นน้องมันไม่ใช่สไตล์ เลยหันเหชีวิตตอนนั้นอยากเล่นการเมืองตัดสินใจเข้าสู่แวดวงการเมือง เข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งหลายสมัยของพรรคไทยรักไทย อยู่เบื้องหลังคอยช่วยเหลือในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อดีตนายทหารหนุ่มบอกว่า ตอนเกิดเรื่องไม่ได้รับการประกันตัว อยู่เรือนจำนานถึงปี 44 ศาลอนุญาตให้ประกันก็หันมาทำธุรกิจของครอบครัวภรรยา จากชื่อพชร เปลี่ยนกลับไปเป็นมนัส ระยะหนึ่งแล้วถึงเป็นธรรมนัส มันเป็นเรื่องความเชื่อที่ว่าเปลี่ยนแล้วชีวิตมันจะดีขึ้น อะไรมันจะดีขึ้น ก็ดีขึ้นจริง ๆ หลังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับภรรยาอยู่ 2-3 ปีก็ตั้งหลักได้ หันมาทำบริษัทยามรักษาความปลอดภัย โชคดีที่ได้รับสัมปทานเป็นคู่กับการท่าอากาศยานแห่งชาติสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเจ้าแรกที่ยังไม่เปิดใช้สนามบิน พอสนามบินเปิดใช้บริษัทก็ได้รับไปดูแลทั้งหมด อาศัยประสบการณ์ที่เป็นทหาร ตั้งแต่จบมาก็ทำงานด้านรักษาความปลอดภัยมาตลอด ไม่ได่หน่วยรบ ช่วงจบมาใหม่ ๆ ก็เคยไปช่วยบริษัทรักษาความปลอดภัยของบิดาเพื่อนเลยเอาความรู้และประสบการณ์ตอนนั้นมาผสมผสานกัน

“ส่วนเรื่องตลาด เคยมีประสบการณ์การบริหารตลาดมั้ย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตลาดสี่มุมเมืองของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมีปัญหาเรื่องการโกงจึงร้องขอให้ผมเข้าไปช่วย ไปบริหารอยู่ 6-7 เดือน สภาพการบริหารระหว่างตลาดสี่มุมเมืองกับคลองเตยแทบไม่ต่างกันเพราะเป็นตลาดสด พอทราบว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีการประมูลตลาดคลองเตยก็รีบทำการบ้านจ้างทีมไปศึกษาเกือบครึ่งปี รู้ปัญหาว่าจะเจออะไรบ้างจึงเตรียมรับมือมาก่อนเข้าบริหารแล้ว” ร.อ.ธรรมนัสบอก

“ปัญหาของตลาดคลองเตยเกิดขึ้นจากตระกูลที่เขาเคยบริหารเก็บผลประโยชน์มาก่อน พอพี่ชายคนโตเสียชีวิต พี่น้องก็ทะเลาะกันแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย  จริง ๆแล้วผมไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน แต่ก็ยอมรับข้อผิดพลาดวันแรกที่เข้าไปบริหาร แทนที่จะบริหารด้วยตัวของพวกเราเอง กลับจ้างพี่น้องเขาเข้ามาบริหารซึ่งเป็นตระกูลทีขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันมาตลอด เราไปจ้างอีกฝ่าย ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ปฏิกริยาที่โต้ตอบกลับมาก็รุนแรง ทำให่ต้องตัดสินใจปลดเขากลางอากาศกลายเป็นว่าผมเปิดศึกสองด้าน แทนจะสู้ฝ่ายเดียวต้องมาสู้กับคนสองฝ่าย หนักกว่าเดิม ณ วันนี้ก็จับมือใครดมไม่ได้ว่า จริง ๆแล้วใครอยู่เบื้องหลัง มั่วกันไปหมด ต่างฝ่ายต่างมีผู้ใหญ่ทั้งทหาร นายตำรวจที่ยังอยู่ในราชการคอยดูแลเขาอยู่ ครบเครื่อง ประเด็นสำคัญ คือ เวลานี้เขาก็ยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ ทั้งที่เป็นสิทธิของบริษัทผม เงินที่เขามาสู้ก็เงินของเรา ผลประโยชน์ของตลาดคลองเตยไม่ใช่เฉพาะค่าเช่าแผง ยังมีค่าจอดรถ ค่าลงเข่ง พ่อค้าแม่ค้าต่างจังหวัดเอาของมาลง ต่อเข่งเขาจะได้รับสิบบาท ต่อวันเขาจะได้รับเงินไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท คราวก่อนที่เกิดการปะทะกัน คือจะไม่ให้เขาเก็บ นโยบายของผม คือลงฟรี เพราะผมต้องการดึงมวลชนเอามาเป็นพวกเราจึงเกิดปฏิกริยาโต้ตอบตีกัน เพราะขาดรายได้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผมไม่ได้เปิดฉากความรุนแรง”

เจ้าของสัมปทานบริหารตลาดคลองเตยย้ำว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น วัตถุประสงค์ของเขาคือไม่ให้เราบริหารได้เต็มที่ ไม่ให้เราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ เราต้องจ่ายสัมปทานให้การท่าเรือตลอดเวลา มีแต่จ่าย ไม่มีรายรับ คิดว่าเราคงอยู่ได้ไม่นาน จริง ๆ แล้วหุ้นส่วนสายป่านเรายาว เราไม่สนใจตั้งใจจะบริหารตลาดอย่างเดียว จะเก็บได้ไม่ได้ยังไม่เป็นไร ขอให้พัฒนาตลาดก่อน คิดว่าสักวันอาจจะเอาชนะใจพ่อค้าแม่ค้าได้ หลาย ๆ คนที่ต่อต้านก็เริ่มกลับมาเข้าใจ เรายืนยีนเหมือนเดิม คือ พัฒนาตลาดใหม่ สะอาด ถูกสุขอนามัย ใครมาจับจ่ายใช้สอยก็น่าเดิน  ขณะเดียวกัน ค่าแผงเท่าเดิม ค่าน้ำ ค่าขยะ ค่าไฟเหมือนเดิมทุกอย่าง นี่คือ เหตุผลที่ทุกครั้งพอไปเจรจากับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาก็จะสงสัยว่ามาโวยวายกันทำไม

“อย่างผมเก็บค่าเช่าปีละ 6 หมื่นบาท เจ้าเก่าเก็บค่าเช่า ค่าเซ้งตั้งแต่ 4 แสนถึงล้านบาท ผมไม่มีค่าเซ้ง เฉลี่ยเป็นรายวัน ๆ ละหลักร้อยบาท ผมเก็บถูกมาก มีของดีราคาถูก ทำไมพ่อค้าแม่ค้าถึงไม่ชอบ ที่มันลุกขึ้นมาต่อต้านทุกวันนี้เป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ ทุกครั้งพยายามสร้างสถานการณ์ให้รุนแรง คิดดูว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่บริหารตลาดมาร่วมยี่สิบปี เขาเสียค่าเช่าให้การท่าเรือปีละล้านกว่าบาท แต่เขาเก็บเกี่ยวปีละไม่ต่ำสองร้อยกว่าล้านบาท นี่แค่ตลาดเดียวนะ ตลาดในคลองเตยไม่ได้มีตลาดเดียว ผลประโยชน์มันเยอะ ผมกำลังต่อสู้กับคนหลาย ๆ กลุ่มที่เสียผลประโยชน์ อย่างพ่อค้าแม่ค้าบางคนยอมที่จะเอาชีวิตมาเดิมพัน เพื่อที่จะยกเลิกสัมปทานระหว่างบริษัทลิเกิ้ลกับการท่าเรือ ทำไมเขาถึงกล้า เพราะเขามีผลประโยชน์ บางคนขายแผงเดียว แต่ที่เหลือปล่อยให้เช่ากว่า 50 แผง สมมติเช่าจากผมไปวันละร้อย แต่ไปปล่อยเช่าต่อวันละสี่ร้อย ผลประโยชน์มันเยอะมาก บางทียังมีค่าเซ้งอีก เหมือนเขาเป็นเจ้าของตลาดย่อย ๆ พอการท่าเรือออกระเบียบมาไม่ให้มีการเช่าช่วง พวกนี้เขาถึงเสียสิทธิก็เลยลุกขึ้นมาต่อต้าน”

ธรรมนัสบอกว่า คุยกันกี่รอบ เขาไม่ยอมจะให้ยกเลิกสัมปทานอย่างเดียว มันไม่ใช่เรื่องของความถูกต้อง มันเป็นเรื่องล้มกระดาน แบบนี้บริษัทก็ยอมไม่ได้ เรียกว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง ทำไมเจรจากี่รอบถึงไม่สำเร็จ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่มาเจรจาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ เขาถูกสั่งมาให้ค้าน ให้ล้มกระดานอย่างเดียว ท้ายสุดก็เจรจาล้มเหลว ถามว่าจะจบยังไง ต้องใช้กฎหมายเข้าจัดการ ปิดถนนตำรวจก้ต้องจับ มาบุกรุกในที่ของบริษัทสร้างความเดือดร้อนให้แก่พ่อค้าแม่ค้าตำรวจก็ต้องจับ ถ้าตำรวจเอาจริงเอาจัง เชื่อว่าอยู่ได้ไม่นาน มันเป็นเรืองของคนหมู่มาก เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว

“ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนถามผมว่า บริษัทลีเกิ้ลยอมได้มั้ย อย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ยืนยันมาตลอด ถ้าเป็นเรื่องสวัสดิการของพ่อค้าแม่ค้า ผมยอม แต่จะให้ยกเลิกสัญญาไม่ได้ ผมไม่ผิด กล่าวหาว่าเรื่องปาระเบิด ผมจะทำทำไม ลงทุนไปเท่าไหร่ ตั้งแต่ศึกษาหาข้อมูล หมดเงินไปร้อยกว่าล้าน จะขว้างระเบิดใส่บ้านใส่ตลาดของเราให้มันเจ๊ง ใครจะไปทำ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนรู้ว่าเหตุการณ์ระเบิดหลายครั้งใครทำ เขาก็กลับมาอยู่ฝั่งผม ณ เวลานี้พ่อค่า 60 เปอร์เซ็นต์เข้าใจอยู่กับผม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ใครชนะอยู่ฝั่งนั้น ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์คือพวกปิดถนน เป็นคนส่วนน้อยที่สร้างปัญหาให้กับคนส่วนใหญ่ ถ้าย้อนหลังได้ผมจะไม่ทำหรอกตลาดคลองเตย”อดีตนายทหารชื่อดังระบายความอึดอัด

“ยังถามตัวเองอยู่เลยว่านึกยังไงมาจับธุรกิจตลาด ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็โอเคอยู่แล้ว ทำรถเมล์ประจำทางก็เป็นธุรกิจเงินสดทุกวัน วิ่งจากคลองสาม คลองหก ปทุมธานีวิ่งเข้ามาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ออกท่าน้ำสี่พระยา ผมมีนับร้อยคัน ก็ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องกระเสือกกระสนทะเลาะกับพ่อค้าแม่ค้า ย้อนหลังได้จะไม่ทำ ทุกวันนี้สงสารตำรวจต้องมานั่งดูแลรักษาความปลอดภัย ไม่ต้องเข้าข้างบริษัทผมหรอก แค่เป็นกลางก็โดนแล้ว โชคดีได้ผู้นำประเทศ ผู้เกี่ยวข้องดูแลช่วยเหลือจริงจัง เข้าใจปัญหา เป็นเรื่องที่เราไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา  ท้ายสุดหนีไม่พ้น คือการใช้กฎหมายเข้าจัดการอย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่า กฎหมู่พยายามมาเหนือกฎหมาย อย่างตลาดนัดซันเดย์จตุจักร หรือการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ กฎหมายทำอะไรได้ไม่มาก นักลงทุน นักธุรกิจที่รับสัมปทานของรัฐแต่ไปเกี่ยวข้องกับมวลชนเขาจะแขยงหมดแล้ว ไม่กล้าเสี่ยง ผมกลับมาทำหมู่บ้าน ทำอสังหาริมทรัพย์ ทำรถเมล์สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องมาทะเลาะกับใคร”

เมื่อถามว่าเหนื่อยไหมกับภาพลักษณ์เก่า ๆ สมัยที่มีเรื่องถูกดำเนินคดี เจ้าตัวพนักหน้าตอบทันทีว่า เหนื่อย สังคมรู้ไหมว่า มันจบไปตั้งนานแล้ว บางสังคมไม่รู้ ท้ายสุดเราเป็นผู้บริสุทธิ์ ศาลยกฟ้อง แต่ภาพเก่า ๆ เขายังเห็นว่า เราเป็นอย่างนั้นอยู่ ไปทำอะไรก็ตามที่มันจะต้องไปเจอสาธารณชนบางครั้งต้องอธิบายนานกว่าจะดึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่อย่างนั้น ยกตัวอย่างสมัยไปสอบเรียนปริญญาโทปีแรก สอบผ่านแต่กลับไม่ได้เรียน สภามหาวิทยาลัยกลัวจะไปสร้างความเดือดร้อน ปีที่สองลองอีก คราวนี้ไปพบผู้ใหญ่ที่ยังไม่รู้ข้อมูลชี้แจงให้เข้าใจก่อนด้รับการเมตตาจากอธิการบดีรังสรรค์ แสงสุข พอเรียนจบมาได้เกรดสูงสุดของรุ่น สร้างอนาคตความเจริญใหสังคมรามคำแหง พิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นอะไรอย่างภาพเก่า ๆ

“ผมโตแล้ว สมัยเป็นวัยรุ่นคึกคะนอง จบเป็นนายทหารใหม่ไปหลงแสงสีอยู่ในโลกมายาพักหนึ่ง ทำให้ไปรู้จักผู้ใหญ่ที่เขามีบารมี มีอำนาจ ไปคลุกคลีกับเขาทำให้ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ สมัยเป็นนักเรียนสอบได้ที่  1 ของจังหวัด พอเข้าโรงเรียนนายร้อยน้อง ๆก็เห็นภาพที่เราเป็นคอมแมน ผู้นำ เป็นนักเรียนตัวอย่างที่อยากเอาบ้าง แต่พอจบผมกลับมาใช้ชีวิตอีกอย่างเปลี่ยนไปเลย สังคมพาไป บางครั้งลูกน้องทำเสียเยอะ มีบริวารเยอะ เสียดายมั้ย มาถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ได้เล่าเรียนมา ความตั้งใจที่จะเป็นรั้วของชาติ ผมเป็นทหารที่มีอุดมการณ์พอสมควร เสียดายก็เสียดาย แต่ไม่เสียใจ ผมกลับมาใช้ชีวิตอีกด้านที่แตกต่างสมัยเป็นทหาร ถามว่าทหารทำอะไรเพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ เพราะเป็นหน้าที่ ถ้าเราออกมาอย่างนี้หากมีโอกาสรับใช้สถาบันก็เหมือนกันก็ทดแทนคุณแผ่นดิน ตราบใดที่เรามีความตั้งใจ ผมพยายามคืนกำไรที่ได้มาคืนสังคม ทำบุญทำทาน ได้มาก็กันไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ให้ทุนการศึกษาเด็กที่ด้อยโอกาสตามต่างจังหวัด คืนกำไรช่วยชาติ สนับสนุนด้านกีฬา พยายามทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่สังคม”

นี่คือตัวตนที่แท้จริงของอดีตนายทหารหนุ่ม

ธรรมนัส พรหมเผ่า !!!