ทั่วโลกกำลังวุ่นวายกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อหวัดมรณะอุบัติใหม่คร่าผู้คนไปแล้วนับล้านชีวิต

ขณะที่เมืองไทยกลายเป็นที่อิจฉาของชาวต่างประเทศในการสกัดกั้นการลุกลามของ “โรคโควิด-19” ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจน

แต่หาใช้จะหาความสงบสุขในบ้านเมือง

ว่าด้วยเรื่องปมขัดแย้งอย่างรุนแรงทางความคิดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลือกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

หวังยุติวิกฤติไม่ให้ลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมือง

อ้างเหตุ มีบุคคลหลายกลุ่มเชิญชวน ปลุกระดม และดำเนินการให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ใช้วิธีการและช่องทางต่าง ๆ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน

มีการกระทำกระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน

มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัมฤทธิผลของมาตรการควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง

จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา  11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548 นายกรัฐมนตรีจึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 เวลา 04.00 นาฬิกา เป็นต้นไป

ไล่เลี่ยกันยังมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานรับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง

ให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ มีอำนาจบังคับบัญชา สั่งการส่วนราชการและข้าราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพ่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และดำเนินการตามนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มีข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการพลเรือน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548

ทั้งหมดถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สำหรับข้อกำหนดที่ออกมาล้อกับพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว

สรุปใจความตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งเหล็ก

ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสิ่งอื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร

ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะ หรือให้ใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะโดยมีเงื่อนไง ทั้งนี้ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดของประกาศกำหนด

ห้ามใช้ เข้าไป หรืออยู่ในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ หรือให้ออกจากอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด

หัวหน้าผู้รับผิดชอบจะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นสมควรเพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ

นอกจากนี้ ยังให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเดี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใด ๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือให้มาถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสาร หลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร หรือการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อกระทำการส่งเสริม หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งตรวจค้น รื้อถอน ทำลายอาคาร สิ่งปลูกสร้าง สิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจรับเหตุการณ์ร้ายแรงได้ทันท่วงที

หัวหน้าผู้รับผิดชอบยังมีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลกระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการ ห้ามกระทำการอย่างใด ๆ ที่เป็นการปิดการจราจร ปิดเส้นทางคมนาคม หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้ไม่อาจใช้เส้นทางคมนาคมได้ตามปกติในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

เสมือนเลือกทางเดินสู่ความสงบของบ้านเมืองตามคำสั่ง “ผู้นำประเทศ”

สุดท้ายสถานการณ์จะคลี่คลายหรือกลายเป็นเติมน้ำมันราดบนกองไฟขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ