พล.ต.ท.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 182/91 ถนนชมสินธุ์ ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสอบปากคำนายสว่าง นายสว่าง ภมรวิจิตร อายุ  55 ปี กับพวกที่เป็นนายทุนเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ทางภาคเหนือลำเลียงกระจายลงสู้พื้นที่ภาคใต้ ตามแผนปฏิบัติการยุทธการสยบไพรี 63/16 “ทลายขุมทรัพย์จับแก๊งยานรก”

สำหรับเบื้องหลังการจับกุม สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.บัณฑิต ทิศาภาค ผู้บังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด กับพวกจับกุมเอเย่นต์ยาบ้ารายใหญ่ยึดของกลาง 5ล้านกว่าเม็ดในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อเดือนมีนาคม 2563 นำตัวไปขยายผลให้การซัดทอด นายสว่าง ภรวิจิตร พื้นเพเดิมเป็นชาวเขาเผ่าม้ง เป็นผู้สั่งการขนยานรกเข้ามาทางชายแดนจังหวัดเชียงราย  พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วย พล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 เข้าร่วมสืบสวนขยายผลโยงใยเครือข่ายขบวนการยาเสพติดรายดังกล่าว

กระทั่งทราบข้อเกี่ยวข้องชัดเจน พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงเปิดยุทธการเชิงรุก มี พ.ต.อ.สหัส ใจเย็น ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำหน่วยปฏิบัติการพิเศษสยบไพรี ประสานตำรวจท้องที่  ตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด สำนักงานปราบปรามการกระทำผิดฟอกเงิน และหน่วยทหาร ระดมปูพรมตรวจค้นพื้นเป้าหมาย 30 จุด ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามรวบตัวนายสว่าง ภมรวิจิตร อายุ  55 ปี ตัวการใหญ่ที่จังหวัดราชบุรี น.ส.วันเพ็ญ สัตย์ธัญญากุล อายุ 33 ปี นายเฉลิมพล ภมรวิจิตร อายุ  34  ปี และนายบรรลือ ภมรวิจิตร  อายุ 28 ปี

ทั้งหมดย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากอยู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำธุรกิจขายเสื้อผ้า และเครื่องใช้ราคาถูกบังหน้า ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้อายัดทรัพย์ที่มีบ้านหรู 24 หลัง  อาคารพาณิชย์ 5 คูหา   โฉนดที่ดิน 12 แปลง  รถยนต์  22คัน และจักรยานยนต์ 27 คัน ของเครือข่ายยานรกนายสว่าง ภมรวิจิตร รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 200 ล้านบาท ไปดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อตัดวงจรยาเสพติดทางภาคเหนือให้ได้มากที่สุด