นิสิตของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“น้องพิซซ่า” กรณิภา สุริยเลิศ ลูกสาวคนเดียวของ พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการภูธรจังหวัดปทุมธานี อีกตำนานของสืบสวนเหนือรุ่นสุดท้ายมือปราบผู้เชี่ยวชาญงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถของเมืองหลวง

เริ่มต้นวัยเรียนที่โรงเรียนสารสาสน์ บางบอน ต่อโรงเรียนโพธิสารพิทยากร กระทั่งจบมัธยม 6 ตัดสินใจเข้ารั้วจามจุรี แม้มีความตั้งใจเดิมอยากเป็นแพทย์ผิวหนัง ตอนหลังเข้าไปเรียนขี่ม้า รุ่นพี่เลยแนะนำเข้าคณะนี้น่าจะเหมาะกับตัวเธอมากกว่า

ที่สำคัญจบออกมาอาจได้มีโอกาสเป็นตำรวจเหมือนพ่อ

เธอแล้วว่า ด้วยความที่พ่อเคยเป็นสารวัตรอยู่ตำรวจม้า 191 ทำให้มีโอกาสซึมซับ ถึงพ่อจะย้ายแล้วก้ยังพาไปคอกม้าบ่อยครั้ง กระทั่งขึ้นมัธยม 4 ตั้งใจขี่อย่างจริงจัง มีครูสอนเป็นเรื่องเป็นราว ขี่ไปขี่มาจนชอบ ลงสนามแข่งหลายประเภทในนามสโมสรลักกี้พอยท์ ตั้งแต่ โชว์จั๊มพ์ปิ้ง ข้ามเส้นขีดขวาง ก่อนย้ายสังกัดสโมสรตำรวจเต็มตัว

พิซซ่าเคยลงแข่งรายการชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เกียรติบัตร รายการข้ามสิ่งกีดขวางบุคคลความสูง 1 เมตร กับประเภททีมความสูง 80 เซนติเมตร “หนูรู้สึกว่า มันชอบ ม้าก็คล้ายๆ หมา เลี้ยงแล้วผูกพันมาก ชีวิตหนูชอบทั้งม้า และหมา โดยหมานั้นเลี้ยงอยู่ 30 กว่าตัวแล้วที่บ้าน มีพันธุ์ปอม ชิวาว่า ชิสุ คุณพ่อก็บ่นนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ให้ขาย เพราะใจตอนแรกคิดว่าไม่เพาะขาย ส่วนม้า เพิ่งได้ม้าใหม่มาด้วย มันติดมาจากเมืองนอก คุณหมอประจำของคอกเก่าที่ลักกี้พอยท์ประกาศขายพอดี”

“คุณพ่อซื้อให้ เห็นหนูใช้แข่งบ่อย ได้รางวัลเยอะ เหมือนว่า มันสำคัญเวลาแข่ง คล้ายๆ กับว่าถ้าใครมาขี่ ก็ไม่เหมือนกับเรามาขี่เอง ตอนนี้ไปฝากที่คอกสโมสรตำรวจม้า หนูก็ต้องคอยไปดูแล ไปหามันตลอด ชื่อเดอะร็อก” ลูกสาวคนเก่งของผู้กำกับนักสืบหนุ่มยิ้มภูมิใจและเล่าต่อว่าตัวเองเกือบติดทีมชาติไปแข่งซีเกมส์ สิงคโปร์ ปลายปีนี้ แต่ติดต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้ไม่มีเวลาซ้อมจนต้องสละสิทธิ์ปัจจุบันจึงเตรียมขึ้นคุมบังเหียนอีกครั้งลงแข่งกีฬามหาวิทยาลัยหวังปูทางติดธงไปแข่งต่างแดนตามความฝันของตัวเอง

เธอบอกถึงอนาคตว่า การเข้ามาสู่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ยอมรับว่า ความหวังยังเหมือนเดิม คืออยากเป็นตำรวจ และเมื่อจบปริญญาโทคณะนี้ยังมีโอกาสต่อแพทย์ได้อีก แต่ความจริงที่เรียนสายนี้อาจเพราะเห็นพ่อชอบเตะฟุตบอลแล้วเจ็บบ่อย อนาคตเราอาจได้ช่วยดูแลรักษาพ่ออย่างถูกวิธีตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย

กระนั้นก็ตาม พิซซ่าย้ำว่า พ่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อยากเป็นตำรวจ คิดว่า น่าจะเท่ดี ดูลุยๆ ถึง อยากทำ ทั้งชีวิตสนิทกับพ่อมากกว่าเพื่อนคนอื่นที่สนิทกับพ่ออีก คนอื่นโตขึ้นเขาก็จะไม่ค่อยกล้ากอด กล้าเล่น แต่นี่เราก็ยังเล่นเหมือนเดิมตั้งแต่เด็ก ผูกพัน แม้พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา แต่ถ้าวันไหนมีก็จะติดกันเหมือนปาท่องโก๋ เลยรู้สึกว่า การที่คนอื่นมองตำรวจไม่ค่อยดี บางคนก็มีทัศนคติที่แย่กับตำรวจ แต่การที่อยู่กับพ่อ รู้สึกว่า พ่อไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นตำรวจ เป็นฮีโร่ของเรา

“รู้ว่าคุณพ่อทำงานหนักมาก จับคนร้ายแต่ละครั้ง หนูก็พลอยตื่นเต้น ยังคิดกับคุณแม่ว่า ถ้าคุณพ่อกลับมา ก็จะบอกคุณพ่อว่า เวลาจับเสร็จให้โทรมาบอก เพราะพวกเราจะเป็นห่วง ส่วนคุณพ่อจะสอนว่าเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง แล้วก็อย่าให้คนอื่นมารังแก คอยเตือนคอยสอนว่า เป็นผู้หญิง ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องอ่อนแอ สอนให้รู้จักสู้คนอื่น”

พิซซ่ายังมีความหวังว่า ถ้าได้เป็นตำรวจอนาคตอยากพัฒนาหน่วยตำรวจม้า หน่วยงานที่พ่อเคยสังกัด เพราะตัวเองถือเป็นนักกีฬาคนแรกของสโมสรตำรวจม้า เห็นว่า ม้าหลายตัวราคาแพง หากไม่มีใครมาขี่ ไม่มีใครดูแล ถึงอยากพัฒนา เห็นแล้วสงสารม้า เวลาเป็นโน่นเป็นนี่ก็ขาดการดูแล เหมือนปล่อยให้มันรอวันตาย