วามภาคภูมิใจในชีวิตอดีตนายพลตำรวจในตำนานมือปราบคนหนึ่ง คือ การได้มีโอกาสเป็นล่ามแปลภาษามลายูปัตตานีถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“พูดแล้วผมจะขนลุก” พล.ต.ท.ชูชาติ ทัศนเสถียร อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รำลึกความหลัง “ผมจะเป็นคนถวายรายงาน พอชาวบ้านพูดยาวีมา ผมดันนึกราชาศัพท์ไม่ออก คิดในใจฉิบหายแล้วกู พระองค์ท่านรับสั่งขึ้นมาว่า พูดธรรมดาก็ได้ ผมก้มกราบพระบาทแทบน้ำตาไหล”

ในหลวงรัชกาลที่ 9 สมัยนั้นเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานประทับแรม พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ประจำทุกปี พล.ต.ท.ชูชาติ ยังเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีตามถวายงานอยู่ตลอด รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณทุกครั้งที่ไม่ทรงถือพระองค์ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ หรือมุสลิม โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินด้วย

อดีตนายตำรวจถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทบอกว่า ชาวมุสลิม 3 จังหวัดภาคใต้ล้วนรักในหลวง เพราะสำนึกในพระบารมีที่ทรงเอาใจใส่ราษฎรทุกคนแบบไม่ทรงถือพระองค์ ทำให้พวกเขาเทิดทูนพระองค์ พูดเป็นภาษามลายูว่า “รายอกีตอ” อันหมายถึงพระมหากษัตริย์ของเรา ก่อนพร้อมใจกันเปล่งเสียงเป็นภาษามลายูว่า “กีตอกาเซะ รายอกีตอ” แปลความหมายได้ว่า “เรารักในหลวงของเรา”

นับเป็นความทรงจำที่ไม่เคยมีวันลืมของอดีตนายพลตำรวจวัย 80 เศษ คลุกคลีในพื้นที่ชายแดนใต้มาตั้งแต่เด็ก หลังจากพ่อย้ายมาเป็นนายอำเภอปะนาแระ จังหวัดปัตตานี ก่อนเป็นปลัดอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เขาจึงเกิดที่นั่นและเริ่มต้นชีวิตวัยประถมจนจบมัธยม 6 โรงเรียนประจำจังหวัดนราธิวาส ถึงเข้ากรุงมาต่อมัธยม 7-8 โรงเรียนศิริทรัพย์ ซอยทรัพย์ สี่พระยา จากนั้นสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หวังเจริญรอยตามพ่อเป็นปลัดอำเภอ สอบคิดได้อันดับที่ 6 เสร็จแล้วเตรียมตัวสอบชิงไปเรียนต่างประเทศ กลับพลาดติดสำรอง เพราะแพ้เส้นสายลูกเขยอธิบดีกรมการปกครอง ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเนื่องจากรับไม่ได้กับระบบ เป็นจังหวะที่เล่นฟุตบอลให้ทีมมหาวิทยาลัยฝีเท้าไปเตะตา “ศิริ สุขานุศาสน์” เลขานุการกรมตำรวจที่คุมทีมตำรวจอยู่พอดีเลยชวนเข้าไปพลตำรวจอยู่สำนักงานเลขานุการกรมตำรวจ

รับเงินเดือน 444 บาท อยู่ 9 เดือน ใช้วุฒิปริญญาตรีปรับเลื่อนขึ้นชั้นสัญญาบัตรติดยศ ร.ต.ต.ประเดิมตำแหน่งผู้บังคับหมวดสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนราธิวาส พล.ต.ท.ชูชาติเล่าว่า มีตำแหน่งว่างจึงขอลงไปเอง ด้วยความที่อยากอยู่ปักษ์ใต้ในจังหวัดบ้านเกิด สมัยนั้นเหตุการณ์ความรุนแรงยังไม่มีเท่าไรนัก เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงอายุเพิ่ง 23 ปี กินนอนอยู่กับชาวบ้านช่วยหาซื้อลูกกลดให้ชาวบ้านไปยิงกระรอกในป่า ปรากฏว่า ทหารมารายงานกล่าวหาอยู่เบื้องหลังค้าอาวุธ

ถูกย้ายเป็นผู้หมวดโรงพักคำชะอี ขณะนั้นยังเป็นจังหวัดนครพนม พื้นที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่เขาไม่ได้หวาดวิตก พยายามสร้างมวลชนพูดคุยกับชาวบ้าน ไม่วายเจอตำรวจบางคนทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ข่มเหงชาวบ้าน “ผมจะบอกเสมอว่า คุณมีหน้าที่ แต่คุณไม่มีอำนาจ ชาวบ้านเป็นคนจ่ายเงินเดือนตำรวจนะ เงินจากภาษีของประชาชน ตำรวจอย่าสำคัญผิด คิดเป็นนายของประชาชน” พล.ต.ท.ชูชาติระบายความอัดอั้นเมื่อครั้งถูกโดนย้ายไปไกลถึงอีสานนานกว่า 2 ปี ขยับเป็นรองผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ขึ้นเป็นผู้บังคับกอง สถานีตำรวจภูธรอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

บังเอิญได้เพื่อนเป็นเพื่อนลูก พล.ต.อ.สุรพล จุลละพราหมณ์ อธิบดีกรมตำรวจ ประสานให้เข้าไปพบเพื่อขอย้ายกลับใต้ กระทั่งคืนถิ่นขึ้นเป็นผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีเหตุมาจาก พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องการให้ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ เขายอมรับว่า ใช้มาตรการรุนแรงควบคู่กับการสร้างมวลชน กดดันขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน โจรเรียกค่าไถ่ โจรเรียกค่าคุ้มครองให้ญาติพาเข้ามอบตัวจะได้ช่วยจากหนักเป็นเบา แต่ถ้าไม่ออกมา เราเอาตายอย่าโกรธกัน เพราะชาวบ้านเดือดร้อนจากการที่พวกนี้ไปเก็บค่าคุ้มครอง “ผมยิงเหมือนกัน แต่ไม่ประจาน แถมช่วยค่าทำศพให้เลยหลายศพ ก็มีมอบตัวส่วนใหญ่ กลายเป็นชูชาติโมเดล ผมเอาอยู่หมด ผมไปกินไปนอนกับชาวบ้าน รับผิดชอบหนักมาก เอาจนอยู่” เจ้าตัวฉายแววตาเข้ม

อยู่สายบุรี 2 ปีกว่าปะทะกับโจร 7 ครั้ง ส่งไปเกิดใหม่ 10 ศพ จำนวนนั้นมี “เซ็ง ปะดอโน” หัวหน้าโจรค่าหัว 3 หมื่นบาทก่อคดีฆ่านายปรีดา ศิริไพรวัน นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนราธิวาส จนได้รับโทรเลขชมเชยจาก พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกระนั้นเขาสารภาพว่า ไม่ได้ภูมิใจนักที่ยิงคนร้ายตาย เพราะหมายถึงการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว แต่ที่ภูมิใจมากตรงที่สามารถพูดคุยกับญาติพี่น้องของพวกคนร้ายให้เข้าใจว่า ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่ อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ผู้หลงผิดคิดเป็นโจรหันกลับมาประพฤติตัวเป็นพลเมืองดี เข้ามอบตัวแก่ทางการพร้อมอาวุธกว่า 30 คน

ต่อมาพาสขึ้นเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีทั้งที่ติดยศแค่ พ.ต.ต. และเลื่อนเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องผ่านการอบรมหลักฐานสูตรโรงเรียนผู้กำกับการอันเนื่องมาจากผลของการทำงานปะทะคนร้ายหลายครั้ง เป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร 12 และเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธร 12 รับผิดชอบ จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส

ทำงานชายแดนด้ามขวานสลับย้ายไปไหนไม่ได้ เพราะผู้บังคับบัญชามองว่า หาคนแทนไม่ได้ ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มร้อนระอุขึ้นต่อเนื่อง เขาจัดการเจรจรพาบรรดาแกนนำโจรพูโลผู้ก่อความไม่สงบทยอยเข้ามอบตัว มีส่วนผลักดันให้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ก่อนเกษียณอายุราชการ

“ชีวิตรับราชการเหมือนจะเร็วตอนแรก แต่ตอนหลังนี่ช้า เพราะนักการเมืองบางคน ผมไม่เที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ผมไม่เคยจัดงานวันเกิด หรือจัดเลี้ยงวันปีใหม่ นักการเมืองเรียกผมมาต่อว่าทำงานยังไง ผมก็ถามไปตรง ๆ ว่า ผมไม่ดีตรงไหน เขาบอกผมหาเงินไม่เป็น อยู่ได้ยังไง ผมตอบไปแบบหยาบ ๆ ว่า จะเอาเงินไปล้างอะไร ท่านจะเอาเงินซ่องหรือ ผมบอกตรงๆ นะ ของหนีภาษีผมจับ นายบ่อนเอาเหล้ามาวางหน้าบ้านผม ผมเอาไปคืน บอกผมไม่กินเหล้า คุณอยากเปิด ๆ ไป ถ้าผมรู้ ผมก็จับ ไม่ต้องจ่ายรายเดือน” 

“ส่วนซ่องมันที่สุดของที่สุดแล้วสมัยนั้น ผู้หญิงมันขายตัว แสดงว่า ไม่มีทางไปแล้ว แล้วยังจะไปเอาเงินมันอีก ผมเรียกแมงดาคุมซ่องมา บอกเลยว่า ส่วนแบ่งต้องเป็นธรรม  อย่าบังคับขาย ถ้า 2 อย่างนี้ทำไม่ได้ แล้วกะหรี่มาฟ้อง กูเอาตาย กูไม่จับ  ตำรวจกองปราบเคยไปจับ 40 กว่าคนเต็มโรงพักเลย เด็กมาวิ่งกันยั้วเยี้ยหน้าโรงพัก แม่มันขายตัวต้องจ้างเลี้ยงรายวัน คนรับจ้างเลี้ยวเอาเด็กมาคืน ผมเรียกตำรวจกองปราบมาดูเลย บอกไอ้น้องดู นี่คือ ชีวิตจริง วันนั้นผมเสียค่าปรับให้คนละ 500 เราจะทำยังไงได้ รู้ว่าผิด แต่ในทางปฏิบัติมันที่สุดของที่สุดแล้ว ยังจะไปเอามันได้ ใจดำฉิบหาย ที่ผมถูกด่าว่า หาเงินไม่เป็น ความจริงหาเป็นนะ แต่ผมไม่หา” อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สะท้อนโลกความจริงของตำรวจ

ตลอดการทำงานในพื้นที่ชายแดนด้ามขวาน พล.ต.ท.ชูชาติประทับใจในคดีขบวนการโจรก่อการร้ายจับตัวนางฟอง เพชรบุญ ครูโรงเรียนพัฒนานิคมภาคใต้ 3 อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ไปเป็นตัวประกันเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2532 ต่อรองให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวเมียแกนนำขบวนการโจรก่อการร้ายที่จับกุมตัวไว้ เป็นเหตุให้ครู 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปิดโรงเรียนหยุดการสอนเป็นการประท้วง เขาเข้าไปเจรจาแนวร่วมของกลุ่มโจรก่อการร้ายด้วยตัวเองเป็นผลสำเร็จ ใช้เวลา 8 วันกลุ่มโจรยอมปล่อยตัวครูฟองคืนมาได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2533 มีกลุ่มคนร้ายจับตัวนายปรีชา แซ่ลิ้ม ครูโรงเรียนบำรุงวิทย์ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ไปเรียกค่าไถ่ เที่ยวนี้เป็นเหตุให้ครู 14 จังหวัดภาคใต้ปิดโรงเรียนหยุดการสอนประท้วงอยู่หลายวัน เจ้าตัวนำกำลังเข้าตรวจค้นบนภูเขาในเขตอำเภอสุไหงปาดี จังหวีดนราธิสาว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คนนำไปชี้สถานที่นำศพเหยื่อไปทิ้ง ก่อนขยายผลประสานญาติพี่น้องของผู้ต้องหาอีก 4 คนที่หนีไปอยู่ประเทศมาเลเซียกลับมามอบตัวดำเนินคดี ศาลตัดสินประหารชีวิตทั้งหมด

สมัยเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานียังได้รับประกาศเกียรติคุณชมเชยการปฏิบัติงานจากกองบังคับการตำรวจรัฐกลันตัน และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางประเทศมาเลเซีย ในการช่วยเหลือชาวมาเลเซีย 5 คนที่ถูกคนร้ายจับกุมจากประเทศมาเลเซียมากักขังไว้ในประเทศไทยเพื่อเรียกเงินค่าไถ่คืนมาได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องจ่ายเงินค่าไถ่สักบาทเดียว

สำหรับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว พล.ต.ท.ชูชาติ ในฐานะที่สัมผัสพื้นที่มายาวนาน แถมเคยได้รับการเสนอให้เป็นผู้แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จากกำนันสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นว่า แก้ปัญหาง่ายนิดเดียวตามหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แต่กลับเอาคนต่างถิ่นไปสอนชาวบ้านทำนา พวกนั้นก็ได้ทีโฆษณาชวนเชื่อหาว่าทางการเอาคนไทยมายึดที่แล้ว “สมัยผมเข้าไปตัดยางให้ชาวบ้าน ไปทำกับชาวบ้าน ไปฟังชาวบ้าน เช้าๆ ผมไปแล้ว ไปนั่งทุกหมู่บ้านพื้นที่สีแดง ให้เขารู้จักเรา ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจ ไม่ใช่ร้อยเวรตรวจที่เกิดเหตุ ชาวบ้านไปแจ้งความบนโรงพัก ร้อยเวรไม่อยู่ ชาวบ้านด่าแล้ว เพราะเขาไม่รู้หรอก”

“ ผมอยู่โรงพัก เช้ามากินกาแฟ ใครมาแจ้งความ หากร้อยเวรไม่อยู่ ให้คนอื่นมารับเรื่องไว้ก่อน แล้วบอกชาวบ้านว่าต้องเตรียมอะไรมาบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเตรียมอะไรมา แจ้งปืนหาย เอาอะไรมา แจ้งวัวหายเอาอะไรมา ไม่ใช่ต้องเดินทางกลับไปกลับมาจนเบื่อที่จะมาพบตำรวจ แม้กระทั่งสมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผมซื้อไปรษณียบัตรให้ร้อยเวรทุกคน ครบ 7 วัน ต้องเขียนไปให้ชาวบ้านที่มาแจ้งความนะ ให้รู้ว่าเราทำอะไรให้เขาแล้ว ทำแค่ไหนแล้ว รอผลสรุปจากนิติเวช หรือรออะไรก็แล้วแต่ เขียนไปบอกให้รู้ว่า ตำรวจไม่ได้ทอดทิ้ง” พล.ต.ท.ชูชาติว่า

อดีตนายพลตำรวจวัยเกษียณรับว่า ตอนเป็นตำรวจลงพื้นที่ครั้งแรก ๆ ก็เผชิญปัญหาเวลาไปตามหมู่บ้าน ซื้ออะไรก็ไม่ยอมขาย ชาวบ้านกลัวจะเป็นปฏิปักษ์กัน วางแผนใหม่บอกลูกน้องว่า ทุก 7 วันชาวบ้านจะเอายางมาขายตลาด ให้ตำรวจลงพื้นที่หาข่าวว่า คนไหนจะเอายางมาขาย ให้จอดรถดักปากทาง  แล้วเอารถตำรวจไปช่วยขนยางส่งตลาด รถตำรวจได้มาจากภาษีของชาวบ้าน มีไว้ใช้ทำงานช่วยชาวบ้าน ไม่ใช่จอดอยู่หน้าบาร์ ต้องทำทุกอย่างหลังเจอการต่อต้านจนเราชนะใจมวลชน

ตลอดเวลาที่รับราชการ พล.ต.ท.ชูชาติบอกด้วยว่า ทุกวันศุกร์เป็นวันที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือศาสนาอิสลามทำพิธีละหมาดที่มัสยิด จะเข้าไปประชุมเป็นภาษามลายูท้องถิ่นถึงเรื่องศาสนาและการปกครองเป็นประจำ ส่งผลถึงทางปฏิบัติการจิตวิทยา ไปนอน ไปกินกับชาวบ้าน ไม่เคยไปนอนหาดใหญ่ เข้าบาร์ บ้านักร้อง เหมือนเวลาประชุมกันที่หมู่บ้านทุกเดือน เสร็จให้มากินข้าวที่โรงพัก เราเลี้ยงหมด เพื่อพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบและปัญหาในพื้นที่

“ผมทำหนังสือคู่มือ 2 ภาษาเลย ต้องทำอย่างไร เมื่อไปสถานีตำรวจ สำหรับชาวบ้านที่ไม่รู้ภาษาไทย ทำเป็นภาษามลายูบอกขั้นตอนการแจ้งความ เช่น ปืนหายต้องเอาอะไรไปบ้าง แจ้งรถหายต้องเอาอะไรไปบ้าง แจ้งไฟไหม้เอาอะไรไปบ้าง แจกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเอาไปอ่านเป็นภาษามลายู อ่านให้ชาวบ้านเข้าใจเวลาขึ้นโรงพัก” ตำนานมือทำงานสมรภูมิรบนอกระบบชายแดนใต้สาธยายการแก้ปัญหา

ถึงจะทุ่มเทผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านสร้างฐานมวลชนหลังลดอุณหภูมิร้อนในพื้นที่ เจ้าตัวก็เกือบตกเป็นเป้าถูกลอบสังหารเมื่ออีกกลุ่มไม่พอใจที่ไปแย่งมวลชนพวกเขา เมื่อครั้งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีกลับเข้าเยี่ยมถิ่นเก่าในอำเภอสายบุรี โชคดีที่ผิดสังเกตไม่ได้เข้าไปจุดที่ผู้ก่อความไม่สงบดักรออยู่

สุดท้าย เขาอยากจะฝากไปถึงตำรวจรุ่นหลังทั่วประเทศว่า งานตำรวจเราก็รู้ คนเดือดร้อนทั้งนั้นมาหาตำรวจ อย่ารำคาญ อย่าเบื่อ ดึกดื่นเที่ยงคืนต้องเข้าเวร อย่าไปคิดเป็นความเดือดร้อนของเรา “พวกเรามีหน้าที่ อย่าคิดว่า เรามีอำนาจ เรากินเงินเดือนชาวบ้านแค่นี้พอ อย่าลืมก็มึงเป็นตำรวจ เลือกมาเป็นเอง ทุกคนเดือดร้อนหมด ลูกเจ็บ เมียคลอด ถูกลัก ถูกปล้น ถูกชิง ถูกข่มขืน ถูกยิง ถูกขโมย เดือดร้อนทั้งนั้นมาหาตำรวจ ใครจะบอก มีความสุขเหลือเกินที่มาหาตำรวจ นั่นบ้าแล้ว เหมือนหมอ คนไข้มาหา หมอจะยัวะได้ไง”

ชูชาติ ทัศนเสถียร !!!