ยู่เบื้องหลังความสำเร็จคดีดังระดับประเทศมามากมาย เป็นตำนานนักสืบผู้ปิดทองหลังพระที่ไม่โปรโมตตัวเองจวบจนเกษียณราชการ

พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ อดีตผู้กำกับการสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ถือว่า มีชื่อชั้นในวงการไม่แพ้ใคร แม้เป็นศักดิ์เป็นหลานชายแท้ ๆ ของ พล.ต.อ.ศรีสุข มหินทรเทพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ แต่ไม่เคยทำให้วงศ์ตระกูลผิดหวัง

เกิดกรุงเทพฯ ลูกชายพนักงานธนาคาร จบมัธยม 6 โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ไปต่อโรงเรียนสันติราษฎร์ปีเดียวต้องออก เพราะค่อนข้างเกเรตามประสาวัยรุ่นแถวราชวัตร กระทั่งผู้เป็นบิดาปรามาสไว้ว่า “ถ้าเข้าโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้ มึงก็ไม่ต้องเรียน”เลยเบนเข็มไปเข้าโรงเรียนช่างก่อสร้างดุสิตทุลักทุเลอยู่ 4 ปีกว่าจะจบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

จบแล้วยังไม่รู้ทำงานอะไร ลุงเลยฝากเข้าเป็นตำรวจกองพลาธิการตามสายวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา ระหว่างนั้นตัดสินใจลงเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปรับปรุงตัวใหม่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นจนเข้ารูปเข้ารอยมีอนาคตเป็นนายตำรวจสังกัดกองกำกับการ 7 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหน่วยสันติบาลออกหาข่าวความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศ

ปีเดียวย้ายเป็นรองสารวัตรป้องกันปราบปราบ สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ สมัย พล.ต.ต.บริบูรณ์ วุฒิภักดี เป็นสารวัตรใหญ่ แล้วโยกเป็นรองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ ตำแหน่งใหม่ที่เปิดครั้งแรกอยู่จนขึ้นเป็นสารวัตรสอบสวนโรงพักเดียวกันนาน 2 ปี ไพศาล เชื้อรอด เคยอยู่ด้วยสมัยสำราญราษฎร์ย้ายเป็นสารวัตรแผนก 4 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือจึงชวนไปช่วยราชการที่สืบสวนเหนือยุค พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น คุมบังเหียน

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตนักสืบเมืองหลวงในเวลาต่อมา

“อยู่จักรวรรดิสบายเกินไป เพราะไม่มีงานทำ เข้าพันเวรสลับกับวัชรพงษ์ ดำรงศรี มีแต่คดีเช็ค อยู่จนผมจะขี้เกียจ คิดว่า ถ้ายิ่งอยู่นานขี้เกียจแน่ เพราะสบายเกินไป ว่างจัด พอถูกทาบทามก็เอา เริ่มเป็นนักสืบจริงจังก็ตอนนั้น ไปช่วยราชการประจำแผนก 2 มาใหม่ ๆ งง แม้งานสืบพอรู้อยู่แล้วบ้าง แต่ต่างกับโรงพักมาก” พ.ต.อ.คณิศร์ชัยย้อนความทรงจำ

กองสืบสวนเหนือยุคนั้นกำลังฟู่ฟ่าน่าเกรงขามสมัยหนึ่ง รวบรวมดาวนักสืบมือปราบพระกาฬมือฉมังไว้หลายคน อาทิ ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ วิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ปรีชา ธิมามนตรี สุชาติ ธีระสวัสดิ์ วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ ประยนต์ ลาเสือ และไพศาล เชื้อรอด นายตำรวจหนุ่มน้องใหม่หลานชายอดีตอธิบดีกรมปทุมวันไปเป็นจิ๊กซอว์เสริมเขี้ยวเล็บให้แข็งแกร่งมากขึ้น ประเดิมด้วยผลงานร่วมติดตามจับคดีโจรฮ่องกงปล้นร้านทองย่านห้วยขวาง ตามจับคนร้ายเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ฆ่าชิงทรัพย์ผู้โดยสาร 3 รายแล้เอาศพไปทิ้งชานเมืองเขตจังหวัดปทุมธานี จับตายตีนแมวชาวเขมรเป็นผีเฝ้าถนน 2 ศพ

“ผมมองว่า ที่สืบสวนเหนือยิ่งกว่าโรงเรียน ตอนอยู่โรงพักไม่รู้อะไรเลยแม้แต่เรื่องดักฟังโทรศัพท์ก็ไม่เป็น มาอยู่ที่นี่ได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิชาสืบสวน นับว่าสุดยอดวิชาของกรมตำรวจแล้ว ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า จากชีวิตนักเรียนก่อสร้างจะก้าวมาได้ถึงขนาดนี้” เจ้าตัวว่า

นั่งเป็นสารวัตรกองสืบตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่อย่างเดียวนาน 8 ปีกว่าจะขึ้นรองผู้กำกับการสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ตอนขยายโครงสร้างยุบกองบังคับการเหนือ-ใต้-ธนบุรี กลายเป็นตำนานสืบสวนเหนือรุ่นสุดท้าย จากนั้นนั่งเก้าอี้รองผู้กำกับอีก 9 ปี ถึงเลื่อนขึ้นผู้กำกับการสืบสวนนครบาล 3 เป็นผู้กำกับการศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วคืนถิ่นเก่าคุมกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1

กระทั่งถูกมรสุมช้างชนกันหญ้าแพรกแหลกลาญเด้งไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ต.อ.คณิศร์ชัยระบายความรู้สึกว่า ตอนนั้นท้อแท้มาก งง ย้ายไม่ทันตั้งตัวออกภูธรครั้งแรก เพิ่มกลับจากอบรมสืบสวนหลังเหตุระเบิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาไม่ถึงสัปดาห์ เป็นคำสั่งฟ้าผ่า กางแผนที่ยังไม่รู้เลยว่า โรงพักนี้อยู่ตรงไหนของบุรีรัมย์ ร้านสะดวกซื้อไม่มี ธนาคารแห่งเดียว คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

ถึงกระนั้นก็ตาม เขาบอกว่า การไปเป็นหัวหน้าโรงพักไม่กลัว ผ่านงานสอบสวนมาแล้ว ป้องกันปราบปรามก็ผ่านมาแล้ว ในชีวิตตำรวจที่ไม่ได้ทำจริง ๆ คือ สายจราจร ไม่เคยโบกรถ นอกนั้นทำหมดแล้ว ไปที่นั่นสำนวนไม่เยอะ ไม่ห่วง ใหม่ ๆ ก็เคว้งคว้าง เกินทุ่มไม่มีข้าวกินแล้ว พยายามทำใจใช้ชีวิต ทำให้เห็นชีวิตตำรวจต่างจังหวัด น่าสงสารกว่าตำรวจกรุงเทพฯ งานไม่หนักแต่ความเป็นอยู่ไม่ดี เหมือนถูกทอดทิ้ง ไม่เคยมีบิลน้ำมัน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เราก็ต้องไปปรับปรุง พอลาพักร้อน เราถามว่า ไปไหน ลูกน้องบอกไปดำนา เราต้องบอกว่า ไปเลย ไม่ต้องลา ชีวิตตำรวจภูธรถึงน่าสงสาร ความรับผิดชอบเขามี แต่บางสิ่งบางอย่างไม่ได้รับการดูแล

สวมบทหัวหน้าโรงพักตำรวจภูธรปีเดียวได้คืนความชอบธรรมกลับมานั่งเก้าอี้เดิมที่กองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 แม้ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจาก พล.ต.ต.จิรสิทธิ์ มหินทรเทพ ลูกของลุงช่วยกระซิบพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อนนักเรียนนายร้อยร่วมรุ่นก็ตาม ระลอกนี้ทำงานจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตราชการ “ผมถือว่าเป็นกำไร ผมผ่านในสิ่งที่ไม่ดีมาจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้บทเรียนสำหรับตัวเองว่า การทำงานทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ได้พ่อแม่คอยเป็นกำลังใจ แต่สำหรับลูกผม ผมบอกไว้เลยไม่ให้มาเป็นตำรวจ”

“ตำรวจเป็นชีวิตที่ต้องเสียสละ ต้องทำงานหวังผลอะไรตอบแทนไม่ได้ แม้กระทั่งความมั่นคงในหน้าที่ในตำแหน่งตัวเองมันยังไม่มี จุดนี้มันลำบาก วันนี้เป็นสารวัตรอยู่ตรงนี้พรุ่งนี้ย้ายไปอยู่ที่ไหนยังไม่รู้ เทียบกับหน้าที่อื่นไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ต้องว่ากันถึงความเจริญก้าวหน้า เอาแค่ตรงที่ทำอยู่มันไม่มี ความเจริญจะไปหวังอะไร” อดีตนักสืบเมืองหลวงสะท้อนความจริง

ประสบการณ์กว่า 40 ปีของเขาผ่านคดีสำคัญนับไม่ถ้วน แต่ที่ประทับใจมากสุด คือ การเป็นส่วนหนึ่งของทีมคลี่คลายปมสังหารแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเกมจากคดีพยายามฆ่าผู้รับเหมาในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางชัน สอบปากคำมือปืนและผู้จ้างวานสาวไปสู่คดีแสงชัยที่กำลังครึกโครมใกล้ถึงทางตัน เนื่องจากชุดมือปืนรับงานมาแล้วแต่ไม่ได้ลงมือในวันเกิดเหตุ

อีกคดีเป็นกรณีศึกษาจากเสริม สาครราษฎร์ นิสิตแพทย์ชำแหละศพเจนจิรา พลอยองุ่นศรี แฟนสาว ที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุดในเมืองไทย พ.ต.อ.คณิศร์ชัยถ่ายทอดว่า ตอนเข้าค้นห้องครั้งแรก เราไม่ได้เรียกกองพิสูจน์หลักฐานไปใช้น้ำยาสาดหาคราบเลือดในห้องน้ำ เสริมถึงรอดพ้นกฎหมายลอยนวลสักพักกระทั่งจนมุมกองสืบสวนนครบาล 7 บทเรียนครั้งนั้น เรานำเอาเป็นกรณีศึกษาในคดี นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ฆ่าหั่นศพหมอผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยา พอเจอห้องพักก็รีบประสานกองพิสูจน์หลักฐานเอาน้ำยาไปหาคราบเลือดจนพบ มีการรื้อบ่อเกรอะเจอชิ้นเนื้อ และหลักฐานอีกหลายอย่าง

“แต่ผมติดใจนะ หมอวิสุทธิ์ไม่เคยเปิดปากรับสารภาพ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้ มีการแล่ชิ้นเนื้อหมอผัสพรตรงนั้น แต่ชิ้นเนื้อทั้งหมดอยู่ไหน รวมถึงหัวกะโหลก เป็นอะไรที่คาใจผมอยู่ถึงทุกวันนี้ เจอหลักฐานขนาดนั้นยังไม่รับ เป็นตัวอย่างคดีที่หนักและกดดันมาก ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ผู้ต้องหาไม่พูด แถมมีต้นทุนสังคมสูง ตำรวจที่ไปเฝ้าในมหาวิทยาลัย อาจารย์จุฬายังด่าตำรวจเสียหาย หาว่าตำรวจแกล้งใส่ร้ายป้ายสีหมอวิสุทธิ์” อดีตนายตำรวจผู้แกะรอยคดีประวัติศาสตร์บอกเบื้องหลัง

สุดท้ายเจ้าตัวเป็นห่วงนักสืบรุ่นน้องว่า ปัจจุบันกองสืบสวนขาดรองสารวัตรที่ไม่เป็นงาน แต่สารวัตรต้องเป็นมาก่อน ไม่จำเป็นต้องแข็ง ถามว่า ถ้ารองสารวัตรไม่เป็น สารวัตรจะไปสอนลูกน้องได้อย่างไร มันหมดเลย ไม่เหมือนยุคก่อน สารวัตรจะเป็นงานหมดสไตล์ใครสไตล์มันพอลูกน้องเข้ามาก็จะสอน คำว่าเป็นงานอาจไม่ต้องเก่ง เพียงแค่ผ่านงานสืบมาบ้างพอสมควรสามารถชี้แนะได้ เพราะการมาเป็นสารวัตรเวลาออกทำงานข้างนอกต้องตัดสินใจทำอะไรได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมาย หรือประสบการณ์ เพราะพลาดมา ลูกน้องก็ติดคุก ไม่ก็บาดเจ็บ บางทีถึงขั้นเสียชีวิต บทเรียนมีให้เห็นเยอะ

พันตำรวจเอกวัยเกษียณมองว่า การที่กองบังคับการสืบสวนนครบาลเปิดอบรมถ่ายทอดวิชาการสืบสวนให้ระดับสารวัตรและรองสารวัตรเพื่อมาเสริมตรงนี้ เพราะการทำงานจริงไม่มีเวลามาฝึกแล้ว แม้เราทำเพื่อส่วนรวม แต่พอถึงเวลาผิดพลาดจะไม่มีใครมารับผิดชอบ ผู้ใหญ่ก็รับไม่ไหว นายช่วยอะไรไม่ได้ เราก็ช่วยลูกน้องไม่ได้ ยิ่งคนไม่เป็น ยิ่งอันตรายต่อทีม สารวัตรต้องสอนรองสารวัตรได้ ถ้าสารวัตรไม่เป็นสั่งอะไรก็ไม่ถูก สั่งงานไม่ได้ พอมีเหตุก็เงอะงะ ลูกน้องก็ไม่รู้จะทำอะไร

“เด็กเส้น เด็กฝากไม่ว่า ขอให้มีคุณสมบัติ นักสืบจำเป็นต้องมี ระดับสารวัตรข้าวลูกน้องสักจานต้องเลี้ยงได้ ถ้าไม่ได้ใจกันตอนนี้ก็พัง มันจะสักเท่าไหร่ ซื้อใจกันตรงนี้ นักสืบมันโอเคกับนายอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เขามีใจให้เรา ถ้าสารวัตรพร้อม ทำงานเป็นก็จะเกิดความเชื่อมั่น ถ้าไม่เป็น เด็กขาดความเชื่อมั่นการทำงานก็ลำบาก ไม่สั่ง เขาก็ไม่กล้าทำอะไร”

เมื่อเทียบสมัยก่อน อดีตนักสืบมากวิชาเล่าว่า การทำงานสืบสวนเหนือไปได้ทั่วประเทศ 1 ชุดปฏิบัติตามคนร้ายออกทุกภาค เสื้อผ้าตัวเดียวพร้อมเดินทางทันที ไว้ไปหาซื้อเอาข้างหน้า เป็นงานกันหมด จากประสบการณ์มันอ่านเกมออกก็ไปแล้ว เดี๋ยวนี้สาวัตรบางคนออกนอกกรุงเทพฯบางทียังไปไม่ถูกเลย  ยุคก่อนขับรถไป นอนไหนนอนนั่น ใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นเลย ทำงานมีความมั่นใจในชุดปฏิบัติเพราะระดับหัวแข็ง

“ส่วนผู้กำกับเป็นนักบริหารต้องสนับสนุนให้เขาทำงาน คอยแก้ปัญหาให้เขา อย่าไปสร้างปัญหาให้เขา ไม่อย่างนั้นจะยิ่งไปกันใหญ่”

คณิศร์ชัย มหินทรเทพ !!!