“ผ้าขาว” ที่ตกหล่นลงสู่พื้นสกปรกยากจะหยิบคืนขึ้นมาให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เหมือนเดิม

ทางเดินชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนเริ่มต้นพร้อมกัน

ต่างกันตรงจุดหมายปลายทางจะวางตัวพ้นคราบ “เขม่าสีเทา” ในสังคมมากน้อยไปถึงวันเกษียณอายุราชการ

กลายเป็น “ผ้าขาว” ที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเป็น “สีดำ”

หลายคนอาจหลงลืมวันแรกแย้ม

วันที่ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเพื่อสอบแข่งขัน

วันที่พ่อแม่ผู้ปกครองมารอลุ้นเชียร์สอบวิ่ง ว่ายน้ำ วิดพื้น งัดข้อใจจดจ่อ

วันที่บรรดาผู้บังเกิดเกล้ายืนลุ้นระทึกระหว่างกระโดดร่มลอยลงมาจากฟากฟ้า

วันที่พวกเขารินน้ำตาแห่งความภาคภูมิตื้นตันใจ เมื่อเห็นลูกชาย หลานชาย รับพระราชทานกระบี่จาก “พระเจ้าแผ่นดิน”

ไม่ว่าจะเป็นตาสีตาสา ชาวนาชาวไร่ ไปจนถึงคหบดี ข้าราชการตำแหน่งใหญ่ แทบทุกคนไม่เคยลืมวันที่ทายาทติดดาวเงินวับวาว “แปดแฉก” บนบ่า

กระทั่งวันที่ได้เวลาเดินออกมาสู่โลกของความเป็นจริง

เจ้าตัวต่างหากเคยย้อนกลับไปวันนั้นแค่ไหน หลังจากเหงื่อไคลเกาะเอาคราบสกปรกโสมมของสังคมมาหมักหมมติดอยู่ใน “เครื่องแบบสีกากี”

สักกี่ครั้งไม่มีวันสะอาด เมื่อมันซึมลึกเข้าไปเกาะกินถึงขั้วหัวใจและจิตวิญญาณเป็นยิ่งกว่านักเลงอันธพาลละลายล้างอุดมการณ์เกือบหมดสิ้น

สุดท้ายทุกคน ไม่มีใครดีสุดขั้ว แต่ ไม่มีใครชั่วจนสุดจะเยียวยา

ดาวเงินวับวาว” แปดแฉกบนบ่าถึงเวลาหม่นหมอง

ขัดให้วาววับกลับมาดังเดิม ทว่าหัวใจไม่ใช่คนเดิมเหมือนวัน “ประเดิมชีวิตตำรวจ” ครั้งแรก พาทุกอย่างแตกสลาย

    ทุกคนเริ่มต้นพร้อมกันในวันที่มี “ความฝันอันสูงสุด”

ก่อนที่บางอย่างจะฉุดลง “ถลำลึก” ออกหาจุดหมายปลายทางไม่เจอ

พ.ต.ต.วัทธเศรษฐ์ สำเนียงประเสริฐ สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลแสมดำ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 65 อาจเป็นอีกคนที่ “หลงทาง”

เขาอาจทิ้ง “ความฝันอันสูงสุด” เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องและเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคน เมื่อต้องดิ้นรนอดทนใช้ชีวิตอยู่กับคราบ “เขม่าสังคม” ที่สกปรก

“ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง …จะแน่วแน่แก้ไข ในสิ่งผิด จะรักชาติ จนชีวิต เป็นผุยผง จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรง จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา”

บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” คงจะก้องอยู่ในใจใครหลายคน

เก็บเอามาคิดแล้วยึดปฏิบัติตามสักนิด อย่างน้อยอาจไม่ต้องหลงเดินทางผิด

“ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป

นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง หมายผดุง ยุติธรรม์ อันสดใส ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน … โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่ เพราะมีผู้ ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน คงยืนหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย”

เชื่อว่ายังไม่สายเกินไปหากบางคนหันกลับมาเริ่มต้นทางเดิมใหม่