อีกปัญหานอกจากอาการ ผิดฝา-ผิดตัว แต่งตั้งโยกย้ายมั่วที่ทำลายขวัญกำลังใจคนทำงานแล้ว ยังมี “ภาวะหนี้สินรุมเร้า” ของเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พาให้คิดสั้นไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย

ตั้งแต่ผันตัวเลือก “เดินทางผิด” กลายเป็นโจรปล้นฆ่า รับจ้างเดินยานรก  ไม่ก็อาศัยเครื่องแบบหากินด้วยการเป็น “นักบิน” ตีเงินผู้กระทำความผิดแลกกับการไม่ดำเนินคดี

ถึงกระนั้นไม่เลวร้ายเท่าโศกนาฏกรรม”ฆ่าตัวตาย” ลาโลก

ล่าสุดโชคชะตาเล่นตลกกับ พ.ต.ต.สุริยน จงรักษ์ สารวัตรฝ่ายสนับสนุน 1 กองบังคับการสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ในวัย 58 ปีบั้นปลายชีวิตราชการก่อนเกษียณไปพักผ่อน เจ้าตัวเลือกทางตายเพื่อตัดสินปัญหาชีวิตด้วยการแขวนคอที่ต้นดอกแค บริเวณหลังบ้านตัวเองในชุมชนบ้านหนองหิน ตำบลหมากแข้ง เขตเทศบาลอุดรธานี

เกิดในวันหยุดยาวที่เขาเดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัว

ผู้เป็นภรรยาบอกว่า ผู้ตายบ่นเรื่องหนี้สินรวมถึงหน้าที่การงาน ไม่ร่าเริงเหมือนเคย เหม่อลอย ไม่หยอกล้อเล่นกับลูกหลาน กระทั่งผูกคอฆ่าตัวตายอยู่หลังบ้านช่วงที่ครอบครัวนอนหลับพักผ่อน โดยไม่ได้ร่ำลาใคร

ขณะที่ ลูกสาวให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ก่อนหน้าพ่อรับราชการอยู่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งได้รับคำสั่งไปขึ้นสารวัตรฝ่ายสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเมื่อคำสั่งแต่งตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระยะหลังเริ่มมีปัญหาหนี้สินที่กู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ แต่ละเดือนถูกหักแทบไม่เหลือใช้จ่ายประทังชีวิต ลูกทั้งสามคนต้องช่วยส่งเงินไปให้พ่อใช้ประมาณเดือนละ 5-6 พันบาท

“เห็นพ่อพูดว่า เงินปันผลของสหกรณ์จะออกวันที่ 11 ตุลาที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าต้องเลื่อนไปวันที่ 15 ตุลา พ่อบอกจะเดินทางไปตามเรื่อง แต่แล้วก็คิดสั้นผูกคอตายก่อน” เธอว่าถึงปมมรณกรรมของพ่อบังเกิดเกล้า

สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ที่เขาเป็นกรรมอยู่ด้วย

ผุดเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับนายตำรวจวัยใกล้เกษียณ

อีกเกินกว่าค่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน หนี้สินรุมเร้า หนี้ในระบบนอกระบบ ถาถมเข้ามาเดือดร้อนพันถึงครอบครัวลูกเมีย

ผู้บังคับบัญชาบางคนมัก “ป้ายความผิด” ให้พวกเขา เป็นคนสร้างหนี้สินจน “จมไม่ลง” เอง แต่ไม่คิดหาทางแก้ไขเยียวยา แถมบางคนยังเอาสถานการณ์ความเดือดร้อนของชั้นผู้น้อยมาหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง เหมือนเกิดขึ้นกับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย

ทั้งที่รู้เต็มอกว่า สวัสดิการเงินของตำรวจแทบไม่พอ “ยาไส้” อุปกรณ์หลายอย่างต้องเจียดเงินส่วนตัวซื้อเอง สุดท้ายก็ต้องไปเป็นหนี้ “สหกรณ์ออมทรัพย์” หน่วย

โดนหักเงินแต่ละเดือนเหลือเพียงไม่กี่บาท

เจ้าหน้าที่สหกรณ์บางคนยังหน้าเลือดรีดหน้าทาเร้นเก็บ “ค่าหัวคิว” เพื่อลัดคิวเดินเรื่องเงินกู้สหกรณ์ ไม่ก็ปล่อยกู้เพื่อ “คิดดอกเบี้ยโหด” สำรองจ่ายไปก่อน

แล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร หากไม่พึ่งพา “เงินนอกระบบ” ก็ต้องยอมไปเป็น “หนี้นอกระบบ” หรือหันไปประคบประหงมเอาอกเอาใจ “นักธุรกิจสีเทาดำ”

มันไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มันเกิดมานานแล้ว

โลกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ถึงไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคิด