นายพลบางคนเก่งแค่ปาก แต่ลำบากจะลงมือทำ โยนวีรกรรม “มั่ว” ให้ลูกน้องหัวหมุน

ชอบวุ่น “สั่งแห้ง” แสดงอำนาจที่ปราศจากประสบการณ์ทำงานเพียงเพื่อเอาตัวไปอยู่หน้าฉาก อยากเล่นบทพระเอกหน้าจอ

“จ้อไม่ค่อยหยุด”

นายพลแบบนี้เติบโตได้ด้วยอาศัย “น้ำลาย” ผสม “ก้อนเงิน” ปูทางเดินกำหนดอนาคตชีวิตราชการ สร้างความรำคาญแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากมีวิชาอยู่ในแค่ตำรา เมื่อออกมาลงสนามได้แต่ “พล่าม” ท่ามกลางความปั่นป่วนยุ่งเหยิงของคดี

บางทีถูกยกเป็น “มือปราบ” ในคราบ คุณชายเจ้าสำอาง แผ้วถางทางจากการทุ่มเอาอกเอาใจ “นักข่าวบางสำนัก” ล่อติดกับดัก “ตาโต” เพราะเงินบำรุงกระเป๋าฉาวโฉ่เอาไปโชว์ “น้ำยาไส้” ไม่สนใจจรรยาบรรณ

ปั่นกระแสช่วยชูให้ “ยืนเด่น” เข็นเก็บปมด้อย ปล่อยประโยคฝอยจนฟูมปาก

หลายคดีที่ไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องพยายามย่องเข้าไป “เสนอหน้า” อ้างสายการบังคับบัญชา ถึงเวลา “ฉายเดี่ยว” เกี่ยวความลับของพยานหลักฐานในการติดตามจับคนร้ายไป “อวดน้ำลาย” ทำแฟ้มคดีกระจุยกระจาย ทำลายความสัมพันธ์หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทบกระเทือนเป็น “ลูกโซ่”

สำคัญที่สุด คือ ผุดแนวคิดให้ผู้ต้องสงสัยเกิดไอเดีย “เขี่ยหลักฐาน” ออกให้พ้นการ “มัดตัว” ส่งเรื่องราวชวนปวดหัวแก่ “ทีมงานภาคสนาม” นอกจากทำสงครามกับบรรดา “มโนโซเชียล” เที่ยวเป็นนักสืบอยู่บนแป้น “คีย์บอร์ด” ยังต้องมาสวมกอดเอาคำพูดไม่เข้าท่าของ “ผู้เป็นนาย”

สุดท้ายสังคมไขว้เขว เทความรู้สึกนึกไปตาม “โลกไซเบอร์” เมื่อใดเจอ “คนร้ายตัวจริง” แต่พยานหลักฐานกลับไม่มีอยู่จริงตามที่กล่าวอ้างมาตลอดเกมการแกะรอย

ชะรอยพร้อมใจกันบอกว่า “แพะ” แปะยี่ห้อ “ตำรวจจับมั่ว” เพราะกลัวกระแสโจมตี

ไม่ว่าอดีต หรือปัจจุบัน ในวันที่มีคดีสำคัญ มันมักมี “น้ำลายคนเป็นนาย” แบบนี้เกะกะเกาะติดอยู่เสมอ