ถือเป็นมือปราบปรามยาเสพติดระดับตำนานของหน่วยที่ลูกน้องยอมรับกิตติศัพท์

พล.ต.ต.อวยพร จินตกานนท์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ผ่านชีวิตวันเด็กที่ค่อนข้างเกเรย้ายโรงเรียนบ่อย เกิดจังหวัดตราด เข้ามาโตเมืองหลวง อยู่ทั้งโรงเรียนวัดราชบพิธ โรงเรียนยานนาวา โรงเรียนเซนต์คาเบรียล รวมถึงวิทยาลัยเซนต์จอห์นที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่นยุคทำระเบิดขวดไล่ปาอริต่างสถาบันจนต้องออก

ใช้เวลา 2 ปีกลับไปอยู่บ้านเกิดจังหวัดตราด เพื่อนเก่าไปเยี่ยมเห็นสภาพแล้วเกรงจะไปเป็นโจรเลยพยายามเคี่ยวเข็ญให้กลับมาเรียนอีกครั้ง เขาถึงไปเริ่มต้นใหม่ที่โรงเรียนดุสิตพณิชยการ ก่อนบินศึกษาต่อด้านบัญชีที่ประเทศฟิลิปปินส์นาน 4 ปี เมืองไทยมีสถานการณ์คุกรุ่นประท้วงไล่ทหารอเมริกันเลยเลือกไปอยู่สวีเดนกะจะเรียนต่อ แต่ติดเรื่องภาษาสวีดิชที่ไม่ถนัดสุดท้ายเลือกบินกลับไปฟิลิปปินส์จนจบปริญญาโท

“ชีวิตผมไม่น่าจะมาเป็นตำรวจได้” เจ้าตัวย้อนความหลังทั้งที่ใจอยากเป็นตอนสมัยกวดวิชาจะเข้าเตรียมทหารทว่าคบเพื่อนพาออกนอกทางกลายเป็นเด็กเกเร กระทั่งโอกาสมาตอนกรมตำรวจเปิดรับสมัครตำรวจกองการต่างประเทศ ต้องการคนเก่งภาษาเขาถึงเข้ามาสวมเครื่องแบบสีกากี สังกัดตำรวจกองการต่างประเทศอยู่ 4 ปี พล.ต.อ.เภา สารสิน ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เขาจึงขอย้ายมาอยู่กองกำกับการ 7 กองปราบปราม รับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปรามยาเสพติด

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ พล.ต.ต.อวยพร สัมผัสงานปราบปรามยานรก

“ผมชอบงานอย่างนี้อยู่แล้ว พอเข้าไปเห็นการทำงานของนายตำรวจรุ่นพี่อย่าง วิรัช ชุติมิตร ประกาศ ศาตะมาน จับยาเสพติดแทบทุกวันยิ่งชอบ และได้รับมอบหมายให้ไปดูพื้นที่ทางภาคเหนือ ตั้งด่านตรวจเข้มที่อำเภอแม่ต๋ำ จังหวัดพะเยา กวาดจับกุมคนร้ายลักลอบขนยาเสพติด และอาวุธปืนเยอะแยะไปหมด ก่อนย้ายไปอยู่ด่านสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ที่มีตำรวจกองปราบปรามรับผิดชอบโดยเฉพาะ” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รำพันวันเก่า

เขาแค่ยศ ร.ต.อ. แต่ได้รับความไว้วางใจจาก พ.ต.อ.ประกาศ ศาตะมาน ผู้กำกับการ 7 กองปราบปรามสมัยนั้นขึ้นไปคุมพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ แม้จะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความที่ใจรัก สร้างผลงานและได้ใจลูกน้องจำนวนไม่น้อย กระทั่งกองกำกับการ 7 กองปราบปราม ปรับโครงสร้างใหม่มาเป็นกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เขาจึงเปลี่ยนมาสังกัดใหม่ แต่ยังรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือเช่นเดิม

คลุกคลีตีโมงเก็บกวาดขบวนการค้ายานรกตามแนวชายแดนมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ย้ายออกนอกหน่วยเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราดอยู่พักหนึ่งแล้วคืนถิ่นถนัด จากนั้นขึ้นผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด แต่ไม่ได้ทำงานอำนวยการยังคงไปลุยปราบปรามยาเสพติดที่ภาคเหนือ ก่อนขยับมาเป็นผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1  เป็นคนสุดท้ายที่คุมพื้นที่ทั่วประเทศ ต่อมาเปลี่ยนโครงสร้างใหม่บีบพื้นที่รับผิดชอบภาคเหนือตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 อยู่ 5 ปี ถูกทาบทามให้นั่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายถัดจาก พล.ต.ต.จำนงค์ แก้วศิริ เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดยุคนั้นเห็นฝีมืออยากให้ไปช่วยกำราบแก๊งยานรกตามตะเข็บประเทศ

ปรากฏเกิดเหตุพลิกผันทางการเมืองเมื่อปี 2549 โดนเด้งเป็นรองผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ ให้ไปเซ็นชื่อ ผมไม่เคยเซ็น จนเปลี่ยนมาเป็นยุคพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผมเข้าไปบอกว่า ผมไม่ทำงานแล้วนะ จะให้ผมนั่งเปล่าๆ บนโต๊ะ ผมทำไม่เป็น ท่านบอกว่า ไม่ทำแล้วใครจะทำ ผมก็ย้ำว่า ไม่ทำ ผมจะเกษียณอยู่แล้ว ในที่สุดได้ย้ายไปอยู่เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รับผิดชอบถิ่นเดิมที่ภาคเหนือจนเกษียณ” พล.ต.ต.อวยพรระบายความรู้สึกเมื่อครั้งเจอมรสุมการเมืองว่าด้วยเรื่องอำนาจต่างค่าย

ประสบการณ์ทำคดีมากมาย เขาประทับใจตั้งแต่ตามไล่จับขุนส่า สมัยนั้นล่อซื้อเองเขียนสำนวนเอง ส่งให้ท้องที่หมด เคยแม้กระทั่งทำเรื่องย้ายผู้พิพากษาภายใน 24 ชั่วโมงที่ช่วยเล่าต๋า แสนลี่ หลุดคดี เจ้าตัวเล่าว่า ทำงานปราบปรามยาเสพติด เห็นช่องทางวิ่งเต้นของนักค้ายาเสพติดเยอะมาก เล่าต๋าเคยเอาเงินมาเสนอ 3 ล้านบาท ไม่ใช่ว่า ไม่อยากได้ ใครๆ ก็อยากได้ แต่มารู้ตอนหลัง พวกนั้นมีการดับเบิลเช็ก โทรศัพท์ก็ดักฟัง หากรับไปซวยแน่นอน

เป็นตำรวจคนแรกที่ตามกวดตะครุบเล่าต๋า แสนลี่ เมื่อหลายสิบปีก่อน จากนั้นตามรวบเหว่ย เซียะ กัง ราชายาเสพติดตัวสำคัญตามหมายจับแบบฟลุก เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้า ไม่มีใครชี้ตัวยืนยัน พล.ต.ต.อวยพรบอกว่า  เราไม่เคยเห็นตัว จับได้ยึดบัญชีธนาคารมีเงินอยู่ 17 ล้านบาท ระหว่างทางจะเอาตัวเข้าเข้ากรุงเทพฯ ถึงด่านสลกบาตร เราสงสัยว่า ทำไมมันเสนอเงินให้เอาไปแบ่งกัน ถามจี้ถึงยอมรับว่า ตัวมันคือ  เหว่ย เซียะ กัง เหตุผลที่ไม่ยอมรับตอนแรก เพราะกลัวเราเอาตัวส่งให้ขุนส่า ติดคุกไม่ห่วง

ถึงกระนั้น เหว่ย เซียะ กัง ก็รอดเงื้อมมือของกฎหมายไปอีกจนได้ ตำนานนายตำรวจผู้ล็อกตัวเจ้าพ่อยานรกคนดังส่ายหัว เขาขอไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมที่ไปกระทบหน่วยอื่น แต่อยากฝากข้อคิดถึงการทำงานว่า หลายคนชอบตีว่า การที่ตำรวจล่อซื้อยาเสพติดเป็นการทำดีมานด์เทียม ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ เราล่อซื้ออย่างมืออาชีพ หมายถึงว่า สายในกลุ่มที่ขายของ เอาของมาให้เรา ไม่ใช่เราไปเอาตาสีตาสามา แล้วบอกว่า แบ่งของมาขายให้ อยากจะถามกลับไปว่า ชอบพูดว่าดีมานด์เทียมๆ แล้วถ้าจะถามกลับบ้างว่า ซัพพลายเทียมบ้างรู้ได้อย่างไร รู้หรือว่าพม่าผลิตยาเสพติดจำนวนเท่าไหร่ เรื่องนี้พูดลำบาก

“ฝากตำรวจรุ่นใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำงาน สิ่งของที่ล่อใจ ทำอย่างไรให้เราผ่านตรงนั้นมาได้ คือ เราต้องตั้งมั่น เราต้องทำจริง หมายถึงว่า ล่อซื้อ ต้องทำคู่กับผู้บังคับบัญชา เดี๋ยวนี้เขามีขออนุญาตดักฟังได้ อะไรได้ แต่สมัยก่อนไม่มี อย่าไปนึกถึงเงิน เหมือนเรื่องซีดีของ ถ้าคนไม่สัมผัสไม่รู้หรอก ไม่ใช่ว่าซีดี 5 ล้าน เม็ดละ 5 บาท ไม่ใช่ว่าได้ 25 ล้าน มันจะเอาตังค์ที่ไหนมาให้ ถ้าเอามาแล้วผมเป็นคนนั่น ผมก็เชิดทั้งเงิน ทั้งของ ไปเลยถูกไหม ทีนี้นายบางคนมา ไม่ได้สัมผัสแบบนี้ ไม่เข้าใจก็พูดไปเรื่อย”

ตลอดการทำงานปราบปรามยาเสพติด เขายอมรับด้วยว่า ตำรวจทุกคนเสี่ยง นักค้ายาพร้อมต่อสู้ เคยปะทะเดือดกันบนเขา ยิงตายหมด 9 ศพ ทำด้วยตัวเอง ยิงเองแม้ตอนเป็นนายพล แต่ก็สูญเสียลูกน้องเช่นกัน  คนแรกตายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2529 และวันที่ 15 เมษยน 2530 ถูกยิงตายที่อุตรดิตถ์อีก 2 คน “หลังจากครั้งนั้น ผมบอกลูกน้องทุกคนเลยว่า ต่อแต่นี้ไป มึงตายไม่ได้ คนที่ตาย คือ กู ผมพูดอย่างนี้เลย ถ้าเวลาเข้า ผมต้องเข้าก่อน แก๊งยาเสพติด ยังไงมันก็สู้ ยิ่งไปเข้าถิ่นมัน ถ้ามันกำหนดจุดแล้ว อย่าเด็ดขาด ผมเตือนเสมอ จำได้ว่า ตอนลูกน้องคนแรกตาย  ท่านเภา สารสิน เคยเรียกผมไปบอกให้ย้ายไปอยู่ตรวจคนเข้าเมืองดีกว่า ผมบอกแกว่า ไม่กลับ ผมจะสู้ ลูกน้องผมตายแล้ว ขอสู้ ท่านเภาเลยสอนว่า อย่าให้มันยิงเราก่อนนะ สมัยก่อนผมถึงทำงานสนุก”

อย่างไรก็ดี เขาเคยโดนตั้งค่าหัวจากพ่อค้ายานรกจาก 3 ล้านบาททะลุถึง 5 ล้านบาท เนื่องจากทลายเครือข่ายยาเสพติดแบบเด็ดขาด พล.ต.ต.อวยพรจำไม่ลืมว่า เกิดขึ้นตอนเป็นสารวัตร กลุ่มนักค้ายารู้จักชื่อ แต่ไม่เคยเห็นหน้า เพราะเราไม่ชอบออกข่าว ไม่อย่างนั้นทำงานไม่ได้ พอดีดันไปชนสายเรา มานั่งเล่าให้ฟังต่อหน้า ขุนส่าเป็นคนจ้าง แต่เราไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเห็นว่า แค่คนรับงาน จับเยอะมาก ไม่ได้เก่ง แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะ  ท้องที่หรือตำรวจหน่วยอื่นไม่ค่อยได้ทำ เราแบบว่า บ้าทำงาน ชอบทำงาน ชอบไปกับลูกน้อง

พล.ต.ต.อวยพรย้ำว่า เกือบทั้งชีวิตราชการโตมากับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีเพียง 2 ปีก่อนเกษียณที่ต้องจำใจย้ายออกไปอยู่ภูธร “จะมาให้นั่งทำงานบนโต๊ะ ผมไม่เอา ผมสืบบนโต๊ะไม่เป็น ทำงานกับลูกน้อง บ้านแทบไม่ค่อยได้กลับ โชคดีครอบครัวเข้าใจ ปล่อยให้ทำงานเต็มที่ ช่วยบอกกับคนอื่นด้วยซ้ำว่า ถ้าหลวงไม่จ้าง ผมก็ทำให้ฟรี ผมชอบงานอย่างนี้ ชอบท้าทาย ยิ่งผู้ใหญ่เชื่อใจ งานก็สะดวก”

เหมือนช่วงหนึ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหน่วยปราบปรามยาเสพติดในหลายชาติที่เข้ามาสนับสนุนและส่งไปอบรมต่างประเทศ หลังจากโชว์ฝีมือสะกดรอยจับกุมเฮโรอีนลอตใหญ่มหึมาเป็นตันครั้งแรกของเมืองไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาส่งให้ไปเที่ยวนาน 2 เดือน เช่นเดียวกับแคนาดา  เดินทางจนได้ทำงานล่อซื้อยาเสพติดข้ามชาติถึงแหล่งในย่านบร็องซ์ที่เต็มไปด้วยคนผิวสีกลางเมืองนิวยอร์ก

อดีตมือปราบแห่งตำนานหน่วยยาเสพติดถ่ายทอดเรื่องราวว่า ไปเหมือนล่อซื้อ แต่ไม่ใช่ล่อซื้อ เป็นการล่อขาย หลังจากเพิ่งไปอบรมที่แวนคูเวอร์ แคนาดาเรื่องการล่อซื้อหมาด ๆ ต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการฝึกอบรมมาก ฝึกการเป็นสายเข้าไปล่อซื้อถึงถิ่น มีสายเป็นชาวอิสราเอล ติดเครื่องดักฟังเข้าไป สมัยนั้นบร็องซ์เป็นแหล่งอันตรายมาก ตำรวจโดนยิงตายแทบทุกวัน

นายตำรวจหนุ่มยศแค่ ร.ต.อ.จากเมืองไทยต้องสวมรอยเป็นพ่อค้ายาเสพติดมาจากต่างประเทศ เข้าไปเหมือนพนักงานขาย เนื่องจากอเมริกามีกฎหมายเชื่อมโยง ถ้าพูดถึงเรื่องเฮโรอีน เรื่องอะไรจับได้ทันที “ผมยังหนุ่ม ไม่ค่อยกลัวอะไร มันถูกจับ เพราะคำพูดว่า สปูน เป็นกรวยคล้ายช้อนตวงยาเสพติดเลยเกม งานสำเร็จที่บร็องซ์ ผมยังไปซีดียาเสพติดที่มาร์แซย์ ฝรั่งเศส ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ผมไปเรื่อยเลย สมัยก่อนทำงานแล้วนายเชื่อใจว่า เราทำงานจริง เราก็สบาย แต่ต้องไม่ทำโดยพลการ ต้องหารือนายก่อน”

ทั้งหมดเป็นยุทธไทเกอร์แท็บที่ พล.ต.ต.อวยพร ร่วมกับหน่วยปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาจับกุมเครือข่ายเฮโรอีนของขุนส่าส่งไปดำเนินคดีที่อเมริกานำไปสู่การอบรมหลักสูตรมากมายในต่างแดน  เจ้าตัวเสียดายว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ห้ามซีดี เพราะไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจ บางทีพูดไม่หมด ทั้งที่บางครั้งต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องทำให้ผู้ใหญ่รู้เรื่อง ไม่ใช่ไปทำกันเองจนผู้บังคับบัญชาเข้าใจว่า ลูกน้องไปมีผลประโยชน์ เช่นเดียวกับการล่อซื้อจากพวกที่ค้ายาเสพติดเพื่อขยายต่อถึงต้นตอ  บางทีพูดไม่หมดแล้วคนไม่เข้าใจ

เขายืนยันหลักคิดเตือนสติทิ้งท้ายว่า การทำงานปราบปรามยาเสพติดต้องมั่นคง เพราะมีอะไรล่อตาล่อใจเยอะ  “การแก้ปัญหายาเสพติด มันยากครับ อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย แม้แต่อเมริกายังไม่หมด จะรบกันยังไง จะฆ่ากันยังไง ก็ไม่หมด ล้วนเกิดจากอำนาจของเงิน คนไม่มีอะไรทำยอมเสี่ยงที่จะทำ แต่ปลายทางของกระบวนการยุติธรรมต้องแน่นพอ งานปราบปรามยาเสพติด ถ้าคนรักจะสนุก ทำกันเหมือนเกม ต้องเอาชนะให้ได้”

อวยพร จินตกานนท์ !!!