ยุคสมัยใหม่ที่เด็กเติบโตมาก็มีจอทีวีให้ดู ทั้งข่าวสาร สาระ ความบันเทิง ทำให้ในวัยเด็กของใครหลายคนเติบโต เรียนรู้ มีภาพจดจำกับหน้าจอทีวี เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายคนใฝ่ฝันว่าโตขึ้นมาจะเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นพิธีกร เป็นผู้ดำเนินรายการทีวี มีไม่น้อยที่ได้เดินตามฝันตัวเองสำเร็จ  และอีกจำนวนหนึ่งที่ได้ทำในอาชีพที่ใกล้เคียง และมีอีกมากที่เมื่อโตมาไม่ได้ประกอบอาชีพในฝันของวัยเด็ก

“จ๊ะจ๋า” จีระนันท์ กาหลง สาวสมัยใหม่อัธยาศัยดี ยิ้มเก่ง ช่างเจรจาเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความฝันตั้งแต่วัยเด็กว่า โตขึ้นมาจะทำอาชีพผู้ประกาศหรือพิธีกร เพราะเป็นคนชอบพูดตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นพูดคนเดียวซ้อมเป็นพิธีกรอย่างนั้นอย่างนี้หน้ากระจก ทว่าเมื่อโตขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถึงไม่ใช่อาชีพในฝันก็ยังถือว่า ใกล้เคียง เพราะปัจจุบันเธอทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์และกิจกรรมทางการตลาด โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และเวลาว่างยังรับงานพิธีกรเป็นอาชีพเสริม

แรกเริ่มเดิมทีสาวคนนี้ปูทางสู่การเป็นผู้ประกาศหรือพิธีกรหน้าจอทีวี เพราะหลังจบระดับมัธยมจบการศึกษาจาก โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กทม. ก้าวรู่รั้วมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี เลือกเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อเรียนแล้วความชอบในการเป็นพิธีกรไม่ใช่เป้าหมายเดียวอีกต่อไป เพราะอาชีพนักข่าวกลายเป็นอีกทางเลือกที่สนใจและชื่นชอบ

“จ๋าเป็นคนชอบทำกิจกรรมค่ะ ตอนเรียนมัธยมก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน ชอบการทำค่ายปลูกฝังจิตสำนึกให้รักษ์ผืนป่ารักษ์ธรรมชาติ ก็เลยเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเยาวชนต้นหญ้า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิสิต เพราะต้องการตรวจสอบการทำงานของมหาวิทยาลัย  เคยเข้าค่ายพิราบน้อยยูนิเซฟและส่งสารคดีเชิงข่าวเข้าประกวดได้รับรางวัลชมเชยจากยูนิเซฟ เริ่มค้นพบว่า เราชอบงานสายข่าวตอนฝึกงานจึงเลือกฝึกงานกับโต๊ะข่าวอาชญากรรม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สิ่งที่ได้รับมาจากพี่ ๆ มีทั้งเรื่องการทำงาน ต้องตื่นตัวตลอดเวลา ต้องเข้าเวรเช้า บ่าย ดึก ตระเวนทำข่าว ต้องรวดเร็ว ประสบการณ์ทุกอย่างได้นำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะการทำงานในปัจจุบันของจ๋า พอเวลาเล่าให้ใครฟังว่า เราเคยทำข่าวอาชญากรรมมาเขาก็จะตกใจกัน อยากจะบอกว่างานข่าวอาชญากรรมเป็นงานที่ท้าทาย ครบรส สนุก และบู๊มาก” ผู้จัดการสาวเล่าด้วยอารมณ์ขัน

จ๊ะจ๋าบอกว่า งานประชาสัมพันธ์องค์กร ถือเป็นอีกงานที่สำคัญและมีความท้าทาย แรก ๆนั้นจะรู้สึกเกร็ง ๆ เพราะเราคือ ภาพลักษณ์ขององค์กร ยอมรับเลยว่าในตอนต้นไม่ถนัด เพราะชื่นชอบงานสายข่าว งานลุย ๆ แต่เราก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในหลาย ๆด้าน รวมถึงงานด้านการพูดการสื่อสารต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันจึงรับงานพิธีกรเป็นอาชีพเสริมด้วย ถ้าถามว่า ทำไมถึงเลือกทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบพูดคุย เลยรู้สึกว่างานพูดคืองานที่สนุกทำแล้วมีความสุข ถึงแม้บางครั้งจะมีคนถามว่ามีงานประจำทำแต่ทำไมยังมารับงานเสริมอีก ซึ่งก็ตอบแบบไม่เขินอายไปว่า รู้สึกภูมิใจและมีความสุขกับงานที่ได้ทำในทุกวันนี้

เชื่อว่าหลายคนมีไอดอลหรือแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ไอดอลของผู้จัดการสาวคนขยันผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนใกล้ตัวอย่างคุณแม่ พร้อมกับระบุว่า “มีไอดอลเป็นคุณแม่ค่ะ เพราะแม่ คือ ผู้หญิงที่มีความอดทน ขยัน จ๋าได้รับซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยล้าก็จะคิดถึงแม่เสมอ จากนั้นก็จะมีแรงผลักดันให้เราสู้กับทุกอุปสรรค”

แน่นอนว่าทุกคนทุกสถานะอาชีพล้วนต้องพบเจอกับอุปสรรคปัญหา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จ๊ะจ๋าเองก็เช่นเดียวกัน เธอมีวิธีการจัดการง่าย ๆ เมื่อเจอปัญหา คือ ตั้งสติ คิดทบทวนแบบมีเหตุมีผล หาสาเหตุของปัญหาให้เจอ แล้วใช้สติปัญญาแก้ไข จะไม่วิ่งหนีปัญหา เพราะการหนีไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ เมื่อพบเหตุผลของปัญหาก็พยายามแก้ด้วยตัวเอง สิ่งไหนไม่รู้ปรึกษาผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ช่วยให้คำปรึกษาแนะนำ หากยังเครียดอยู่ก็ออกไปหาอะไรทำให้ผ่อนคลาย พบปะเพื่อนฝูง ไปช้อปปิ้ง ดูหนังฟังเพลง

ขณะเดียวกันผู้จัดการสาวคนขยัน ยังบอกถึงทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงสวยและเก่งว่า คำว่าสวยต้องแบ่งเป็นสองอย่าง คือ สวยภายนอก กับ สวยภายใน สวยภายนอกคือรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย ซึ่งสามารถปรุงแต่งได้ รูปร่างหน้าตาสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ถ้าสวยจริง ๆ ต้องออกมาจากภายใน กริยา วาจา ใจ พูดดี คิดดี ทำดี ฉลาดคิด ฉลาดพูด เราไม่สามารถไปตัดสินคนสวยไม่สวยจากรูปลักษณ์ภายนอก จะสูง เตี้ย อ้วน ผอม ดำ หรือ ขาว คนผิวขาวไม่ใช่เป็นคนสวยเสมอไป คนอ้วน ดำ ใช่ว่าจะเป็นคนไม่สวย หากแต่เมื่อได้สัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิดภายใน นั่นแหละถึงจะเป็นคนที่สวย ส่วนผู้หญิงเก่ง คือคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ เป็นที่พึ่งให้ครอบครัวได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เรียนเก่ง ทำงานเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดเก่ง รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ซึ่งจริง ๆแล้วไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง หรือทำงานเก่ง แต่ใช้ชีวิตเก่ง ไม่หยุดที่จะเรียนรู้

ถามว่าประสบความสำเร็จหรือยัง จ๊ะจ๋าอธิบายว่า ส่วนตัวคือ เรียนจบ มีงานทำ สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ชีวิตมีความสุข ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ ยังมีอีกหลายอย่างหลายด้านให้เรียนรู้ ยังมีเป้าหมายอีกหลายเรื่องที่ต้องก้าวไปให้ถึง อาทิ ความเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน แม้จะไม่ได้ทำงานที่ชอบแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถือว่าใกล้เคียง ทำให้มีความสุขและสนุกกับงาน ยังได้ทำงานพิธีกรเป็นงานเสริม เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่อาจจะไม่ได้ทำงานที่ใช่  ด้วยโอกาส ค่าตอบแทน ความรับผิดชอบที่มี ก็ขอให้ทำงานรับผิดชอบในหน้าที่ให้สุดความสามารถ ทำให้ดีที่สุด ส่วนงานที่ชอบยังหาโอกาสทำเป็นอาชีพเสริม หรืองานอดิเรกได้ อย่าไปยึดติดให้ตัวเองเป็นทุกข์

 

ท้ายนี้ ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์และกิจกรรมทางการตลาด โรงพยาบาลพญาไท บอกว่า ผู้หญิงในยุคสมัยนี้มีความแตกต่างกับสมัยก่อนพอสมควร เพราะความทันสมัยของโลกที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ได้รับการยอมรับ เป็นผู้นำ ผู้บริหารมากขึ้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีความเท่าเทียมกันกับผู้ชายในทุก ๆ เรื่อง