พวกเราบอกว่า พวกเราทำตามคำสอนของพ่อ คำสอนของพ่อมีมากมาย

ตลอด 70 ปี พ่อไม่เคยสอนให้รักพ่อ แต่พ่อสอนให้เรารักกัน และความรักนี้เท่านั้นจะนำพาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ถึงประเทศไทยต้องเศร้าโศกเสียใจสักเพียงใด คนไทยจะต้องร้องไห้สักเท่าไร แต่ชีวิตของเรายังต้องดำเนินต่อไป

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ “จิตอาสา 904 ได้รับการปลูกฝังขึ้นเพื่อช่วยให้เป็น “เบ้าหลอม”ถ่ายทอดต่อยอดพลังความรักไปเปลี่ยนความเศร้าที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มาเป็นแรงและกำลังใจในการที่จะเดินตามเบื้องพระยุคลบาท

น้อมนำเอาสิ่งที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไปปฏิบัติ และยึดถือเป็นหลักการดำเนินชีวิตของตัวเองสนองพระมหากรุณาธิคุณ

นำสองมือสองขาหนึ่งหัวใจถวายเป็น ข้าราชการที่ดี ในองค์รัชกาลปัจจุบัน

ทุกพระราชปณิธาน สืบสานการทรงงานในหลวง ร. 9

“ทุกสิ่งที่พ่อสร้าง…ทุกอย่างที่พ่อสอน…ไม่เคยหายไปไหน” เป็นบทบรรยายของเหล่าตัวแทนจิตอาสา 904 ที่ต้องการถ่ายทอดส่งต่อแก่ทุกคนในสังคม “ทุกพระราชปณิธานยังคงถูกสืบสานโดยพระราชโอรสของพระองค์ ในวันนี้ ฟ้าโชคดีที่ได้เทวดาพระองค์หนึ่งกลับคืนสวรรค์  แต่ฟ้าก็เมตตาประทานเทวดาอีกพระองค์หนึ่งลงมาให้กับปวงชนชาวไทย”

ในหลวงรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ที่มากล้นด้วยพระปรีชาสามารถเสด็จพระราชดำเนินมาสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะตลอดระยะเวลาการทรงงานที่ผ่านมาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระโอรสคอยเสด็จพระราชดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาททุกย่างก้าว  ไปในทุกที่ ไม่เคยห่างจากพระวรกายพระราชบิดา ทรงเรียนรู้ ทรงรับการถ่ายทอดพระปรีชาสามารถทุกอย่าง ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อความสุขของราษฎรที่พระองค์รัก  พระองค์ทรงงานอยู่เบื้องหลังพระราชบิดามาโดยตลอด  ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริทั้งปวงที่พระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงงานไว้ พระองค์ท่านคือ  “ผู้ที่ปิดทองหลังพระ” อย่างแท้จริง

พระองค์ยังทรงห่วงใยทุกข์สุขของประชาชน จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยประสบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ใน 10 กว่าจังหวัดภาคใต้ ทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พระราชทานกำลังใจซับน้ำตาชาวใต้ผ่านลายพระหัตถ์ถึงประชาชนว่า “ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดี จิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ” รวมทั้งมีพระราชดำรัสว่า “จะช่วยเหลือรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุดในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์”

 

พระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ

ในหลวงรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่าง ๆ ในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยพระราชทาน ร่วมกับประชาชนจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในโครงการ “เราทำความดีด้วยหัวใจ” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ระดมพลังความรัก ความสามัคคีทั้งของหน่วยงานในพระองค์ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

พระองค์พระราชทาน ผ้าพันคอสีเหลือง และ หมวกสีฟ้า ให้แก่จิตอาสา พระราชทานทุกคน โดยสีเหลืองของผ้าพันคอ แสดงถึงสีประจำของรัชกาลที่ 9 หมวกสีฟ้า คือ สีประจำตัวของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทั้งหมวกและผ้าพันคอ ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความรักและเทิดทูนต่อพระบิดาและพระมารดาของพระองค์

จิตอาสาพระราชทาน มี 3 ประเภทในการปฏิบัติกิจกรรม ตั้งแต่ จิตอาสาพัฒนา  ได้แก่  กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละชุมชนให้มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม การอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในการดำรงชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพรวมทั้งการสาธารณสุข ตามด้วยจิตอาสาภัยพิบัติ  ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าตรวจ และ เตรียมการรองรับภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ และที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยรวม และการเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยพิบัติดังกล่าว เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย จิตอาสาถ้ำหลวง เป็นต้น สุดท้ายเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจ ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน ที่มีวัตถุประสงค์ให้ปฏิบัติในงานพระราชพิธี หรือการรับเสด็จในโอกาสต่าง ๆ เป็นการใช้กำลังพลจิตอาสา ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือ หรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมงาน

เรียนรู้พระราชกรณียกิจ ชีวิตประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ไทย

พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ตัวแทนจิตอาสา 904 รุ่น 2/61 อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการจิตอาสาพระราชทาน เราทำความดีด้วยหัวใจ ได้ขยายขอบข่ายการทำงานไปยังจังหวัด อำเภอ และชุมชนต่าง ๆ ตามภารกิจเพื่อดูแลชุมชน บำบัดทุกข์และบำรุงสุข ทำงานด้านสาธารณประโยชน์ พัฒนาสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในชุมชนให้มีสภาพดีขึ้น และนับวันกลุ่มจิตอาสาเหล่านี้ก็มีความเข้มแข็งและมีพลังในการช่วยเหลือดูแลสังคม สมดั่งปณิธานของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

“ความจริง พระองค์ท่านมีพระบรมราโชบายอยู่แล้วในเรื่องของการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริทำโครงการจิตอาสา เริ่มต้นให้ทุกคนที่เข้าอบรมตามโครงการได้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์ไทยในแต่ละยุค แต่ละสมัย ที่มีพระบรมราโชบายที่แตกต่างกันตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยามาถึงรัตนโกสินทร์”

พล.ต.ต.ต่อศักดิ์บอกว่า หลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เราไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่เหมือนเมืองนอก ใครไปเรียน ต้องเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศเขา แต่ไทยเรากลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ กลายเป็นวิชาเลือกที่ขาดหายไป ทั้งที่ ประวัติศาสตร์ทำนายอนาคตของประเทศได้ บางทีเป็นตัวชี้นำอย่างหนึ่งถึงอัตลักษณ์ของคนในชาติ  ถามว่า มีใครรู้บ้างว่า พระมหากษัตริย์ที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่เป็นสยาม มีทั้งหมดกี่พระองค์ หลายคนตอบไม่ได้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยิ่งเด็กไม่ต้องพูดถึง คำตอบมีทั้งหมด 53 พระองค์นี่คือ สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ ที่เราไม่ได้เรียนแล้วก็ขาดหายไป

 

นำข้อเท็จจริงไปถ่ายทอด ต่อยอดผู้ใต้บังคับบัญชาสู่ประชาชน

ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ย้ำว่า พระบรมราโชบายของพระองค์ คือ การที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยกตัวอย่างเรื่องของภัยคอมมิวนิสต์ พระองค์มีพระบรมราโชบาย คือ การต่อสู้กับความยากจนของประชาชน เพราะภัยคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นจากบนเขา เพราะความยากจนของชาวเขา ทำให้ถูกครอบงำทางความคิด พระองค์ท่านรับสั่งว่าท่านไม่ได้สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ แต่สู้กับภัยของความยากจนที่ประชาชน พสกนิกรของพระองค์ท่านได้รับ

“มาถึงรัชกาลปัจจุบัน ภัยคอมมิวนิสต์ไม่มีแล้ว แต่เป็นเรื่องของความแตกแยกทางความคิด แตกความสามัคคี แบ่งแยก แบ่งเป็นสี ดังนั้น พระบรมราโชบายของพระองค์ท่านจะมองในเรื่องของความปรองดองสามัคคีผ่านโครงการจิตอาสา เอาโครงการนี้ไปเป็นตัวเชื่อม สืบทอดพระราชปณิธาน สืบสานงานจิตอาสา ตามรอยศาสตร์พระราชา พัฒนาชาติให้ยั่งยืน ตามแนวพระบรมราโชบาย คือ สืบสาน รักษา ต่อยอดของพระองค์ท่าน”

สำหรับผู้เข้าฝึกอบรมจิตอาสา 904 รุ่น 2/61 จะเป็นข้าราชการตำรวจ ทหาร แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หรือฝ่ายปกครองที่จะอยู่ในพื้นที่มากกว่า เพื่อสามารถนำเอาไปสืบสานต่อยอดตามพระราชปณิธานของพระองค์  ถึงกระนั้นก็ตาม พล.ต.ต.ต่อศักดิ์กับทีมอบรมส่วนของข้าราชการตำรวจยังมีหน้าที่ออกถ่ายทอดความรู้แก่ระดับรองผู้บังคับการ ผู้กำกับการ หรือระดับสารวัตร เป็นระดับหัวหน้างานเพื่อนำไปถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชา “ ชั้นประทวน หรือลูกน้องบางคนยังไม่เข้าใจ ฟังมาผิดๆ รู้ข้อมูลที่ผิดๆ วันนี้ข้อมูลที่ถูกต้องมาป้อนให้ระดับหัวหน้างาน เพื่อจะได้ไปถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยของพวกเขา เป็นข้อมูลที่จริง เป็นภาพให้เห็นว่า ไม่ได้ยกเมฆเอง ทุกอย่างมีที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ขาดหายไปจากการศึกษา หรือข้อมูลนี้เราไม่ได้รับความสนใจ หรือใส่ใจอย่างแท้จริง เขาจะได้ไปถ่ายทอดสู่ประชาชน และผู้ใต้บังคับบัญชาต่อไป”

คัดตัวแทนบุคลิกลักษณะดี เข้าอบรมมาทำหน้าที่ต้นแบบ

การฝึกอบรมตลอด 50 วัน แต่ละหน่วยราชการจะส่งตัวแทนที่มีทัศนคติ บุคลิกลักษณะต่าง ๆ พอจะมีคุณสมบัติเป็นต้นแบบได้ แม้หลายคนไม่ได้เป็นนักพูดที่มาอบรมเตรียมไว้ใช้ถ่ายทอด แต่พอได้รับการอบรมแล้ว ทุกคนสามารถพูดอธิบายออกมาได้จากใจของตัวตนที่เป็นธรรมชาติ ดึงอารมณ์ผู้เข้ารับฟังการบรรยายให้เห็นภาพตาม ทำหลายคนถึงกับน้ำตาซึม

พล.ต.ต.ต่อศักดิ์เล่าว่า 50 วัน ที่ไปอยู่ร่วมกัน พวกเราได้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน  มีข้อมูลประวัติศาสตร์บ่งบอกว่า ทำไมพระมหากษัตริย์ในยุคนี้กับยุคก่อนถึงต่างกัน เหตุผลเพราะสภาวการณ์ในแต่ละช่วงแตกต่างกัน ในอดีตไทยรบกับพม่า ทว่าสมัยปัจจุบันเรารบกับความแตกแยก การแตกความสามัคคีของคนในชาติ เหมือนสมัยอยุธยา เราเสียบ้าน เสียเมือง ถึงเราจะรบกับพม่าก็จริง แต่สาเหตุสำคัญ คือความแตกแยกทำเราเสียกรุงทั้ง 2 ครั้ง

“พระบรมราโชบายของพระองค์ล้ำลึก เราไม่คิดว่า จิตอาสาจะมาทำอะไร พอรู้ที่มาที่ไป แม้แต่หมวก ผ้าพันคอ พระองค์ท่านทรงซ่อนความหมาย ทำไมหมวกเป็นสีฟ้า ผ้าพันคอต้องเป็นสีเหลือง เพราะเป็นสีประจำวันพระราชสมภพรัชกาลที่ 9 และเป็นวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลปัจจุบันด้วย โดยมีตรา วปร.ด้านหลัง เป็นพระปรมาภิไธยย่อของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ส่วนสีฟ้า ตรงกับวันศุกร์ที่เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 นี่คือ สิ่งที่พระองค์ทรงสอดแทรกไว้ทั้งหมด จะไม่มีแล้วสีเหลือง สีแดง มีแต่จิตอาสาที่ทำงานเพื่อประชาชน”

 

ทรงเน้นตำรวจต้องมีวินัย ปลูกฝังความเป็นผู้ให้กับประชาชน

สิ่งที่ได้จากการอบรมโครงการจิตอาสาพระราชทาน พล.ต.ต.ต่อศักดิ์พยายามถ่ายทอดไปถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกันว่า ในหลวงรัชกาลปัจจุบันยังทรงมีพระบรมราโชบายให้ข้าราชการอยู่ในระเบียบวินัย เราจึงสังเกตเห็นว่า เสื้อผ้า หน้าผม ทุกวันนี้ข้าราชการตำรวจจะเป๊ะ เพราะต้องสัมผัสกับประชาชน ดังนั้นหากเราจะทำให้ประชาชนมีวินัย เราต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน เพื่อไปถ่ายทอดให้ประชาชน ในอนาคตบ้านเมืองเราก็จะมีวินัยกันมากขึ้น

  “เราสังเกตไหมว่า ทุกวันนี้เราขับรถมีวินัยกันหรือไม่ หมวกกันน็อก ทำเพื่อใคร ก็ทำเพื่อตัวของผู้ขับขี่เอง แต่ไม่เคารพกฎจราจร เพราะขาดวินัย แล้วมองตำรวจไปจับหมวกกันน็อกเพื่อเอาค่าปรับ จริง ๆ ไม่ใช่ มันเป็นการเซฟชีวิตของชาวบ้าน ถ้าข้าราชการตำรวจอยู่ในระเบียบวินัยเป็นตัวอย่างก่อน  ความศรัทธาจากประชาชนจะเกิดขึ้น แต่หากตัวเราเองขาดวินัย ความศรัทธาจากประชาชนก็จะขาดความเชื่อมั่น”

ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904  ย้ำให้เข้าใจด้วยว่า พระบรมราโชบาย ทำความดีด้วยหัวใจ ต้องเกิดจากหัวใจจริง ๆ เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีพันธกิจเป็นวิสัยทัศน์ นำองค์กรไปสู่ความเป็นโปลิศมายด์ คือ จิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในการให้บริการ แต่ตอนนี้ตำรวจมันยังไม่มีเซอร์วิสมายด์เลย คือ จิตใจของความเป็นผู้ให้ แล้วพันธกิจ หรือวิสัยทัศน์จะไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ต้องปลูกฝังความเป็นผู้ให้กับประชาชน

 

อยากได้ตำแหน่งดี สุดท้ายลืมหน้าที่หรือเปล่า

“ตำรวจต้องให้ความรัก ให้ความสุข ให้ความเป็นกันเอง อย่าอยู่เหนือประชาชน ผมถึงบอกเสมอ อย่าให้ดาวบนบ่าดึงเราขึ้นไปสูงจนเราไม่ติดดิน เพราะเราจะมองประชาชนอยู่ต่ำกว่าเรา มันไม่ใช่ เราอยู่เสมอกัน  เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ข้าราชการต้องอาศัยประชาชน ตำรวจจะตามจับผู้ร้าย ถ้าไม่ได้อาศัยประชาชนเป็นหูเป็นตา ยังไงอาชญากรรมก็ไม่หมด พระบรมราโชบายของพระองค์ท่านถึงทรงอยากให้ข้าราชการเข้ามาดูแลประชาชน ให้เกิดความรักความศรัทธา” พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ว่า

เจ้าตัวแสดงความเห็นว่า หากจุดเล็ก ๆ เรายังทำไม่ได้ แล้วปัญหาองค์กรทั้งหมดภาพรวมจะดี คงเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ทั้งนั้น ช่วยกันจุดเส้นตรงที่เราเห็น ไม่ใช่หมึกออกมาทั้งเส้น แต่มีคนช่วยจุด ไม่ต่างเครื่องปรินเตอร์ที่ออกมา เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อนจะเป็นภาพสวย ๆ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องช่วยกันจุด จากจุดเล็ก ๆ มารวมกัน กลายเป็นภาพที่สวยงาม ปลูกฝังให้ข้าราชการให้ทำเพื่อประชาชน

“ เป็นสิ่งที่อยากจะฝากถึงตำรวจ ผมถามว่า เราเป็นข้าราชการ ทุกคนอยากได้ตำแหน่งดี ๆ พอได้ตำแหน่งแล้ว เราลืมหน้าที่หรือเปล่า เราดูแต่ตำแหน่ง เราดูไหมว่า ตำแหน่งนั้นมันมีหน้าที่อะไรที่ต้องทำ เราได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้นไหม นี่คือ สิ่งที่ข้าราชการควรจะคำนึงถึง หน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และหน้าที่ของข้าราชการ คือ การดูแลประชาชน พสกนิกรของพระองค์”

 

ต้องทำงานให้พระราชา เพราะเป็นข้าของในหลวง

พล.ต.ต.ต่อศักดิ์สื่อความหมายชัดว่า ข้าราชการ คือ งานของพระราชา ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า อาชีพราชการ ราชมาจากราชา การคือ งาน รวมกัน คือ งานของพระราชา เมื่อเราเป็นข้าราชการ เป็นข้าของในหลวง ต้องทำงานให้ในหลวง แล้วเราทำได้ดีหรือยัง ถ้าบอกว่าเราเหนื่อย แล้วเราเหนื่อยยังไง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานด้วยสายพระเนตรเพียงข้างเดียวมาตลอด 70 ปีของการครองราชย์ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปในฝาย ในป่า ด้วยพระเนตรเพียงข้างเดียว แล้วเราทำงานสองตา แล้วเราบอกว่าเราเหนื่อยอย่างนั้นหรือ

“เวลาผมเห็นใครท้อ  ผมจะพูดเสมอว่า ขอให้นึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงเหนื่อย พระเสโทไหลลงที่ไหน แต่ที่นั่นเขียวชอุ่มงอกงามหมด เพราะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหนจะทรงสอนให้จำ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น พวกเราฟังพระองค์ท่านทุกวันที่ 4 ธันวาคมสมัยก่อน พระองค์จะมีพระราชปฏิสันถาร พระบรมราโชวาท เราฟัง แต่เราไม่เคยได้ยินพระองค์สอนอะไรเรา เราดูแค่ในโทรทัศน์ แต่เราไม่เคยเห็นพระองค์ มาเห็นมาได้ยินก็ต่อเมื่อ พระองค์ท่านจากเราไปแล้ว ได้เห็นโครงการต่าง ๆ ที่พระองค์ท่านได้ทำให้กับพสกนิกรไทยไว้มากมาย”

“พระองค์ท่านทรงต่อสู้กับภัยธรรมชาติ ทรงต่อสู้กับความยากจน แล้วในหลวงรัชกาลปัจจุบันทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านกว่า 100 พระบรมราโชวาทตลอดรัชกาล สรุปออกมามีคำเดียว คือคำว่า ให้ เป็นผู้ให้ ให้ทุกอย่าง ให้ความสุข ให้การบริการ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน มันคือ สิ่งที่จิตอาสา 904 ทำในวันนี้ คือ การส่งต่อความรัก ความสามัคคีให้เกิดกับสถาบัน และเพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน นี่คือ สิ่งที่ผมภาคภูมิใจ เราได้ความรู้มา รับมาแล้ว ถ้าเราไม่ส่งต่อความรู้นี้ แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับชาติบ้านเมือง นี่คือ การสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามพระราชปณิธานของในหลวงองค์ปัจจุบัน” พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ทิ้งท้าย

 

อยากให้ตำรวจเป็นตัวแทนของพระองค์ในการที่จะดูแลความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มที่”

.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ พระเอกในละครจอแก้ว แต่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในชีวิตจริง ชาวจังหวัดลพบุรี ลูกชายคนโตของบ้าน พ่อแม่ย้ายไปทำธุรกิจจังหวัดจันทบุรี ทำให้เรียนจบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จังหวัดจันทบุรี ไปต่อมัธยมปลายโรงเรียนวัดราชบพิตร ก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 37 โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 53

เข้าสู่วงการบันเทิงสมัยเป็นหัวหน้านักเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4  ด้วยการถ่ายโฆษณาโลชั่นบำรุงผิว “ซิตร้าไวท์” เป็นชิ้นแรกในชีวิตเลย ทั้งที่ไม่เคยมีความคิดอยู่ในหัว ตั้งเป้าอยากเป็นตำรวจอย่างเดียว หลังจากนั้นมีงานโฆษณาตามมาเรื่อย แต่ไม่ได้จริงจัง กระทั้งเรียนจบติด ยศ ร.ต.ต.บรรจุตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบางแพ จังหวัดราชบุรี

นาน 2 ปีย้ายมาเป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เพื่อจะได้มีเวลาศึกษาต่อปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารงานยุติธรรม  ไล่เลี่ยกับการเริ่มต้นแสดงละครเรื่องเจ้าชายหัวใจเกินร้อย ประเดิมบทพระรอง แสดงเป็น “ผู้หมวดพายุ” เล่นเป็นตำรวจในจอที่ไม่ง่ายเหมือนชีวิตจริง

หลังจากได้เล่นละคร กระแสตอบรับดี คนรู้จักมากขึ้น จดหมายเยอะมาก มีอยู่ฉบับหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มชาวใต้เขียนมาบอกว่า เขาคือ ตัวอย่างที่ทำให้อยากเป็นตำรวจ “นายมองว่าลูกน้องไม่ได้ทำงานด้านเดียว คุณเป็นตำรวจด้วย เข้ากับประชาชนได้ด้วย สามารถบอกประชาชนแล้วเขาเชื่อ ปกติตำรวจต้องเข้าหาประชาชน แต่ผมเป็นตำรวจที่ประชาชนเข้ามาหา” พ.ต.อ.จตุรวิทย์ไม่เคยลืมห้วงเวลานั้นและพึงระลึกอยู่ตลอดว่า อาชีพดารานักแสดง มีอิทธิพลต่อประชาชนสูงมาก แต่ผู้ใหญ่ขออย่างเดียว อย่าไปเล่นละครที่มีผลกระทบต่ออาชีพ เช่น ตัวร้าย ๆมาก หรือเกี่ยวกับยาเสพติด

ต่อมาย้ายเป็นสารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 อาศัยความเป็นดาราเข้าไปกลมกลืนหาข่าวจับยาเสพติดได้พักใหญ่ สุดท้ายทำงานไม่ได้ เพราะคนรู้จักหมดแล้วว่าเป็นตำรวจจริงต้องเปลี่ยนมาเป็นวิทยากรตามโครงการ ปส.ปันความรู้สู่สังคม ขจัดสิ้นยาเสพติด

หลังจากนั้นโยกเป็นสารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นสารวัตรสถานีตำรวจท่องที่ 4 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ขึ้นรองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ 2 กองบังคับการอำนวยการตำรวจสอบสวนกลาง  กลับไปเป็นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว รองผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และเป็นผู้กำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจนครน้ำ

“อาชีพดาราสักวันก็สิ้นสุด ผมอยากให้ตำรวจทุกคน หรือใครก็ได้ ทำอย่างไรให้มีชื่อเสียงในสังคม ให้คนรู้จัก มันจะเป็นเกราะให้ตัวเอง ถามว่า ผมหน้าตาอย่างนี้จะไปทำอย่างอื่นที่ผิดกฎหมายได้ไหม เพราะคนรู้จักแล้ว ถ้ามีตำรวจอย่างผมที่คนรู้จัก ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา คุณกล้าจะทำผิดไหม คนรู้จักเราเยอะแยะขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องละอายตัวเอง” เขาว่า

ความที่เป็นนักแสดงบุคลิกดี มีความสามารถตามแบบอย่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำให้ พ.ต.อ.จตุรวิทย์ ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของหน่วยเข้ารับการฝึกอบรมเป็นวิทยากรจิตอาสา 904  หลักสูตรหลักประจำ รุ่นที่ 2/61 เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์ เจ้าตัวบอกว่า สิ่งที่ได้มาอันดับแรก คือ เราได้รู้จักกับคนที่มีความรู้ความสามารถเยอะมากขึ้น ได้รับความรู้จากอาจารย์หลายๆ ท่าน ที่เราไม่เคยสัมผัส ถึงแม้ไปเรียนตามมหาวิทยาลัยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากท่านแล้ว เราต้องนำไปถ่ายทอดให้ได้

“ตรงนี้ถือเป็นพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลปัจจุบันที่ต้องการให้พวกเราเป็นวิทยากรชั้นเลิศ เพื่อที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดของพระองค์ท่าน ไปให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ รับทราบ สิ่งหนึ่งที่เราได้มา นั่นคือ ความรัก ความสามัคคีของคนในรุ่น ทำให้ผม และน้อง ๆ ข้าราชการตำรวจ ได้รู้จักกับพี่ๆ ที่เป็นข้าราชการพลเรือน ทหาร รวมไปถึงการทำหน้าที่ร่วมกันในการที่จะไปออกจิตอาสาพัฒนา จิตอาสาภัยพิบัติ และที่สำคัญเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจด้วย”

ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำแสดงความรู้สึกว่า สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการอบรม คือ เราได้ซึมซับประวัติศาสตร์ชาติไทย ผืนแผ่นดินบรรพบุรุษ ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อประเทศไทย มีความเป็นมาอย่างไร พวกเราต้องนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเป็นข้อมูลในการเป็นวิทยากรออกไปให้ความรู้กับคนโดยทั่วไป ทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา จะนำความรู้ที่ได้ ไปสืบสาน รักษา ต่อยอด

“สำคัญที่สุด สิ่งที่ได้จากการเป็นวิทยากรจิตอาสาให้ข้าราชการตำรวจ คือ อยากสื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกคนว่า พระองค์ท่านทรงรักตำรวจ ทรงพระราชทานเครื่องแบบให้ พระราชทานเครื่องหมายให้ พระองค์ท่านทรงคิดถึงข้าราชการตำรวจ อยากให้ตำรวจเป็นตัวแทนของพระองค์ในการที่จะดูแลความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และสิ่งหนึ่งที่ผมได้รับมาก็คือ ข้าราชการตำรวจมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ข้าราชการตำรวจมีความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญต่อประชาชน ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้มานั้น ผมก็จะนำไปเผยแพร่ให้ข้าราชการตำรวจสัมผัสถึงความรัก ความสามัคคี พร้อมเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยกัน” นายตำรวจหนุ่มทิ้งท้าย

 

คือ การส่งต่อจากหัวใจคนไทยให้คนไทยด้วยกัน

...ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อดีตนักร้องแนวเรกเก้-สกา วง Madagascar 11 circle และนายแบบหนุ่มคลีโอปี 2005 ชาวจังหวัดนครสวรรค์ จบมัธยมโรงเรียนนครสวรรค์ที่บ้านเกิดแล้วเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 42 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 58 ก้าวเข้าสู่วงการดนตรีเมื่อร่วมอยู่กับ “วงเดอะค็อป” ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ประกายความฝันการเป็นนักร้องด้วยการเป็นตัวแทนของสถาบันขึ้นร้องเพลงถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ออกรายการทางโทรทัศน์

หลังเรียนจบบรรจุลงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านค่าย จังหวัดชัยภูมิ ได้ 3 เดือนขยับเข้ามาเป็นนายเวรผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ค้นพบตัวเองชอบสไตล์ดนตรีแนวเรกเก้-สกา อาศัยเวลาว่างวันหยุดนำซีดีเสียงร้องกับดนตรีที่แต่งจากคอมพิวเตอร์ไปเสนอตามค่ายเพลง แต่ไม่ได้รับความสนใจ ต้องกลับมาทำใหม่ แล้วไปนำเสนอต่อจนเข้าหูหัวหน้าค่ายสนามหลวง กลายเป็นจุดกำเนิดของวงMadagascar 11 circle ออกอัลบั้มชื่อ  Chick ka chick

“ถ้าจะถามว่าจะเลือกอย่างไหน มันเป็นช่วงประจวบเหมาะ ที่สิ่งที่เราชอบ คือ ร้องเพลง มากับสิ่งที่เราทำแล้วมีคุณค่า คือ ตำรวจ เราเลือกไม่ได้ว่าจะมาพร้อมกัน หรือมาไม่พร้อมกัน อย่างหนึ่งก็เป็นฝัน อีกอันหนึ่งเป็นสิ่งที่เราเลือก เมื่อมันเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ผมต้องเลือกจะคว้ามันทั้งสองอย่าง” เจ้าตัวคิดในตอนนั้นและยอมรับว่า การเป็นนักร้องกับตำรวจมีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ตำรวจต้องอยู่ในกฎระเบียบเป๊ะ ส่วนการเป็นนักร้อง ต้องอาศัยอารมณ์ศิลปินและการแสดงออกอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนดูมีความสุข สนุกสนาน ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไร

โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาเข้าใจ ทำให้มีโอกาสได้เล่นดนตรีที่รักควบคู่กับงานในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ใช้ชีวิตตอนกลางวันเป็นนายเวร กลางคืนสวมบทนักร้อง “เป็นช่วงที่เหลิงกับงานดนตรี แต่เมื่อกลับมามองงานประจำ คือ เราเป็นตำรวจ เหมือนลืมตัวเอง ไปทุ่มเทกับดนตรีหมด มีอยู่วันหนึ่งมานั่งคิดได้ว่า เราเป็นตำรวจนะ ทำไม ไม่ทำให้มันดี ที่เป็นได้ทุกวันนี้ก็เพราะตำรวจไม่ใช่หรือ เลยเบรกเล่นดนตรีเหลือแค่วันเดียว ไว้สำหรับฝึกฝนตัวเอง ผมเอาแค่ว่า ผมอยากถามว่าจุดหมายแค่ไหน ผมภูมิใจกับมัน ผมไม่คิดว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็ถือว่าผมทำดีที่สุดแล้ว จะไม่มาพูดทีหลังว่ารู้งี้ไม่ทำดีกว่า รู้งี้ทำดีกว่า ในเมื่อเรารักเราก็ทุ่มเทมันให้ถึงที่สุด”

ถึงกระนั้น สุดท้ายเขาต้องเลือกงานในหน้าที่ตำรวจ

ลงจากตำแหน่งนายเวรผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ได้ขยับเป็นรองสารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขึ้นเป็นนายเวรผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นสารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 3 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และสารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ถึงเลื่อนเป็น รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ได้รับการคัดเลือกเข้ามาอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำรุ่น 2/61 เจ้าตัวรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งสูงสุดของชีวิต เป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่มากที่ได้มีโอกาสถวายงานที่ทำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทยว่าเคยเป็นมาอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์เสียสละเพื่อพสกนิกรมาตลอด แต่ละพระองค์ไม่เคยทิ้งประชาชน   “ผมรู้สึกภูมิใจมากจากที่ไม่เคยรู้ ก็รู้ แล้วก็ได้มีโอกาสได้ถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับรู้ ผมถือว่า มันเป็นหัวใจสำคัญอย่างแรกให้เกิดความรักชาติ แล้วก่อนที่จะทำอะไร จะไปทำงานเพื่อประเทศชาติ ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ถ้าเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หรือว่า รู้ซึ้งในคุณค่าของความเป็นไทย เราจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ควรจะเป็น”

พ.ต.ท.ธนาทัศน์บอกว่า สิ่งที่จะไปต่อยอด นอกจากการทำหน้าที่เป็นวิทยากรจิตอาสา 904 ที่ถ่ายทอดความรู้ เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยจนถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ แล้ว เรายังทำหน้าที่เป็นประชาชนจิตอาสา เป็นผู้นำของประชาชนจิตอาสาที่จะเข้าไปดูแลงานจิตอาสาทั่วไป หรือจิตอาสาภัยพิบัติ ที่เราเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนชาวไทย

“จริง ๆ แล้ว ต้องย้อนไปเรื่องเดิมว่า ถ้าเรารู้จักหน้าที่ รู้ถึงความเป็นคนไทย เราไม่ทอดทิ้งกัน คือ การส่งต่อจากหัวใจคนไทยให้คนไทยด้วยกัน ถ้าเขารับรู้แล้วก็จะส่งต่อไปเรื่อย ๆ จนไม่มีใครต้องแบกรับภาระแบบนี้อยู่คนเดียว เพราะเรามีหัวใจที่เป็นจิตอาสา นั่นคือ หัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะความคิด การกระทำ หรือโครงการอะไรดี ๆ ที่เราสามารถทำได้ มันอยู่ในความเป็นจิตอาสาทั้งหมด เพราะว่า การเป็นจิตอาสา คือ การริเริ่มที่จะสร้างสังคมดีขึ้น ประเทศไทยดีขึ้น ให้ประชาชนของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นไปตามพระราโชบายของพระองค์ คือ โครงการพระราชดำริจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” อดีตนักร้องวงดังระบายความรู้สึก

โครงการจิตอาสาต้องการให้ตำรวจทำความ ดี ด้วยหัวใจ

.ต.ท.ชุติพงษ สืบสาย สารวัตรฝ่ายวิชาการ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นายตำรวจหนุ่มหล่อมาดดีที่มีคนติดตามในโลกโซเชียลจำนวนมาก เขาเป็นชาวแม่กลอง เมืองสมุทรสงคราม วัยเด็กเรียนประถมโรงเรียนดรุณานุกูล ไปต่อโรงเรียนศรัทธาสมุทรประจำจังหวัด ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 45 เลือกเหล่านายร้อยตำรวจรุ่น 61 ด้วยความที่ชอบเครื่องแบบมาตั้งแต่เด็ก ทว่าเหตุผลเลือกเป็นตำรวจเพราะอยากทำงานเพื่อสังคมตามแบบฉบับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

จบออกมาบรรจุลงเป็นพนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ แล้วขยับเป็นพนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจภูธรหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก ก่อนลงตำแหน่งรองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เลื่อนขึ้นผู้ช่วยนายเวร (สบ2) ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจจแห่งชาติ ขยับเป็นสารวัตรฝ่ายตรวจลงตรา ด่านตำรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการแทนสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพชรบุรี และโยกเป็นสารวัตรฝ่ายวิชาการ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

เขามีความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตคือ ได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และการได้รับโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมวิทยากรจิตอาสา 904 ถ่ายทอดพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลปัจจุบันให้คนเกิดความสำนึกรักชาติรักแผ่นดินและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบรูพมหากษัตริย์

“ผมรู้สึกดีใจที่ได้มาสืบสานงานจิตอาสาให้แก่พระองค์ท่าน เป็นการถวายงานด้านหนึ่งให้กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงนึกถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนของพระองค์เป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อได้มาทำตรงนี้ด้วยอีกหน้าที่หนึ่งเสริมจากงานตำรวจ เป็นภารกิจถือไมค์มากกว่าถือปืน แต่ว่าการถือไมค์ตรงนี้เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดพระราชปณิธานของพระองค์ท่านให้แกข้าราชการได้รับทราบว่าพระราชปณิธานของพระองค์ คือ อะไร”

ตลอดการเข้ารับอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำรุ่น 2 เป็นเวลา 50 วันก่อนจะออกไปเป็นวิทยากร พ.ต.ท.ชุติพงษ์บอกว่า  ทำให้เปลี่ยนความคิด และระเบิดมุมมองจากข้างในตัวเรา คือ การรู้จักให้โดยไม่คาดหวังสิ่งใดตอบแทน และการรู้จักช่วยเหลือบุคคลอื่น เพราะการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสังคมไทยมีความเป็นมาตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันอาจจะมีหายไปบ้าง

“ด้วยความที่เราเป็นจิตอาสา เราก็จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม นำเอาสิ่งที่เรียนรู้มาจากประสบการณ์การเป็นวิทยากรไปได้ถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการตำรวจทั่วไป อยากให้ตำรวจทั่วไปได้รับทราบถึงพระราชปณิธานว่า โครงการจิตอาสาต้องการให้ตำรวจทำความ ดี ด้วยหัวใจ ให้ตำรวจรู้จักให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้งานตำรวจจริง ๆ แล้วก็เหมือนเป็นงานจิตอาสา  เพราะส่วนใหญ่ตำรวจก็ไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัว ต้องอยู่กับประชาชนเป็นหลัก แต่พวกเราภาคภูมิใจว่า เราได้ให้ในสิ่งที่คนอื่นให้ไม่ได้ นั่นคือ ความเป็นส่วนตัว มันเป็นความภาคภูมิใจในความเป็นตำรวจของผม” สารวัตรหนุ่มหุ่นนายแบบว่า

เรามีหน้าทำงานเพื่อประชาชน แทนพระเนตรพระกรรณ”

.ต.อ.หญิง วันวิสา ธีระปัญญาชัย รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ 1 กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจหญิงมากความสามารถในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ขวัญใจผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว เคยรับรางวัลชนะเลิศประกวด Smart Lady ปี 2560 รับรางวัลจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เธอเกิดอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จบประถมโรงเรียนเทศบาล 3 วัดอัมพวันเจติยาราม ไปต่อมัธยมโรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย มีความสามารถพิเศษด้านนาฏศิลป์ไทยมาตั้งแต่เด็กเมื่อได้รับโอกาสแสดงโขนเป็นยุวศิลปินในมูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รำถวายหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นเวลาถึง 15 ปี  และมีความสามารถในการใช้ภาษาไทย ประกวดร้อยแก้ว ร้อยกรอง ได้รับประทานรางวัลชมเชยระดับประเทศจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

เจ้าตัวเลือกไปเรียนต่อเอกนาฏศิลป์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มุ่งหวังเพียงแค่อยากเป็นครู หลังได้ไปฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อีกทั้งเป็นอาสาสมัครกรุงเทพมหานครครูอาสา สอนวิชาภาษาไทยและรำไทยให้กับเด็กชุมชนของกรุงเทพมหานคร แถมยังได้นักแสดงด้านนาฏศิลป์ไทยไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน

ความสามารถของเธอยังได้นักแสดงสตั๊นแมนแทนนางเอก-ชมพู่ อารยา โฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่ม และ

แทน ชาช่า-มัจฉา โมซิมันน์ ในโฆษณาผงซักฟอก แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันกลับไปกลับมา เมื่อได้งานเป็น บริษัท AIS สาขา Serenade Club Chidlom และ AIS สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ดูแลลูกค้าระดับวีไอพีกว่า 9 ปี จับพลัดจับพลูได้มาเป็นตำรวจในหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่นที่ 37

นำไปสู่การได้รับเกียรติเข้าเป็นหนึ่งในทีมจักรยานยนต์เกียรติยศของกองบัญชาการตำรวจสันติบาลเข้าฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมในงานพระราชพิธีและการขับขี่ในรูปแบบขบวนเพื่อรองรับแขกของรัฐบาลไทย เช่นเดียวกับการตระเวนแข่งแรลลี่ทางไกลระดับประเทศได้รับรางวัลมากมายควบคู่กับการออกทริปท่องเที่ยวบริจาคสิ่งของช่วยเหลือเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร

การเข้าเป็นวิทยากรจิตอาสา 904 ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดแรกที่เข้าใจว่า คือ ออกมาบำเพ็ญประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ปลูกต้นไม้ ขุดลอกคูคลอง ทำความสะอาด พอผ่านการอบรมที่ปลูกฝังไปถึงจิตสำนึก ส่งให้เจ้าตัวเริ่มซึมซับ และรู้ว่า จริง ๆแล้ว การเป็นจิตอาสา มีอะไรมากกว่านั้น “สิ่งแรกที่เรารู้และเข้าถึงได้เลย คือ การส่งต่อความดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาร้องขอ จริง ๆ เราทุกคนใช้ชีวิตประจำวันและสามารถทำได้อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เริ่มจากงานหรือหน้าที่ที่เราได้รับ ก็แค่ทำหน้าที่นั้นให้ที่ดีสุด โดยมีจิตสำนึกที่มีต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงเสียสละเพื่อประชาชนของพระองค์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แค่เราส่งต่อความดีต่อกันไปเรื่อย ๆ สังคมประเทศชาติก็จะเต็มไปด้วยความสุขแบบที่ไม่มีใครแบบภาระแต่เพียงผู้เดียว”

เธอมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ตรงนี้ในการเผยแพร่เรื่องราวประวัติความเป็นมา ในเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทย และบุญคุณของเหล่าบรรพชนไทยที่เสียเลือด เสียเนื้อ เพื่อปกบ้าน สร้างเมืองทำให้มีประเทศไทยมีเอกราชจนทุกวันนี้ และเป็นการตามรอยพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของจิตอาสา คือ  การรักษา สืบสาน ต่อยอด เพื่อให้คนไทยเกิดความสามัคคี

“สิ่งที่เราข้าราชการตำรวจพึ่งกระทำได้ ส่วนแรก คือ การเริ่มจากตัวเรา เริ่มที่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าประชาชนจะตกทุกข์ได้ยาก หรือต้องการความช่วยเหลือ หรือได้รับความเดือดร้อนในเรื่องใด ๆ ก็ตาม ตามความหมายว่า การเป็นข้าราชการนั้น การเป็นข้า ทำงานกิจการของพระราชา เรามีหน้าทำงานเพื่อประชาชน แทนพระเนตรพระกรรณ จุดยืนของเรา คือ ตรงนี้  ถ้าทุกคนในองค์กรรู้ เข้าใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องค์กรจะเป็นหน่วยงานได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน  ไม่ต้องโฆษณาอะไรเลยว่า เราทำอะไร  ประชาชนจะรู้ได้เองว่า โชคดีแค่ไหนที่เกิดมาเป็นคนไทย ภายใต้พระบารมีของพระองค์”นายตำรวจหญิงคนดังระบุ

ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ทุกคนอาจจะยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดีพอ

.ต.อ.หญิง ขนิษฐา แก้วโสภา รองสารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ ชาวเมืองหลวงเกิดในครอบครัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จบมัธยมโรงเรียนบดินทรเดชา  (สิงห์ สิงหเสนี) 2 สอบติดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สุดท้ายเหมือนไม่ใช่ทางของตัวเอง ประกอบกับอยากพิสูจน์ความสามารถให้พ่อแม่เห็นจึงเลือกพลิกเส้นทางเดินของชีวิตไปสมัครสอบเข้าเป็นนายร้อยตำรวจรุ่น 66 ตามโครงการนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นแรก ก่อนจะไปสำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นดีกรีประดับโปรไฟล์อีกใบ

ได้รับคัดเลือกเข้าอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำ รุ่นที่ 2/61 เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์ เธอรับว่า ตอนแรกไม่ทราบเลยว่า การเข้ารับการอบรม ต้องฝึกอะไร ทำอะไร แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่หลังจากที่ได้เข้ามาฝึกเป็นเวลา 50 วัน ก็รู้สึกว่า มีสิ่งที่เราไม่เคยรู้ มีสิ่งที่เราไม่เคยเรียน หรือบางสิ่งที่เรียนแล้ว แต่รู้ไม่จริง พอเข้ามาแล้วก็รู้สึกว่า เราเป็นคนที่ดีขึ้น พัฒนาได้มากขึ้น รู้อะไรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทย เราก็จะรู้แค่ว่า รัชกาลไหนอยู่ช่วงไหน มีอะไรบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะไม่ทราบเลยว่า แต่ละพระองค์มีพระปรีชาสามารถโดดเด่น หรือทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทยอย่างไร

“พอเข้ามา ทำให้เราได้รับทราบ รับรู้มากขึ้นว่า ประวัติศาสตร์ชาติไทย มีอะไรมากกว่าที่เราคิด ก่อนนำเอาการเรียนรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดต่อ ในความรู้สึกของดิฉันเอง เชื่อว่า ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่ทุกคนอาจจะยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดีพอ และคิดว่าตัวเองไม่ได้มีความสำคัญที่มากพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทุกคนมีความสำคัญ แค่ทุกคนรู้จักที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทุกอย่างก็จะขับเคลื่อนไปง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ทำให้ภาพรวมของสังคมไทยดีขึ้น ตรงนี้ที่เราทุกคนสัมผัสได้ถึงการสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน” นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นแรกระบายความรู้สึก

“เราสามารถเอาความรู้ที่เราเรียนมาต่อยอด มาถ่ายทอดให้กับคนรอบข้าง

 .ต.ท.หญิง นันทัชพร  แถมพันธ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทายาทสาวคนเก่งของ น.อ.กำพล แถมพันธ์ รองผู้อำนวยการ กองวิจัยและพัฒนา สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพเรือ จบชั้นประถมโรงเรียนสรรพาวุธวิทยา ไปต่อมัธยมโรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ ก่อนตัดสินใจเบนเข็มสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 69

ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว เธอคิดว่าจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้อง ๆ รวมไปถึงดูแลคนในครอบครัวในอนาคตต่อจากพ่อ ดังนั้นตัวเองจำเป็นต้องมีอาชีพที่มั่นคง มีความรู้ความสามารถ มีเกียรติและศักดิ์ศรี ถึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่เลือกสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

หลังจากเข้ามาเป็นตำรวจ ผู้หมวดหญิงสายเลือดนาวีระบายความรู้สึกว่า ต้องขอบคุณโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่อบรมและหล่อหลอมให้มีความรู้ความสามารถ ฝึกให้มีความอดทน  ขันตีอุ ตสาหะ พอได้มาเป็นข้าราชการตำรวจอย่างเต็มตัว ยิ่งทำให้ทราบว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องมีความเสียสละ ต้องมีความรู้ความสามารถในหลายด้าน และต้องมีจิตใจที่จะทำความดี บรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้อื่นจึงจะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ กลายเป็นว่า ประสบการณ์ในการทำงานต่าง ๆ  ทำให้เราเปลี่ยนตัวเองจากก่อนที่เข้ามาเป็นตำรวจไปทางที่ดีขึ้นมาก

เมื่อได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นวิทยากรจิตอาสา 904 ตามหลักสูตรหลักประจำรุ่น 2 เธอยอมรับว่า ดีใจมาก รู้สึกว่า ตัวเองจะได้เข้าไปเรียนรู้หลักสูตร นอกจากได้ความรู้แล้วก็มีประสบการณ์ใหม่ๆ จากที่ตัวเองไม่เคยรู้อะไรเลย แล้วพอเข้าไปก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เรารู้ในห้องเรียนไม่มีแค่นั้น  รายละเอียดลึกๆ ที่บางทีทั่ว ๆ ไป เราก็ไม่รู้  พอไปแล้วทำให้สัมผัสถึงแก่นแท้ ว่าจริง ๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีแค่ในตำราเรียน

“สิ่งที่ได้รับมาพวกเราจะถ่ายทอดต่อ อย่างแรกเลย เสมือนเป็นกำลังใจให้เวลาเราทำงานแล้วรู้สึกว่าเราเหนื่อย เราท้อ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว บรรพบุรุษของเรา เหนื่อยกว่าเราเยอะ เราทำงานแค่นี้ เรากลับบ่น แต่ถ้าเทียบกับบรรพบุรุษแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย เวลาเราเหนื่อย เราท้อ ก็จะนึกถึงอะไรแบบนี้ ทำให้เรามีกำลังใจในการทำงาน  เราสามารถเอาความรู้ที่เราเรียนมาต่อยอด มาถ่ายทอดให้กับคนรอบข้าง ส่งต่อความรู้ให้ผู้อื่นได้”

เธอยกตัวอย่างพระราชกรณียกิจของในหลวงตามศาสตร์พระราชาเจริญรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เราสามารถทำที่บ้านของเราได้ทันที เช่น ถ้าบ้านเรามีสวน เราก็สามารถทำให้ที่ที่ไม่มีประโยชน์ สามารถมีประโยชน์โดยอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง ไม่ต้องไปลงทุนอะไรมากมาย “ที่ผ่านมาหลายมุมไม่เคยรู้มาก่อน รู้แค่ได้ยินพูดกันเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รู้ว่า มีหลักอะไรบ้าง ไม่ได้รู้ลึกถึงวิธีการทำจริง ๆ เราไม่ทราบ ถึงตรงนี้เข้าแล้วว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่คำพูด หรือวาทกรรมสวยงาม แต่พระองค์ทำได้จริง”

“อีกสิ่งที่อยากฝากไว้ในฐานะวิทยากรจิตอาสา 904  คือ อยากให้ทุกคนทำความ ดี ด้วยหัวใจตามพระราชปณิธานของรัชกาลปัจจุบัน อยากจะฝากถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วย เรารู้อยู่แล้วว่า ตำรวจงานหนัก มีภาวะความกดดันค่อนข้างสูง มีหน้าที่รับผิดชอบเยอะ อยากให้เวลาเราเหนื่อยๆ ให้นึกถึงพระองค์ท่าน นึกไว้ในใจว่า อย่างน้อยเราก็ได้รับราชการถวาย ได้ช่วยเหลือพระองค์ท่าน เพื่อให้ประเทศไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ร.ต.ท.หญิง นันทัชพรย้ำถึงมุมมอง

“มีโอกาสได้ทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ว่าสามารถส่งผลให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่

.ต.ท.หญิง เมริสา ธีระสวัสดิ์ รองสารวัตร ฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธร ภาค 5  ลูกสาว พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลานปู่ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ เรียนจบมัธยมโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน แล้วบินไปเรียนต่อปริญญาตรี บริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรีเจนท์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ตัดสินก้าวเดินตามสายเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตระกูลเช่นเดียวกับพี่ชายสองคน คือ พ.ต.ต.สุธีรฐ์ ธีระสวัสดิ์ สารวัตรตำรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และ ร.ต.อ.เมธี ธีระสวัสดิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น เธอเลือกสอบเข้าหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่นที่ 41 รับบทเป็นรองประธานรุ่น ก่อนบรรจุอยู่ที่ฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5

เจ้าตัวเชื่อเสมอว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต คือ โชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ด้วยที่มีความผูกพันและเติบโตมากับความเป็นครอบครัวตำรวจ ทำให้สามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่า เป็นหนึ่งคนที่รักและศรัทธาในอาชีพตำรวจ พร้อมที่จะเป็นหนึ่งฟันเฟืองเล็ก ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด  ร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคม

การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิทยากรจิตอาสา 904 ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล เป็นตัวแทนของครอบครัวธีระสวัสดิ์ที่ได้มามีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระเจ้าแผ่นดินในฐานะข้าราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง “เหมือนเราได้มาเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ มีโอกาสได้ทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ว่าสามารถส่งผลให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้ก้าวไปในสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ถึงแม้พวกเราเป็นข้าราชการคนหนึ่ง แม้เราจะเหนื่อย เราจะท้อในการทำงาน แต่อยากให้ข้าราชการทุกคนนึกถึงวีรกรรมของบูรพมหากษัตริย์ไทยที่ทรงเสียสละเพื่อทำสิ่งดี ๆ เพื่อชาติของเรา ให้พวกเรามีแผ่นดินอยู่อย่างทุกวันนี้”

“ อยากให้ตำรวจทุกนายทำความดีด้วยหัวใจ สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่องค์กรตำรวจ และพัฒนาประเทศไทย ให้ยั่งยืนตามพระราชปณิธานของพระองค์” หลานสาวอดีตอธิบดีกรมตำรวจฝากไว้