ก้าวขึ้นมารับบทแม่ทัพคนที่ 36 ในประวัติศาสตร์ของหน่วย

พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช นายตำรวจหนุ่มรุ่นใหม่ได้รับโอกาสมานั่งรักษาราชการ “ผู้บังคับการปราบปราม” ท่ามกลางความน่าสนใจของคนทั้งประเทศ ด้วยเพราะเป็นองค์กรที่มีอำนาจความรับผิดชอบครอบคลุมทั่วอาณาจักรไทย

เสมือน “แม่ทัพน้อย” คอยรับนโยบายหลักจากรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่จะทำตัว “เปราะบาง”ไม่ได้เด็ดขาด

ผู้การประเทศไทยที่กลายเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่อย่างเขา จำเป็นต้องพิสูจน์ศักยภาพความเป็น “ผู้นำ”ที่อยู่ในตัวให้เต็มกำลังความสามารถ

ประกาศเหตุผลที่ทำไมผู้ใหญ่ถึงได้ให้ความไว้วางใจเลือกมานั่งเก้าอี้สำคัญที่หลายคนใฝ่ฝัน

 

ลั่นคำสัตย์ปฏิญาณ จะร่วมสร้างตำนานหน่วยไปพร้อมกัน

“ผมขอให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงประจำกองปราบและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ผมจะนำพากองปราบปรามให้เป็นที่ยอมรับและที่ศรัทธาของประชาชนให้สมกับความว่าที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่งอย่างแท้จริง รวมถึงจะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ทำงานที่นี่อย่างมีความสุขฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานและประชาชน” พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ประกาศไว้กลางงานพิธีมอบตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามและธงประจำหน่วยต่อจาก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด

เจ้าตัวบอกด้วยว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติ ต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจให้มาดำรงตำแหน่งนี้ รวมถึงข้าราชการกองปราบปรามทุกท่านตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำงานจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของประชาชน

ทั้งนี้เขายอมรับว่า ผูกพันกับหน่วยงานนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยรับราชการมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม  นำความรู้ความสามารถมาทำงานในหน่วยเป็นครั้งแรก ได้สืบสวนและจับกุมคดีน้อยใหญ่ สัมผัสผู้บังคับบัญชาที่มีความรู้ความสามารถในอดีตมาหลายท่าน ทำให้มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กระทั่งมีความรู้จวบจนทุกวันนี้ และเราพร้อมจะเดินหน้าสร้างหน่วยให้เป็นตำนานไปพร้อมกัน

 

น้อมนำพระบรมราโชวาท ให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เทิดไว้เหนือหัว

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีรับไม้สานงานต่อจากแม่ทัพคนเก่าเรียบร้อยแล้ว พ.ต.อ.จิรภพเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการไปจนถึงระดับสารวัตร เข้าประชุมรับมอบนโยบายการทำงานทันทีที่ห้องปราศจากศัตรู น้อมนำพระบรมราโชวาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงพระกรุณาพระราชทานแก่ตำรวจทั่วประเทศ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่

ความว่า “การเป็นตำรวจนั้นคงไม่ยากนัก แต่การเป็นตำรวจที่ดีนั้นยากมาก เพราะตำรวจต้องทำงานหนักและลำบากตรากตรำ งานปราบอธรรม อำนาจมืด และเหล่ามิจฉาชีพทั้งหลาย เป็นงานที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ เป็นงานที่สลับซับซ้อนซึ่งมีปัญหามากมาย และอันตรายรอบด้าน ดังนั้นการที่จะเป็นตำรวจที่ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ตำรวจจะต้องเป็นผู้มีความแกร่งกล้า สามารถทั้งร่างกายและจิตใจ มีวิญญาณและอุดมการณ์ของตำรวจอย่างซื่อตรงและมั่นคง พร้อมเสมอที่จะสละความสุขส่วนตัว เพื่อสันติสุขของประชาชนอย่างจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ เพียบพร้อมด้วยขันติธรรมและคุณธรรม สามารถยับยั้งชั่งใจตนเองไม่ให้มัวเมาในอำนาจและลาภผลโดยมิชอบได้อย่างสิ้นเชิง เช่นนี้ย่อมถือว่าท่าน เป็นตำรวจที่ดีของประชาชนอย่างแท้จริง”

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ พ.ต.อ.จิรภพอยากให้ตำรวจกองปราบปรามทุกนายพึงสำนึกและจดจำไว้เหนือเกล้าในการทำงานให้สมกับความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พร้อมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อความสุขของประชาชน

ชูนโยบายทำงานแบบมืออาชีพ เป็นกลาง อยู่เคียงข้างประชาชน

จากนั้นรักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปรามคนใหม่ได้มอบนโยบายการทำงานด้วยการชูวิสัยทัศน์ที่ว่า “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน” มีพันธกิจที่สำคัญคือ ปกป้องและเสริมสร้างความมั่นคง 3 สถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และมหากษัตริย์ รักษาความมางคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและลดความหวาดกลัวต่อภัยอาชญากรรมของประชาชน ตามด้วยมุ่งเน้นงานฝ่ายอำนวยการและงบประมาณ งานพัฒนาด้านบุคลากรและสวัสดิการของตำรวจ รวมถึงงานประชาสัมพันธ์หน่วยงาน

พ.ต.อ.จิรภพอธิบายหัวข้อตามแผนยุทธศาสตร์ข้างต้นว่า การปกป้องและเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ ถือว่าการควายความปลอดภัยเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด ก่อนรณรงค์ เสริมสร้าง และปลูกจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดีต่อ 3 สถาบันหลักอย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม กำหนดให้มีการซักซ้อมแผนด้านการถวายความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่งเสริมและปฏิบัติตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและตามปรัชญา “จิตอาสา ทำดีด้วยความใจ” อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ส่วนการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม ต้องเริ่มต้นพัฒนาระบบด้านการข่าวให้มีการบูรณาการและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานด้านการข่าวทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์ Real-Time Crime Center เชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญเข้าสู่ระบบหลักเพื่อประมวลผลวิเคราะห์อย่างทันทีทันใด และแสดงผลให้ตำรวจสามารถใช้งานได้ง่าย ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและสมรรถนะของชุดปฏิบัติการพิเศษ (CSD SWAT Team) กำหนดมาตรการขั้นตอนการบริหารเหตุการณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจนเป็นระบบ มีเอกภาพในการบังคับบัญชา มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

เน้นป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เป็นหลักประกันความยุติธรรม

ขณะที่การป้องกันปราบปรามปัญหาอาชญากรรมและลดความหวาดกลัวต่อภัยอาชญากรรมของประชาชน พ.ต.อ.จิรภพแจงแผนยุทธศาสตร์ในที่ประชุมว่า หากเกิดคดีขึ้นต้องเร่งสืบสวนจับกุมให้ได้โดยเร็ว เน้นการทำงานเป็นทีม มีการแบ่งประเภทอาชญากรรมและหน้าที่การปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความชำนาญในการสืบสวนคดีประเภทนั้น ๆ จัดทำระบบเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ตรวจสอบประวัติบุคคลต้องโทษและหมายจับเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก

เชื่อมโยงฐานข้อมูลที่สนับสนุนการสืบสวนเข้าสู่ระบบหลักของศูนย์ Real-Time Crime Center  พัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบงาน ส่งเสริมสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติของตำรวจต้องเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความยุติธรรม ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญต่าง ๆ ของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้านงานฝ่ายอำนวยการและงบประมาณ กองบังคับการปราบปรามจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณอย่างเคร่งครัด จัดทำระบบบริหารจัดการคดี และเอกสารต่าง ๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำระบบฐานข้อมูลงานฝ่ายอำนายการให้สามารถอ้างอิงตรวจสอบได้ การทำคำของงบประมาณให้วางแผนกรอบการทำงานกรอบเงินให้รัดกุมเพื่อเกิดประสิทธิภาพสอดคล้องต่อภารกิจและการปฏิบัติงาน

พัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกน้อง เปิดช่องปรับภาพลักษณ์องค์กร

งานพัฒนาด้านบุคลากรและสวัสดิการของตำรวจ พ.ต.อ.จิรภพเน้นพิเศษที่จะจัดทำโรงเรียนสืบสวนกองปราบ และโรงเรียนยุทธวิธีกองปราบเพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลของหน่วย เน้นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่ไปกับการปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนจับกุมอย่างยั่งยืนโดยการคัดเลือกตัวแทนตำรวจทั่วประเทศเข้าร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรการเรียนรู้ของกองปราบ ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

บุคลากรต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลต้องมีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการทดสอบร่างกาย พร้อมกันนั้นจะปรับปรุงสวัสดิการของตำรวจเพื่อให้ตำรวจกองปราบปรามมีชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจให้มีความสุขในการปฏิบัติงาน ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับงานประชาสัมพันธ์หน่วยงาน มีแผนจัดตั้งทีมประชาสัมพันธ์ของหน่วยเพื่อให้การปฏิบัติการด้านข่าวสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับหน่วยงานผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ การแถลงข่าวต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงสิทธิของเหยื่อและสิทธิของผู้ต้องหา จัดแบ่งห้องแถลงข่าวและห้องพักอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนอย่างเหมาะสม มีการแบ่งพื้นที่การปฏิบัติงานเฉพาะของตำรวจ ปรับภูมิทัศน์ของหน่วยให้มีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้มาติดต่อราชการตามสมควร

 

กำหนดค่านิยมของหน่วย ด้วยประสบการณ์สู่ความสำเร็จของทีม

กองบังคับการปราบปรามภายใต้ผู้นำหน่วยที่เป็นนายตำรวจหนุ่มหัวสมัยใหม่ ยังมีค่านิยมองค์กร PRACTICES ความหมาย คือ Pride ภูมิใจในหน่วยงาน Respect ให้เกียรติประชาชน Accountability ตรวจสอบได้ Courage กล้าหาญเป็นผู้นำ Transparency โปร่งใสเป็นกลาง Integrity ซื่อสัตย์ Cooperation แสวงหาความร่วมมือกันทุกภาคส่วน Excellence เป็นเลิศในวิชาชีพ Service Mind มีจิตอาสาพร้อมช่วยเหลือประชาชน

“ทั้งหมดเพื่อที่จะทำกองปราบปรามเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง” พ.ต.อ.จิรภพย้ำถึงนโยบายการบริหารและบอกด้วยว่า กองปราบปรามต้องมีศักยภาพที่เรียกได้ว่า สูงสุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานทันโจร แข่งกับโจรตลอดเวลา ทำได้ทุกอย่างที่ในโลกนี้ที่เขาทำกันได้ ด้วยประสบการณ์และด้วยการทำงานเป็นทีมเวิร์ก การทำงานเป็นทีมของกองปราบปรามเชื่อว่าจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายได้ไม่ยาก

“เหมือนคดีตามจับกุมนายพันศักดิ์ มงคลศิลป์ อดีตนายตำรวจนักฆ่าที่เราระดมกำลังจากทุกกองกำกับเป็นแม่งาน ความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากการใช้เทคโนโลยีผสมกับแนวทางการสืบสวนแบบโบราณ คือใช้ทุกอย่าง ทั้งเดินดิน เดินอากาศ มีทุกรูปแบบ ทำทุกวิธีที่เรามีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ  ผมคงไม่อธิบายว่า ใช้วิธีอะไร อย่างไร  แต่พิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพ การทำงานของกองปราบปรามต่อไปนี้ทุกคดีจะสามารถตอบคำถามสังคมได้ มีความโปร่งใส”

 

ไม่หวั่นอิทธิพลกดดันทำคดี มีขุมกำลังดีพอที่จัดการได้หมด

รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปรามยืนยันว่า  ตำรวจกองปราบปรามทำอะไร ต้องเป็นกลาง โปร่งใส ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าลงไปทำงาน สบายใจได้เลยว่า กองปราบปรามจะทำงานเต็มที่ และทำอย่างยุติธรรม ไม่ได้คิดไปกลั่นแกล้งใคร ทำอย่างตรงไปตรงมา ทุกอย่างมีเหตุผล ต้องตอบได้ว่า ผิดอะไร ข้อหาอะไร อธิบายทุกฝ่ายได้หมด ต่อไปเราจะมีการพัฒนาไปในถึงจุดที่เรียกว่า อาจจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่นว่า กล้องบันทึกภาพติดตามตัวเวลาทำงานตรวจค้นเพื่อให้เห็นความโปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้หมด

“ผมจะไม่ให้มีอิทธิพลใดมาบีบตำรวจกองปราบปราม เพราะเราเป็นหน่วยที่ไม่เกรงกลัวอิทธิพลอยู่แล้ว เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ด้วยซ้ำ ยิ่งกรณีที่มีอิทธิพลท้องถิ่นแล้วตำรวจท้องที่ไม่กล้าทำคดีนี่ เราก็จะเข้าไปช่วย เราจะไม่ไปเกรงกลัวอิทธิพลมากดดันการทำงาน ข่มขู่ลอบทำร้ายหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ผมมั่นใจศักยภาพของตำรวจกองปราบปรามทุกคนทำได้หมด” พ.ต.อ.จิรภพว่า

“เราเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ต้องมีความกล้าหาญเพื่อจะต่อสู้กับพวกคนร้ายกลุ่มอาชญกรรม อาชญากรต่างๆ ที่เป็นภัยคุกคามประชาชน ถ้าไม่มีกองปราบปรามแล้ว คงไม่มีใครจะมาสู้กับพวกเหล่านี้ ผมถึงต้องทำให้หน่วยเป็นกำลังสำคัญแบบในอดีต มีหลายๆ เคสที่บางคนอาจจะมีแบ็ก เป็นผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือใครก็แล้วแต่หนุนหลัง แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตำรวจกองปราบปรามไม่ได้เกรงกลัวจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เราจะทำอย่างตรงไปตรงมา ทำอย่างมืออาชีพ”

 

เล็งข้อบกพร่องไปซ้อมแผนเผชิญเหตุ ลดสูญเสียในการตัดสินใจกลางเหตุวิกฤติ

นายตำรวจหนุ่มบอกอีกว่า หากเกิดคดีน่าสนใจ คดีสำคัญ หรือคดีอุกฉกรรจ์ เช่น การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  คดีระเบิด คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ  กองปราบปรามจะวิ่งเข้าไปหาคดีเพื่อคลายปมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยร่วมกับพื้นที่ เข้าไปสืบสวนสอบสวน พยายามเดินให้สุด ทำให้ไปได้มากที่สุด เท่าที่จะไปได้จนกระทั่งจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะไม่ให้เกิดปัญหาเด็ดยอดผลงาน เพราะส่วนมากนักสืบในพื้นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ตำรวจกองปราบปรามพยายามร่วมมือกันช่วยกัน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้นำ หรือท้องที่เป็นผู้นำสามารถทำงานร่วมกันได้

“เราคงไม่ไปบังคับท้องที่ว่า ต้องฟังเรา แล้วแต่ที่เขาถนัด ผมอยากจะร่วมกันทำมากกว่า เพราะเป้าหมายของกองปราบปราม คือ งานสำเร็จ ไม่ใช่ว่า จะไปแข่งอะไรกับใคร ผมคิดว่า อยากจะพัฒนาในทุกๆ ด้านของหน่วย คือ ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว ดีมากด้วย จากชื่อเสียงที่พี่ๆ สั่งสมกันมา เพียงแค่อยากจะพัฒนาไปอีก ให้เป็นมาตรฐานระดับสากล เครื่องมือเครื่องใช้ หรือว่ายุทธวิธีต่างๆ วิธีการทำงาน อยากให้เหมือนที่ต่างประเทศ”

ทั้งนี้ พ.ต.อ.จิรภพให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ตำรวจกองปราบปรามทุกนาย จำเป็นต้องนำยุทธวิธีของหลายเหตุการณ์ในประเทศหรือต่างประเทศมาศึกษาข้อผิดพลาดแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข คล้ายๆ กับทำวิจัยขึ้นมา แล้วก็ดูว่า ยุทธวิธีที่เหมาะสม คืออะไร เช่น คนร้ายใช้อาวุธมีด คนร้ายใช้อาวุธปืน ระยะเท่าไหร่ เราทำอะไรได้บ้าง เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนต่อไป ก่อนฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุตามแต่ละสถานการณ์ ฝึกให้เกิดการตัดสินใจก็ได้ทันท่วงที ถ้าคนไม่ได้ถูกฝึกมา มักจะลังเล เพราะคิดว่า ยิงไปติดคุก ยิงดีไหม เมื่อสับสนจะทำให้การตัดสินใจช้าลง กลายเป็นฝ่ายถูกทำร้ายแทน เราถึงต้องไปช่วยพัฒนาส่วนตรงนี้

 

เฟ้นหาคนเก่ง ดี และขยัน  ไม่ใช่คนตามรับใช้ใกล้ตัวทั้งวัน

“ผมพยายามสร้างหน่วยให้เป็นที่ยอมรับ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาช่วยกันทำงาน ผมบอกเลยว่า การทำงาน ผมก็คงไม่ได้เก่งคนเดียว อยู่ที่ทีมงานที่เป็นกำลังหลัก ช่วยให้งานประสบความสำเร็จ ต้องช่วยกันสร้างตำนาน พัฒนากองปราบปรามให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในทุกๆ ด้าน เหมือนที่ริเริ่มตั้งโรงเรียนสืบสวนกองปราบปรามขึ้นมาพัฒนาบุคลากรในหน่วย ให้สามารถทำได้ทุกคนในขั้นพื้นฐาน ผมคิดว่า ตำรวจสืบสวนต้องเก่ง 2 ด้าน คือ งานสืบสวน กับยุทธวิธี เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน เช่น เวลาไปค้นรถ ค้นคน ค้นบ้าน ถ้าเข้าไปแบบไม่มียุทธวิธี ก็มีโอกาสสูญเสียได้เช่นกัน”

แม่ทัพติดอาร์มกองปราบปรามคนใหม่หมายมั่นว่า จะให้ตำรวจในหน่วยทุกนายปรับพื้นฐานงานด้านสืบสวน ด้านยุทธวิธี พอเป็นกันหมดจะทำงานได้ เมื่อมีคนใหม่ย้ายเข้ามา ต้องอบรมเพิ่ม  ทุกคนที่อยู่กองปราบปราม หรือผ่านจากกองปราบปรามต้องผ่าน ต่อไปใครมีงานและรู้ว่ามีคนจากกองปราบปรามออกไป ต้องรู้ว่า ไม่ธรรมดา เป็นแบบเมื่อก่อน

ส่วนเรื่องการจัดกำลังตามหลักการของ พ.ต.อ.จิรภพ เลือกใช้วิธีนี้มาตั้งแต่เป็นผู้กำกับการ เฟ้นคนที่มาทำงานในสังกัดจะต้องเก่ง ดี ขยัน เก่ง คือ มีความสามารถ ดี  คือ เป็นคนดี มีคุณธรรม ขยัน คือ ขยันตั้งใจทำงาน คนส่วนใหญ่ที่เลือกมาแล้วถึงเป็นคนทำงานทั้งนั้น “ ไม่จำเป็นต้องรู้จักผมมาก่อน หรือมาเอาอกเอาใจ ไม่ต้องเลย อยู่กันห่างๆ ได้เลย แต่ว่ามีผลงานให้เห็น บางคนไม่รู้จักกันเลย แต่ผมเห็นผลงานดี ผมก็จะเข้าไปหา ไปเอาตัวมาช่วยกันทำงาน เวลาทำงานก็เหมือนกัน ไม่ต้องมาอยู่ใกล้ๆ หรืออะไรยังไง มอบหมายงานไป ขอให้ตั้งใจทำงาน  เดี๋ยวมีโอกาสก็จะตอบแทน สนับสนุนให้” เจ้าตัวน้ำเสียงหนักแน่น

 

ขอเอาผลงานพิสูจน์ตัวเอง แต่ขอไม่ได้เก่งเพียงคนเดียว

พ.ต.อ.จิรภพคาดหวังว่า กองปราบปรามเป็นหน่วยที่มีชื่อเสียง เป็นหน่วยที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน จำเป็นต้องทำให้หน่วยดียิ่งๆ ขึ้นไป ได้เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง คือทำตามมอตโต ทำอย่างเป็นมืออาชีพ เป็นกลาง และอยู่เคียงข้างประชาชน ถือประชาชนเป็นหลัก ใครเดือดร้อนอะไรมา ถ้าตำรวจโรงพักเอาไม่อยู่แล้ว เราก็จะเป็นหน่วยที่เข้าไปทำให้ได้

“ดีใจ ภูมิใจที่มารับตำแหน่งนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องนำหน่วยให้ดี ผมคิดว่าจะเอาผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เรามีความตั้งใจแค่ไหนยังไง เรามีความสามารถแค่ไหนที่ได้รับความไว้วางใจให้มาทำตรงนี้ และจะทำให้ดีที่สุด ต้องขอบคุณผู้บังคับบัญชาที่ไว้วางใจให้มาอยู่ในตำแหน่งนี้ ขอบคุณผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ที่ผ่านมา 3-4 ปี หลังจากที่ผมกลับมารับตำแหน่งสำคัญ ทุกคนช่วยกันทำงานต่างๆ นานา จนกองปราบปรามกลับมาเหมือนยุคเก่า มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของประชาชน และไม่ใช่ตัวผมคนเดียวที่ทำ  เป็นเพราะทุกคนในกองปราบปรามที่ช่วยกัน”

“ผมคุยกับอดีตผู้บังคับบัญชาหลายๆ ท่านที่เคยอยู่กองปราบปราม ทุกคนรักกองปราบปราม อยากเห็นกองปราบปรามเจริญรุ่งเรือง ท่านเปรียบกองปราบปรามเหมือนต้นไม้ที่หลายๆ คนช่วยกันปลูกมา แล้ววันนี้ก็เหมือนมาอยู่ในมือผม ทุกคนก็เอาใจช่วย อยากจะให้ต้นไม้นี้มันงอกงาม เป็นต้นไม้ที่คอยดูแลประชาชน เป็นต้นไม้ที่สง่างามของกองปราบปรามต่อไป” พ.ต.อ.จิรภพทิ้งท้าย

 

ย้อนเส้นทางประวัติชีวิตสีกากี โปรไฟล์ดีก่อนมานั่งผู้การประเทศไทย

ประวัติ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 34 นักเรียนนายร้อยรุ่น 50 จบปริญญาโท คณะการบริหารข้อมูลสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ปริญญาเอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรม เริ่มรับราชการตำแหน่งแรกเป็นรองสารวัตรฝ่ายปฏิบัติการ 3 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ก่อนย้ายเป็น รองสารวัตร แผนก 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เลื่อนขึ้นเป็นสารวัตรสืบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ไต่ระดับเป็นรองผู้กำกับการและผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ถึงได้ย้ายกลับถิ่นเก่านั่งเก้าอี้ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ขึ้นรองผู้บังคับการปราบปราม และเป็นผู้บังคับการปราบปราม คนที่ 36 ของหน่วย

ความฝันวัยเด็กอยากเป็นนักบินเอฟ 16 สังกัดกองทัพอากาศ แต่ต้องเรียนเพิ่มอีกหลายปีเลยเปลี่ยนใจมาเป็นตำรวจ ลงสนามสวมเครื่องแบบติดอาร์มกองปราบปรามครั้งแรก ประเดิมแกะรอยคดีจับ น.ส.ไช่ ซื่อ หยวน ชาวจีนไปเรียกค่าไถ่ หลังจากสถานทูตแดนมังกรส่งข้อมูลมา มีเพื่อนช่วยแปลภาษายืนยันว่า มีการลักพาตัวจริงจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามไปรวบ นายพานซื่อหง และ น.ส.หวังเผย แก๊งคนร้ายรายนี้ได้ พร้อมช่วยเหลือเหยื่อออกมาอย่างปลอดภัย

นับจากนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกคดีในกองปราบปราม เหมือนฝึกงานไปในตัว ได้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ สมัยนั้นนั่งผู้กำกับเป็นพี่เลี้ยงแนะนำเทคโนโลยีในการแกะรอยตามหาคนร้ายนาน 3 ปี ต้องย้ายออกไปเรียนรู้งานหน้าใหม่ที่ตำรวจท่องเที่ยว กระทั่งข้ามมานั่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามยุคผ่องถ่ายเลือดใหม่

“ผมต้องการพลิกภาพตำรวจกองปราบ ฟื้นฟูกองปราบปราม” เขาพูดไว้ตั้งแต่กลับมาครั้งนั้น มาถึงวันนี้ได้นั่งเป็น “แม่ทัพหน่วย” มีอำนาจเต็มไม้เต็มมือ ความฝันที่จะพลิกโฉมกองปราบปรามกลับมาโลดแล่นในฉากบู๊เหมือนเฉกเช่นอดีตคงไม่ไกลเกินเอื้อม