คู่นายพลตำรวจตัวละครเอกใน “หมากกระดานร้อน” พร้อมใจกัน ลุยแลกหมัด ท้าเดิมพันครั้งสำคัญอีกคำรบ

กับสมรภูมิศึกรบกลางสนามรอยร้าวที่พาตัวเองเจอมรสุมกระเด็นหลุดพ้นตำแหน่งอำนาจในยุทธจักรกองทัพสีกากี

นับเป็นระยะเวลา 1 ปีกับ 5 เดือนที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถูก “ฟ้าผ่าเดือนเมษา” เด้งตกเก้าอี้ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งโยกให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สวมบทข้าราชการพลเรือน

หยุดเส้นทาง “นายพลดาวรุ่ง” ที่กำลังพุ่งแรง

เจ้าตัวพยายามนิ่งดูทิศทางคลื่นลม คิดว่า สักวันอาจสงบแล้วจะกลับมาเริ่มนับอายุราชการตำรวจใหม่อีกครา กระทั่งได้ไทม์มิ่งประกาศลั่นวาจาต่อหน้าพระตำหนักภักดีนเรศวร์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดบึงกระดาน อำเภอเมืองพิษณุโลก

“ศัตรูที่คิดร้าย ขอให้แพ้ภัยไปในที่สุด และให้ข้าพเจ้ากลับมาเป็นข้าราชการตำรวจที่ยิ่งใหญ่ต่อไป โดยเร็วด้วยเทอญ…สาธุ”

อาการเร่าร้อนที่เร่งเร้าของเขา ทำให้ไม่อาจหยุดความคิดที่จะดิ้นสู้ทวงคืนความเป็นธรรมตามวิบากกรรมที่ตัวเองเผชิญอยู่

สุดท้ายเลือกส่งทนายความส่วนตัวไปที่ ศาลปกครอง เพื่อยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีออกคำสั่งย้ายเขาไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่อแววไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล งัดตำรา “เปิดหน้าชก” ผู้กุมอำนาจระดับผู้นำประเทศ

อ้างเหตุผลการย้ายครั้งนั้น ไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดตามกระบวนการที่จะเป็น ขณะเดียวกัน เจ้าตัวก็ไม่ได้สมัครใจโอนย้ายไปในตำแหน่งดังกล่าว

ยกเอาผลงานตามโปรไฟล์สมัยยังทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทุ่มเทบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนจนเป็นยอมรับ

แล้วทำไมต้องถูกย้ายโดยไม่ได้แจ้งความผิด

การใช้สิทธิเรียกร้องความยุติธรรมของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักหาล ครั้งนี้ ทนายความส่วนตัวเป็นกระบอกเสียงกระจายข่าวแทนว่า นอกจากนายพลคนดังจะทำเพื่อตัวเองแล้ว ยังเป็นบรรทัดฐานให้ข้าราชการอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา

กล้าที่จะลุกขึ้นต่อสู้โดยหวังพึ่งอำนาจศาลปกครองให้ความเป็นธรรมแก่พวกเขา

เกมหมากกระดานร้อนระอุในยุทธจักรสีกากียังพัวพันลากเอา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา กระเด็นหลุดตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปสำรองราชการด้วยอีกคน

“พระรอง” รุ่นพี่นักเรียนนายร้อยตำรวจ 37 ห่างจาก “พระเอก” รุ่นน้องนักเรียนนายร้อยตำรวจ 47 ถึง 10 ปี โดนหมัดเด็ดสอยร่วงจากพิษคลิปสนทนาทางโทรศัพท์กับแม่ทัพว่อนออกสื่อมวลชน

 พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ถึงต้องดิ้นต่อสู้เรียกร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

เป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเอาผิดวินัยร้ายแรงทำให้เขาต้องเจอ “เสี้ยนตำ” ทำมัวหมอง

ประกอบด้วย พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี จเรตำรวจ พล.ต.ต.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 1 สำนักงานจเรตำรวจ พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บังคับการปราบปราม พ.ต.อ.อุกฤษฏ์ ศรีเสือขาม รองผู้บังคับการกองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ สำสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ พ.ต.อ.จิรพัฒน์ พรหมสิทธิการ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางพลัด พ.ต.อ.สมเกียรติ ค้ำชู ผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 พ.ต.อ.นิภพล สุขนิยม ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก

ทั้ง 8 นายเป็นจำเลยในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันจัดทำรายงานพร้อมสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์

กล่าวหาว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวมีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยอำเภอใจมิได้พิจารณาโดยใช้ดุลพินิจอย่างเที่ยงธรรมถูกต้องเหมาะสมการรายงานผลดังกล่าว

เป็นเหตุให้โจทก์ถูกกล่าวหาทางคดีอาญาถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง

ถูกสำรองราชการให้พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดคุณสมบัติในการได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจ

การเปิดหน้าออกศึกของคู่อดีตนายพลตำรวจใหญ่ ถือเป็นช่วงเวลาโค้งสุดท้ายการนับถอยหลังบนบัลลังก์ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา แม่ทัพคนสำคัญ

ในวันที่อำนาจกำลังจะเปลี่ยนมือ