ในที่สุด “อสุนีบาต” ฟาดใส่กลางสำนักปทุมวันอีกครั้ง

ดับชนวนร้าวฝังรอยแผลบาดลึกเข้าตรงเป้าเก้าอี้ “แม่ทัพสีกากี” ชัดเจน

แบบนี้เรียกว่า “สวรรค์มีตา เทวดามีจริง” ตามที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยกเอามาเปรียบเปรยใช่หรือไม่

ฉากกระสุนเบิกร่องใส่รถเก๋งเปล่าไร้ผู้คนนำทางให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก้าวขึ้นเวทีปรากฏร่างหลังหายเงียบเก็บตัวไปนานเกือบปี เที่ยวนี้จัดหนักประกาศดับเครื่องชน “พี่แป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ไม่สนว่า เคยมีบุญคุณเกื้อหนุนรักใคร่กันมาแต่ก่อนเก่า

มี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ “พิทักษ์ 2 รับบทรักษาราชการแทนผู้นำที่ลาราชการไปภารกิจส่วนตัวในต่างประเทศ โดดลงมา “เทกแอคชั่น” มาดขึงขัง

กระทั่งเกิด “คลิปสนทนา” หลุดออกมาถึงมือรายการสื่อช่องหนึ่ง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา น่าจะถึง “บางอ้อ” จับสัญญาณของขบวนการ เลื่อยขาเก้าอี้ เร่งเวลาให้ลงจาก “หลังเสือ” ก่อนวาระเกษียณอายุราชการไม่กี่เดือน

เรื่องวุ่นอีนุงตุงนังใน “กองทัพสีกากี” ยิ่งกว่าหนังดราม่าที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็น “หัวหลัก” คุมสำนักโล่เงิน ยอมเดินเป็น “หัวตอ” ขอปฏิเสธเข้าไปยุ่งเกี่ยว บอกเดี๋ยวพวกเขาก็แก้กันเองได้

สุดท้ายนายกรัฐมนตรีต้องกลืนน้ำลาย สะบัดปากกาลงนามหนังสือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2563 เรื่อง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

เป็นคำสั่งอำนาจลงดาบครั้งแรกที่ปราศจากมาตรา 44  เหมือนสมัยถ่างขาฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ให้เหตุผล พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา มีพฤติการณ์และการกระทำส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยการยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย

เวลาไล่เลี่ยกันมี “ดาบสอง” ในทันทีที่  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 28/2563 ส่ง พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ากรุปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม

ทำวงการสั่นสะเทือนไม่เข้าใจเหตุผลที่ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ที่เสมือนซี้ปึ๊กกันมาตั้งแต่สมัยเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ และตามกันไปอยู่สำนักงาน พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อธิบดีกรมตำรวจ ถึงขนาดผูกสัญญาใจเปลี่ยนมือผลัดไม้ตำแหน่งนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ

อีกทั้งประกวดผลงานปราบปรามอาชญากรรมภายใต้ “อาร์มกองปราบปราม” ล่าสุดยังร่วมคลายไขคดีผู้อำนวยการโรงเรียนฆ่า 3 ศพชิงทองร้านโอโรร่า ห้างดังกลางเมืองลพบุรี

นั่งโต๊ะเคียงแถลงข่าวกันชื่นมื่น

เพียงข้ามคืนจำต้องตัดสินใจ “เชือดเพื่อนรัก” หักเยื่อใยความสัมพันธ์ในบั้นปลายชีวิตราชการของทั้งคู่

งานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รู้เต็มอก อยู่ที่เจ้าตัวจะระบายความจริงถึงเหตุผลมากน้อยแค่ไหนว่า ทำไมลาก พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย เข้ามาอยู่ในฉากเกมกระสุนตกท้องทุ่งบางรัก

ที่แน่ ๆ ส่งกระแสไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ค่ายบูรพาพยัคฆ์ ต้องคิดหนัก หากหวังเท “หน้าตัก” ดึง “น้องที่รัก” อย่าง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล คืนสนามวังวนของขั้วอำนาจเก่า

แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่รีรอออกคำสั่งเตือน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ให้รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ

“ไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับ บัญชา ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ไม่ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ ไม่กระทำการอันเป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชน”

ตบท้ายด้วย  “ ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ของทางราชการ ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ รักษาความลับของทางราชการ มีความสุภาพ เรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ”

ส่งสัญญาณแรงปล่อยแสงล้างบางอำนาจมืด

ที่ฝืนไม่ดูฟ้าฝนและทิศทางลม