ชิงออกคำสั่งมาตั้งแต่ยังไม่เกิดประเด็นร้อนจาก “คลิปฉาว” เป็นเรื่องเป็นราวกลายเป็น “รอยร้าว” ในสำนักปทุมวัน

เมื่ออำนาจอยู่เต็มมือ  พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา  รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีวิทยุคำสั่ง 0007.22/56 ลงวันที่ 10 มกราคม 2563 ถึง  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9   กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน   sหัวหน้าฝ่ายอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการสารนิเทศ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องการดูแลความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2563

มีใจความว่า  เนื่องด้วยในห้วงระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 ถึงวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 เป็นช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ตามประเพีณีปฏิบัติของคนไทยเชื้อสายจีน จะออกมาจับจ่ายใช้สอยจัดเตรียมสิ่งของเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามความเชื่อ เดินทางไปเยี่ยมญาติ หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า หรือบริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกำหนดให้เป็นวันหยุดพิเศษ เพื่อให้พนักงานหรือลูกจ้างได้พักผ่อนและเดินทางกลับภูมิลำเนา

อาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพ หรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีอาศัยช่องว่างในช่วงเวลาดังกล่าวก่ออาชญากรรม รวมถึงปัญหาการเกิดอัคคีภัย อันเนื่องมาจากความประมาทของประชาชนจากการจุดธูปเทียนบูชาในห้วงเทศกาลดังกล่าว

เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2563 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพจึงกำชับให้ดำเนินการดังนี้

ช่วงก่อนวันตรุษจีน ให้เจ้าหน้าที่สายตรวจและฝ่ายสืบสวน เพื่อเพิ่มความเข้มในการออกตรวจตราตามสถานที่หรือตลาดที่จำหน่ายสินค้านำไปประกอบพิธีเซ่นไหว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน วันจ่าย (23 มกราคม) รวมทั้งเฝ้าระวังการป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ ธนาคาร ร้านจำหน่ายทอง ร้านอัญมณี ร้านสะดวกซื้อ โรงทานและบริเวณที่มีประชาชนเดินทางไปจับจ่ายใช้สอย

ใน วันไหว้ (24 มกราคม) ให้เน้นป้องกันเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีการไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณี มีการจุดธูปเทียนและเผากระดาษตามคติความเชื่อ และอาจลืมดับไฟ หรืออาจเกิดจากแรงลมพัดทำให้เกิดการติดไฟลุกลามขึ้นได้ง่าย

วันเที่ยว (25 มกราคม) ให้เน้นตรวจตราป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรม หรือที่พักอาศัย ในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งปิดบ้าน, บริษัท, ห้างร้าน เดินทางไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่สถานีตำรวจ ให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับให้บริการประชาชน ทั้งในสถานีตำรวจและนอกสถานีตำรวจเมื่อได้รับการร้องขอ

สำคัญสุดคือ คำสั่งของรักษาการแม่ทัพปทุมวัน ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามมิให้มีการเรียกรับเงิน “แต๊ะเอีย” หรือประโยชน์อื่นใดมิชอบในวันตรุษจีนอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ให้ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าสถานี อยู่ปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

ถึงจะคิดแผนดี แต่ทำลำบากก็ยากที่จะปฏิบัติ

วิบัติของ “ซองส่วย” เป็นระบบห่วยเกาะกินรากเหง้าขององค์กรตำรวจมานาน เพราะตำรวจบางกลุ่มทำตัวเป็น “ขอทาน” เรี่ยไรไถเงินผู้ประกอบการธุรกิจสีเทา-ดำกันเป็นเรื่องชินชา เอามายาไส้ ไว้ใช้ไปทำงาน และเข้ากระเป๋าผู้ใหญ่บางคน

มีทั้งแบบเหมาจ่าย รายสัปดาห์ ราย 10 วัน ราย 15 วันไปจนถึงรายเดือน แลกกับการเอา “หูไปนา เอาตาไปไร่” ปิดตาข้างเดียว

“แต๊ะเอีย” เป็นเพียงก้อนเงินตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนที่ผู้ให้ยินดีมอบแก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่สอดส่องดูแลชีวิตและทรัพย์สินพวกเขา

น้ำหนักซองโคตรจะเบาเทียบเท่าปุยนุ่น

หาใช่ “เงินส่วย” แล้วบางคนชอบโลกสวยบอกไม่เคย รับสักบาท ตลอดชีวิตราชการ

เสมือนนิทานหลอกเด็ก