เพิ่งมีโอกาสอ่านเรื่อง “สังคม”จะรับมืออย่างไร กับภาวะตำรวจสมองไหล Police Brain Drain”จากคลังบทความของบล็อก iZA NEWS THAILAND ที่เขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

สะท้อนชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจชั้นผู้น้อย

ขออนุญาตหยิบมาถ่ายทอดส่งต่อกัน

ผู้เขียนได้วิเคราะห์คำว่า สมองไหล กำลังจะสร้างปัญหาอย่างร้ายแรงให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุเพราะตำรวจหลาย ๆคนทั้งที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันของตำรวจ หรือทำงานแล้ว มองเห็นว่าองค์กรตำรวจนั้นอ่อนแอในทุก ๆด้าน

มองหาความเจริญก้าวหน้าในการทำงานได้ยากมาก

เว้นแต่นามสกุลคุณดัง มีเงินทองล้นเหลือ หรือได้อยู่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ

ตำรวจดี ๆจำนวนมากจึงเลือกที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองไปสร้างอนาคตใหม่กับภาคธุรกิจเอกชน หรือ องค์กรอื่นที่มองเห็นอนาคตชัดเจนกว่า เช่น การเป็นอัยการ ผู้พิพากษา

เหตุที่ผู้เขียนมองว่า องค์กรตำรวจนั้นอ่อนแอ เพราะวันนี้นอกจากการทำงานในหน้าที่ประจำวันที่เหนื่อยหนักและเสี่ยงอันตรายรอบด้านของตำรวจในระดับปฏิบัติการที่เรียกว่าหน้าที่ 24 ชั่วโมง กับงานป้องกัน ปราบปราม สืบสวน จราจร  ยังมีภารกิจอีกมากมายที่ตำรวจเข้าไปทำ

ทั้ง ๆที่หลายๆเรื่องก็มีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว

หรือการสนองนโยบายต่าง ๆของผู้บังคับบัญชาทั้งเรื่องส่วนตัว คุณนาย เพื่อน ญาติ ลูก เมียน้อย มากมายเหลือคณานับ และยังเรื่องในราชการที่มีคำสั่ง นโยบายมากมายก่ายกองจนกระทั่งคนสั่งเองบางทียังจำไม่ได้

แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนมา คือ สิ่งที่ผู้ปฏิบัติเรียกว่า “สั่งจังตังค์ไม่จ่าย” เป็นที่รู้กันดีว่านโยบายสวยหรูต่าง ๆของตำรวจนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีแต่คำสั่ง แต่ไม่มีงบประมาณ

มาถึงตรงนี้โปรดอย่าถามว่า เขาเอางบประมาณจากไหนมาสนองนโยบาย ผมไม่ทราบครับ และในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง หากว่า คุณเจอสิ่งที่ดีกว่าคุณจะเลือกอะไร ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

หลายคนยอมรับราชการตำรวจต่อไปเพราะสาเหตุเรื่องหนี้สินที่คงค้างอยู่  หรือไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่อีก เพราะมันต้องใช้เวลาในการปรับตัวมาก แต่หลาย ๆคนเลือกที่จะไปเผชิญความท้าทายใหม่ๆ เพราะรู้ว่ามีโอกาสดี ๆรออยู่ หรือมีเหตุผลที่ผู้อื่นไม่อาจทัดทานได้อย่างที่ทุกคนรู้กันดี

กว่าจะเชี่ยวชาญในการสืบสวน ปราบปราม จับโจรผู้ร้ายนั้น ตำรวจแต่ละคนต้องผ่านการฝึกฝน ทดสอบ ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์ ทั้งวิชาเทพและวิชามาร ต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันกับสภาพสังคม และอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

หากตำรวจเหล่านี้มองไม่เห็นอนาคตความเจริญก้าวหน้าของตัวเองในระบบ แล้วเลือกที่จะไปหาทางอื่นที่ดีกว่า ความรู้เหล่านั้นก็เหมือนสูญสลายหายไปในอากาศ

ปัญหาอีกอย่างที่ทำให้ตำรวจดี ๆหลายคนต้องยอมแพ้ ก็คือ “สังคม”

ตำรวจหลายคนโดนดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ ทั้ง ๆที่ไม่เคยไปทำอะไรให้คนๆนั้นเลย ไม่ว่าจะในระบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ก็ตาม “สังคม”พร้อมใจกันรุมด่าว่า ประณาม กดขี่อย่างสะใจ หากรู้ว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น โดยไม่แคร์ว่าจะจริงหรือไม่จริง

ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทำได้ดีที่สุด คือ สั่งย้ายทันที และ กอดเก้าอี้ตัวเองไว้ให้แน่นที่สุด

เมื่อตำรวจขาดผู้มีความรู้ความสามารถ ที่พร้อมจะทำงานอย่างจริงจังจาก “ภาวะสมองไหล” ส่วนที่เหลือก็พยายามประคับประคองตัวเองให้อยู่ถึงเกษียณโดยไม่ต้องมีเรื่อง

บางคนมองว่า ยิ่งทำงานมาก โอกาสผิดพลาดก็มีมาก  และหากพลาดมาก็ไม่มีคำว่าให้อภัยเกิดขึ้นทั้งจากผู้บังคับบัญชาและ “สังคม”

ตำรวจทำงานอยู่ท่ามกลางความขาดแคลนทั้งงบประมาณและขวัญกำลังใจ แต่ “สังคม” กลับบอกให้ตำรวจปรับตัวแต่เพียงอย่างเดียว

ไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ แม้แต่กำลังใจ

เหมือนบอกให้คนๆหนึ่งไปให้สุดขอบฟ้าแต่ไม่บอกทางไปและไม่ให้อะไรไปด้วยเลย พอเขาไม่เข้าใจหรือหลงทางก็เฆี่ยนตีอย่างหนักโดยหวังว่า เขาจะรู้ขึ้นมาเองด้วยแรงกระหน่ำของแส้ในมือ

จะแปลกตรงไหนหากตำรวจดี ๆมีความสามารถจะทิ้งอาชีพนี้และเดินไปบนเส้นทางอื่นที่มีความกดดันน้อยกว่าแทน

จะแปลกตรงไหน หากตำรวจดี ๆที่ยังอยู่ ยอมที่จะพยายามรักษาตัวให้อยู่ถึงเกษียณอย่างปลอดภัย  

“สังคม” พร้อมจะรับมือกับเรื่องแบบนี้แล้วใช่ไหม ถามจริง ๆ