เกินกว่าค่อนเส้นทางรับราชการกระทั่งกลายเป็น นายตำรวจมือปราบ รับบทบู๊ ดุเดือด และเด็ดขาดในมาตรการ กำราบโจรผู้ร้าย

สุดท้ายเผชิญมรสุมรุมเข้ามาสร้างวิบากกรรมในชีวิต ทำให้เขาคิดหาทาง ดับร้อน จนค้นพบ ธรรมะ ช่วยปัดเป่าขัดเกลาจิตใจจนสงบนิ่ง

เลิกวิ่งจองล้างจองผลาญ อาฆาตมาดร้าย ระบายแค้น โกรธเคืองใคร

เสมือนภาพลักษณ์ใหม่ของ พล...ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บังคับการศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง แถมยังได้ครอบครัวร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนกำลังใจชั้นเยี่ยมเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกัน

เหล่านี้ คือ ชีวิตเหนืองานในหน้าที่กับวันที่เจอ สัจธรรม เป็น หลักธรรม ส่องสว่างนำทาง

 

เคยเด็ดขาดประกาศความเป็นตัวเอง ไม่กลัวเกรงภัยจะมาถึงตัว

อดีตที่ผ่านมา พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ยอมรับว่า ไม่ค่อยได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ชอบสะสมแต่พระเครื่องของบรรดาเกจิอาจารย์ชื่อดัง อาจเพราะทำงานเน้นเรื่องที่มีความเดือดขาด พยายามเลี่ยงความคิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา กลัวว่า ถ้าคิดเป็นเรื่องของบาปบุญเมื่อใด จิตจะตก ถ้าบอกทำบาปจะบอกตัวเองว่า ไม่บาป ตามที่พระเกจิบางท่านสอนมา เหมือนดึงเราไม่ให้ใจเราตก วอกแวก

พล.ต.ต.ศักดิ์รพีอธิบายถึงเหตุผลการทำงานปราบปรามว่า บางครั้งต้องมีลูกเด็ดขาด ทั้งที่ตอนแรก ๆ ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ หรืออุดมการณ์อะไรทั้งหลาย แค่อยากทำให้รุ่นพี่ยอมรับมากกว่า เวลารุ่นพี่ใช้งาน พอหลัง ๆ ทำจนชิน คิดเองว่า บางรายสมควรกลายเป็นติดนิสัย ทว่าเราจะมีความละเอียด ไม่ได้มั่ว คนพวกนั้นเป็นคนเลว เราไม่ได้ทำร้ายคนดี พยายามสืบสวนหาพยานหลักฐานให้แน่ชัดว่า เลวจริง ถึงหวด

“พอเริ่มมีประสบการณ์ รุ่นพี่ไว้ใจ ให้ผมเป็นหัวหน้าทีม มันก็ไปด้วยตัวเอง มีบางครั้งที่ลูกน้องแตกแถวบ้าง ลูกน้องหาเรื่องให้เป็นส่วนใหญ่ เวลาผมลงงานเองไม่ค่อยมีความผิดพลาด ที่พลาดโดนฟ้องร้องมาถึง 21 ครั้ง มาจากลูกน้องทั้งหมด ไม่ใช่จากตัวเอง ถ้าจะโทษตัวเองคงเป็นเรื่องความประมาทใช้ลูกน้อง ไว้ใจลูกน้องมากเกินไป ให้ลองทำดู เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ สุดท้ายภัยมาถึงตัวเรา”

 

ไม่เคยต้องการหาเรื่องใคร ดีที่มีผู้ใหญ่คอยแนะนำ

กระทั่งเคสหนักสุดเมื่อสมัยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตกเป็นจำเลยข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก สู้คดียาวนานอยู่หลายปีกว่าจะชนะในชั้นศาลฎีกา เจ้าตัวเล่าว่า บ่อยครั้งมีคนเคยเตือน ชีวิตครอบครัวมีความสุขแล้ว ทำไมต้องไปมีเรื่องมีราว อยากจะบอกว่า เราไม่ได้ไปหาเรื่องใคร มันมาเอง เหมือนอยู่ในภาวะที่จะต้องปราบปราม มาจากดวงที่ต้องไปเจอคนที่ต่อสู้ จะจับต่อสู้  อย่างผู้นำท้องถิ่นอาจจะเข้าใจเราผิด แต่พวกนักค้ายาเสพติด โจรผู้ร้าย เราไม่เคยเอาไว้ ต้องจัดการเด็ดขาด

“แต่การทำงานที่มันมีปัญหาสังคม มักโดนกระหน่ำซ้ำเติม หรือโดนพวกมากลากไป แล้วมาใส่ร้าย มาให้ความเสียหายกับเรา ผมต่อสู้จนชนะมาทุกเรื่อง แต่มันเสียเวลา ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า ถ้าทำงานมาเหนื่อยยากแทบตาย ถ้ารู้จักตั้งหลัก และถอยเป็น อาจจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ ตอนนั้น ผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด หรือปรัชญาที่เขาพูด  มองว่า ไอ้อย่างนี้ต้องเอาให้อยู่ คนเลวจะปล่อยไว้ให้อยู่ในบ้านเมืองไม่ได้  พอมาถึงวัยขนาดนี้มองเห็นแล้วว่า ถ้าจะรบจริง ๆ ต้องใกล้ชิดนาย อธิบายรายละเอียดให้นายเห็นทุกขั้นตอน เพื่อว่า ท่านจะได้ตอบแทนเราได้ ท่านจะได้ตอบปัญหาที่เราโดนกระทำได้ แต่เราไปเองดุ่ยๆ สู้เพียงลำพัง”

แถมเรื่องราวที่ว่ายังกระทบถึงครอบครัว พล.ต.ต.ศักดิ์รพีเล่าต่อว่า มีลูกชายอยากให้เป็นตำรวจ เรารู้สึกว่าเป็นแล้วได้ช่วยเหลือคน แต่พอเห็นพ่อขึ้นศาลตลอดก็แย่เหมือนกัน สำหรับเด็กวัยรุ่นดูแล้วอดอกสั่นขวัญหายไม่ได้ ไปนั่งฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นลงโทษพ่อติดคุก บางครั้งไปนั่งลุ้นว่าศาลจะยกหรือไม่ ใจมันไม่ได้  ลูกชายถึงเปลี่ยนไปเรียนกฎหมาย เป็นนักกฎหมายอยากมาช่วยพ่อ และเผื่อช่วยตำรวจให้ดีขึ้น

 

ประสบการณ์สอนให้คิด เตือนตำรวจอย่าพลาดผิดเป็นจำเลย

นายตำรวจมือปราบมองว่า ตัวเขาสู้คดีที่ถูกฟ้องร้องได้เพราะมีผู้บังคับบัญชาเป็นหลักถึงเติบโตจนทุกวันนี้ ถ้าไม่มีผู้บังคับบัญชาคอยชี้แนะ ช่วยเหลือคงไม่มีทาง อนาคตอยากจะฝากองค์กรตำรวจต้องมีกองกำกับการ กองบังคับการ หรือกองบัญชาการ แก้ต่างคดีอาญา คดีแพ่งให้ตำรวจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของภูธรภาค เมื่อโดนฟ้องร้องจะได้มีนิติกรของตัวเองไปแก้ต่าง เดินเป็นโจทก์คู่ฟ้องกับพนักงานอัยการ เป็นทนายให้ อย่าลืมว่า การสู้คดีแต่ละครั้งใช้เวลาหลายปี ถ้าเราไม่มีทนาย ไม่มีทีมของเรา ไม่มีอะไรเลย สำนวนการสอบสวน เอกสารสำคัญ ไม่มีใครเก็บ หรือดูแล ไม่มีคนดูเรื่องธุรการ ตารางกำหนดนัดหมาย ไม่มีใครดูพยาน ยิ่งพยานบุคคลคือมนุษย์ ถ้าให้การตามที่เคยให้ไว้เดิมก็ดี ถ้าบอกจำไม่ได้ หรือไม่แน่ใจจะเสียรูปคดี โอกาสแพ้ พลาดพลั้งสูง

พล.ต.ต.ศักดิ์รพีสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงขยายภาพความจริงได้ว่า ส่วนใหญ่ตำรวจทำงาน จับกุมผู้ต้องหา ผู้บังคับบัญชาไปแถลงข่าวเสร็จแล้วก็บ๊ายบาย กลายเป็นปัญหาของผู้จับกุม ผู้บังคับบัญชาบางท่านย้ายไปแล้ว บางท่านเกษียณอายุราชการ ตำรวจฝ่ายปฏิบัติที่มีเรื่องคดีความฟ้องร้องกับฝ่ายตรงข้าม เหมือนพวกเขาสู้ด้วยความว้าเหว่มันก็ทำให้ตำรวจเนี่ย ถ้าคนมีผู้บังคับบัญชาที่ไปมาหาสู่กันตลอด หรือมีอาจารย์แนะนำมากมายก็จะพอไปได้

“อย่างผมมีผู้บังคับบัญชา หรือผู้หลักผู้ใหญ่คอยสนับสนุนเกื้อกูลตลอด เป็นความโชคดีของผม แต่บางคนมันไม่มี นายหลายคนบอก เพราะมันไม่มีเสน่ห์ ทั้งที่รู้อะไรเป็นเรื่องจริง ผมถึงอยากให้ระบบมันมี เพื่อจะได้เป็นการช่วยเหลือ มันจะมีเสน่ห์ หรือไม่ก็เรื่องของมัน เป็นคนละกรณีกับการที่ต้องให้ไปพิจารณาในเรื่องของความก้าวหน้า  ถ้ามันไม่มีเสน่ห์ก็ให้มันอยู่ที่เดิม ให้โตช้าไป ถึงบอกว่า เวลาผมมีปัญหามรสุมทุกครั้งก็ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล ยังแถมได้เติบโตก้าวหน้าด้วย ถูกฟ้องคดีสู้กันไปถึงชั้นศาลแล้วท่านก็ยังให้ความเมตตา ให้รับราชการในตำแหน่งสำคัญต่อไป”

 

วิกฤติพายุมรสุมทำใจไม่นิ่ง สุดท้ายต้องวิ่งเข้าทางธรรมะ

หลังผ่านขวากหนามชีวิตเที่ยวล่าสุด พล.ต.ต.ศักดิ์รพียืนยันว่า จะตั้งมั่นทำความดีต่อไป เส้นทางชีวิตราชการจะโตไปอีกแค่ไหนสุดแล้วแต่ ไม่ได้คิดหวัง ไม่ได้เป็นคนมองอะไรไกล ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา สู้คดีถูลู่ถูกัง ถูกคนกลั่นแกล้งรังแก ปราบปรามโจรผู้ร้าย ก็มีโจรบ้า ๆ บอ ๆ สู้คดีทุกดอก ฟ้องกันไป ฟ้องกันมา ยังมาได้ขนาดนี้  เพื่อนบางคนไม่มีเรื่องมีราวยังเป็น พ.ต.อ.อยู่เลย ตอนนั้นเจอมรสุดหนัก การค้าที่บ้านก็แย่ ปวดหัวไปหมด

เขาสารภาพว่า วิกฤติชีวิตครั้งนั้นเครียดมาก พยายามเอาธรรมะเข้าข่ม นั่งสวดมนต์เป็นชั่วโมงก่อนนิ่งได้ แต่ใจไม่เย็น กังวลตลอด มีความรู้สึกว่า จะทำยังให้จิตนิ่งสงบ อยากทำสมาธิ เคยเอาหนังสือท็อปซีเครทมาอ่าน เข้าใจได้ แต่เราก็วางใจไม่เป็น กระทั่งวันหนึ่งภรรยาชวนไปวิปัสสนากรรมฐานของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ถึงได้รู้ว่า การกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เราอยู่กับปัจจุบันให้ได้ เราจะไปดิ้นรนทำไม

“ผมเป็นคนทำอะไรแล้วรอไม่เป็น เวลาสั่งงานลูกน้อง จะตามจี้ทันที เหมือนมีจีพีเอสติดตัว เป็นไฟจี้ ถึงพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้สงบ ไม่งั้นไฟในตัวเราจะเป็นมาไฟบรรลัยกัลป์เผาคนข้างๆ หมดจนไม่เหลือใคร แล้วยิ่งใครมากล่าวหา ถ้าผมไม่ผิด ชาติหน้าถึงจะยอม ไม่มีถอยด้วย เลยเป็นที่มาของการรับราชการที่ก้าวหน้าตอนแรกๆ แล้วมาโดนมรสุม ถ้าพูดผิดหูเมื่อไหร่ ผมจะยกมือถามในที่ประชุม เถียงทันที ไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหม ผมโชคดีได้เมียพาไปทางธรรมะ ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ”

ค้นพบคำว่าเมตตาและอภัย คนคิดร้ายจะถอยห่างกายไปเอง

นุ่งขาวห่มขาวนั่งวิปัสสนากรรมฐานแค่ 3 วัน เจ้าตัวบอกว่า สงสัยชาติที่แล้วเคยนั่ง นั่งง่าย ทำได้ กำหนดจิตเองเป็น ใจเย็นลงเยอะ มีสมาธิขึ้น ถ้าช่วงไหนว่างจะเดินทางไปนั่งวิปัสสนาต่อเนื่อง จากที่สมัยก่อนเข้าวัดเพียงเพราะไปหาพระเกจิอาจารย์ขอพระเครื่องนั่งเฝ้านอนเฝ้าได้ทั้งวัน ถึงกระนั้น เรารู้ว่า ที่รอดผ่านอุปสรรคมาได้ เนื่องจากพระผู้ใหญ่ ท่านมีพลัง เราไปใกล้ชิดไปสัมผัส เราก็ได้พลัง แต่เราจิตไม่เป็นกุศล เราไปขอ ท่านยังเมตตาให้ เพราะท่านเมตตา เราเสียอีกกลับไม่มีเมตตา จะให้อะไรใคร ต้องไปทำงานมาแลก

พล.ต.ต.ศักดิ์รพีมีความคิดว่า สมัยก่อนไม่ใช่คนที่มีเมตตา จนผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านสอนให้ใจเย็น มีเมตตาแล้วให้อภัยกัน เรายังดื้อรั้นไม่รู้จักให้อภัย ไม่ยกโทษให้ จะหวดท่าเดียว ถ้ามีคนมาขอโทษจะยิ้มหวาน กอดคอ กินเหล้า ทว่าทำตัวเกเร เป็นอันธพาล เป็นผู้มีอิทธิพล เราไม่สน โดยหมด เราปราบราบคาบ เพราะเชื่อมั่นว่า ตำรวจทำงานอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าใช้กฎหมายให้เป็น ผู้มีอิทธิพลไม่มี พอปล่อยปละละเลย บังคับใช้กฎหมายไม่เป็น ถึงปล่อยให้อิทธิพลมากร่างได้

“ตัวผมกว่าจะมาเรียนรู้คำว่า เมตตา เข้าใจ สงสาร ให้อภัย ก็ตอนได้ศึกษาธรรมะทำให้ความรู้สึกว่า อ๋อ เขาเป็นคนแบบนี้เองก็จะให้อภัย เมตตาเขา หากเราไม่ถนัด อย่าไปใกล้ อย่าไปคิดทำร้าย มันไม่คู่ควร ไม่ใช่คู่แข่ง หรือคนที่มีเบอร์จะมาต่อรองกับเรา เราจะเข้าใจ แล้วมันก็จะถอยออกจากชีวิตเราไปเอง ไม่ต้องไปคิดว่า กูให้มึงขนาดนี้ มึงยังหักหลังเนรคุณกู” นายพลตำรวจตระเวนชายแดนสีหน้าจริงจัง

 

ในอดีตหลวงพ่อคูณเคยทักไว้ ได้พระยอดธงใส่ประดับกันดวงตก

หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมะของหลวงพ่อจรัญ เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรมะ ขณะเดียวกัน ได้เจอครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง สอนเรื่องเข็มทิศชีวิต ยิ่งทำให้จิตใจสงบมากขึ้น จากเดิมที่สนใจแค่เรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่ใส่ใจเรียนรู้ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้ สนใจในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ คงกระพันชาตรี คาถากันภูตผีปิศาจ ถึงดั้นด้นค้นหา แม้กระทั่งหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา สมัยนั้นดังมาก มีคนบอกว่า ใครที่ท่านโขกกบาลเดี๋ยวยศ ตำแหน่งขึ้น

เขาเป็นรองสารวัตรสืบสวนอยู่จังหวัด บังเอิญมีเพื่อนเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้ากลางเมืองขอนแก่น นิมนต์หลวงพ่อคูณมาทำพิธีเปิด แล้วโทรตามให้ไปร่วมงานด้วย พล.ต.ต.ศักดิ์รพีเล่าว่า คนเยอะมาก หลวงพ่อคูณกำลังพรมน้ำมนต์อยู่ เห็นแต่งเครื่องแบบติดยศ ร.ต.อ.เลยทักขึ้นมาว่า เป็นสารวัตรหรือยัง เราบอกยัง หลวงพ่อว่า ปีหน้ามึงเป็น เราคิดในใจว่า จะเป็นได้อย่างไรเมื่อยังไม่ครบเกณฑ์ หลวงพ่อก็มาเคาะบ่าซ้ายขวา ปรากฏว่า อีกปีถัดมาได้ขึ้นเป็นนายเวร พล.ต.ท.ธงชัย ไชยรักษ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจทำหน้าที่หัวหน้าตำรวจภูธรภาค 4

ต่อมาพอปี 2545 ไปตามคดีปล้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พรรคพวกทำธุรกิจที่โคราชชวนไปกราบหลวงพ่อคูณพอดี พล.ต.ต.ศักดิ์รพีเล่าต่อว่า เข้าไปถึงวัดบ้านไร่ คนเต็มศาลา สมัยนั้นมีพระยอดธง เนื้อตะกั่วเถื่อน ที่หลวงพ่อคูณทำมาแค่ 99 ดอก หลายคนอยากได้มาก ส่วนไม่ได้สนใจอะไร  เพราะคนแน่นไปหมด จู่ ๆ หลวงพ่อยืนขึ้นมาทักเฉย ถามว่า มาจากไหน ทำอะไร ทำไมคนตามมึงจังเลย หลวงพ่อว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวร พอรู้เป็นตำรวจ ท่านกวักมือชวนให้เดินตามเข้าไปในกุฏิ เปิดหัวเตียงหยิบพระยอดธงให้ “ท่านบอกว่ามึงเอาไปใช้ ติดตัวไว้จะรอด แต่ดวงมึงไม่ค่อยดีนะ ผมฟังแล้วแทบหูดับเลย เครียด  คิดว่าทำไงดี แต่มึงเอาของกูไปแล้วมึงจะรอดปลอดภัยทุกอย่าง หลวงพ่อคูณย้ำ แล้วจะดี มั่งมีศรีสุข ผมติดไว้ในเครื่องแบบตั้งแต่วันนั้นถึงปัจจุบัน”

 

ตัดสินใจเข้าบวชอีกรอบ แบบสอบตำราธรรมอย่างจริงจัง

ห้วงเวลานั้น เขายังไม่ซาบซึ่งเรื่องธรรมะเท่าใดนัก นอกจากพระเครื่องของขลังที่นิยมสะสม ได้มาด้วยความเมตตา พอมีโอกาสศึกษาธรรมะจริงจังก็ได้เวลาเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง มือปราบภูธรที่ถูกส่งไปขึ้นนายพลสังกัดนักรบชายแดนย้อนอดีตว่า เคยบวชครั้งแรกตอนปี 2535  ที่มหาสารคาม ตอนพ่อเป็นรองผู้บังคับการจังหวัด กำหนด  15 วัน ยอมรับว่าเป็นพระที่แย่มาก ทำตัวเหมือนเณร ดีอย่างเดียวคือ ถือศีล ไม่ทันครบกำหนดผ้าเหลืองร้อน ไล่ตะครุบโจรเข้ามางัดกุฏิ ตีด้วยไม้หน้าสามจนเลือดอาบ เอาเชือกฟางมัด รอตำรวจนานเกือบ 40 นาที ไม่มีใครมาเลยหิ้วนั่งรถสปายแล็ปไปส่งโรงพัก แดกร้อยเวรอีกว่า ทำไมไม่ไปดูที่เกิดเหตุ ตั้งแต่วันนั้นก็อยากสึกแล้ว รู้สึกว่า ทำตัวไม่สำรวม สุดท้ายต้องลาสึก

  “ตอนนี้พอเริ่มเรียนรู้ธรรมะจริงจัง คิดว่า ไม่ได้แล้วนะ ลูกชายเริ่มโตแล้ว ลำพังลูกไปไกลว่าผมอีก ชอบนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวันพระ วันโกน เหนือกว่าพ่ออีก” พล.ต.ต.ศักดิ์รพีหัวเราะ “อย่างน้อยได้มัดจีวรเป็น ตอนบวชพระครั้งแรกจะห่มจีวรทีต้องตามหาหลวงพี่ เพราะห่มไม่ได้ก็ลงโบสถ์ไม่ได้ ไม่เคยจำ สมองไม่มีเลย หลวงพี่พาบิณฑบาต ต้องคอยดึงให้ตลอด  แล้วสอนว่าต้องอย่างนี้นะผู้หมวด พอสักพักจะออกจากวัด หลุดอีกแล้ว ห่วยจริง ๆ บวชใหม่ดีกว่า”

เจ้าตัวตัดสินใจเข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เรียนปริยัติธรรมได้ 9 วัน ออกไปจำวัดที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เขาชีโอน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อด้วยวัดเขาจอมแห อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง และวัดป่าสุทธาวาส อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เพื่อฝึกปฏิบัติกรรมฐาน เดินจงกลม และนั่งสมาธิ ใช้เวลาทั้งหมด 20 กว่าวัน ทำให้ตัวเองอารมณ์เย็นขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

 

มองคนไทยต้องรู้จักธรรมะ กราบไหว้พระต้องเข้าถึงให้ลึกซึ้ง

ความจริงชีวิตของเขาสัมผัสวัดมาตั้งแต่เด็ก เพียงแค่ไม่ได้มองอย่างลึกซึ้ง เพราะเห็นพ่อแม่ทำบุญเข้าวัด บ่อย ๆ   พ่อเป็นตำรวจไปหาข่าวที่วัด ส่วนแม่ก็ทำกับข้าว เลี้ยงวัด เลี้ยงพระ เลี้ยงคน ใส่ซองทำบุญ ใครมาขอก็ให้  นายตำรวจหนุ่มใหญ่เพิ่งถึงค้นพบสัจธรรมที่ติดจากพ่อแม่มาหลังจากได้เข้าอุปสมบทระลอกใหม่ว่า ข้อดีของการบวชทำให้รู้ว่า เวลากรวดน้ำต้องทำอย่างไร รำลึกถึงใคร ที่ผ่านมาไม่มีใครสอนให้ชัดเจน เหมือนเราจุดธูป จุดเทียน บางคนไม่รู้เลยว่า ต้องจุดด้านไหนก่อน ไหว้พระกราบพระท่าเบญจางคประดิษฐ์ต้องเป็นแบบไหน ความรู้ดี ๆ แบบนี้เมืองไทยมีอยู่แล้ว แต่มักไม่มีใครสอน

พล.ต.ต.ศักดิ์รพียังมีความคิดว่า  คนไทยน่ารัก พูดรู้เรื่อง แต่ต้องพูดบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ และให้กำลังใจ ถ้าพูดซ้ำ ๆ แต่ด่าไม่ได้ ถ้าจับจุดไม่ได้ก็ยาก ดังนั้น จำเป็นต้องเรียนเรื่องธรรมะปนกับหลักจิตวิทยาไปด้วยว่ าคนไทยชอบอะไร แถมต้องเรียนจิตวิทยาของคนต่างชาติว่าแต่ละชาติที่มาทำธุรกิจที่บ้านเราต้องการอะไร เป็นศิลปะง่าย ๆ ที่ทุกคนต้องรู้

“อย่างไรก็ตามต้องมีธรรมะ พระพุทธองค์สอนศีล 5 ไว้ว่า ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักขโมย ไม่มักมากในกาม ไม่โกหก พูดจาส่อเสียดเหยียดหยามผู้อื่น ไม่ดื่มสุรา ถ้าเราถือศีลตรงนี้ให้เป็นวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ผมเชื่อว่า ทุกคนเจริญแน่นอน และจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก เพราะเป็นจุดสำคัญของการค้า วัฒนธรรม การสื่อสาร การคมนาคม เพราะคนไทยใจดี ยิ้มง่าย แค่เข้าใจยาก คิดกันน้อย ขี้งอน ขี้เหนียว ใจถึงแต่ต้องแลก เราต้องแก้ไขตรงนี้เท่านั้น ยิ่งถ้าเอาเรื่องธรรมะมาจับ ผมมั่นใจว่าจะเจริญ พูดแล้วเหมือนทำยาก แต่จริง ๆ ไม่ได้ยากนะ”

 

ยอมรับกังวลองค์กรสีกากี ขาดหลักการที่ดีประคองยึดเหนี่ยว

วกเข้ามุมมองวงการตำรวจยุคปัจจุบัน ผู้บังคับการประจำกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนบอกว่า องค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่น่าจะเข้าไปเยียวยาและให้กำลังใจ  พวกเราทำงานกันอย่างมีหัวใจ แต่เต็มไปด้วยความขาดแคลน หากมีโอกาสเพิ่มสวัสดิการมากกว่าเดิมน่าจะดีขึ้น เหมือนที่ท่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้งบประมาณจัดซื้อปืน เครื่องมือสื่อสารให้นักเรียนนายร้อยตำรวจจบใหม่ เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญ

พล.ต.ต.ศักดิ์รพีเล่าว่า สมัยก่อนจบมาไม่มีแบบนี้ ต้องซื้อวิทยุสื่อสาร ซื้อปืน บางทีโต๊ะทำงานยังต้องซื้อเอง  บางทีอิจฉาเพื่อนร่วมงานหลายคน เนื่องจากสารวัตรใหญ่บางท่านซื้อโต๊ะทำงานให้ บางคนสปอร์ตหนักแถมยันเตียงนอน แฟลตห้องพักก็จัดให้  พอมาระยะหลัง งานมากขึ้น คนมากขึ้น ชีวิตต้องเร่งรีบ ต่างคนต่างอยู่ ไม่เหมือนกับยุคที่เราจบมา ทั้งที่ตำรวจที่ดีต้องมีพี่เลี้ยง มีต้นแบบที่ดี ระยะหลังระบบตำรวจเพี้ยนไป

“น่าห่วงสุด คืองานสอบสวนจะไม่ก้าวหน้า งานสอบสวนเสมือนประตูด่านแรก กลับไม่พัฒนางานสอบสวน จริง ๆ แล้วต้องจบมาเป็นรองสารวัตรสอบสวนอย่าไปอยู่งานอื่นสัก 4 ปี แล้วออกมาอยู่สืบสวน หรือสายอื่น ก่อนกลับมาขึ้นสารวัตรสอบสวน ตรงนี้สำคัญมาก เพื่ออนาคตจะได้มีผู้กำกับโรงพักที่สั่งคดีเก่ง ไม่เหมือนทุกวันนี้ เลอะเทอะเพราะว่า ไม่ได้ตั้งหลักให้ดี ทุกคนอยากก้าวหน้าก็มีวิถีแห่งตน ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างมา ผิดกับหน่วยงานอย่างทหารวางกรอบเรื่องกำลังพลได้ดีมาก ให้อยู่หน่วยรบจะได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก”

 

ความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องลดลง เอาแต่ตั้งธงตามวิถีต่างคนต่างอยู่

“อาจเป็นเพราะตำรวจอยู่กับสังคมและการบังคับใช้กฎหมาย เป็นทั้งนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์  จับฉ่ายไปหมด ถ้าจัดวางรูปแบบให้ดีจะเป็นอาชีพที่ครบเครื่อง ทั่วโลกยังยอมรับตำรวจ ตรงนี้ปรับอีกนิดเดียว ไม่น่ายาก สมัยผมจบมาไม่มีแบบนี้ ไม่มีรถร้อยเวร ต้องไปดาวน์รถปิกอัพมาใช้ เวลามีคดีจราจรรถมอเตอร์ไซค์ชนก็แบบขึ้นหลังรถ มีศพก็หิ้วศพขึ้นรถ ไม่มีมูลนิธิมาช่วยเก็บ แฟนมาจากกรุงเทพฯก็เอาคันนี้ไปรับ ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่รับแฟนยันขนศพ อยู่อย่างนี้ แต่มีความอบอุ่นอีกแบบ มีความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง มีพี่เลี้ยงฝึกงานให้ ทำงานกันเป็นทีม”

มาถึงปัจจุบัน พล.ต.ต.ศักดิ์รพีกลับเห็นว่า ดาวน์ลงในเรื่องความสัมพันธ์พี่น้อง ร.ต.ต.กับพ.ต.ท.ศักยภาพเท่ากัน คือเป็นร้อยเวร ยุคก่อนแค่ ร.ต.ท.เรียกไปกินข้าว ถ้าเป็นพี่เลี้ยงฝึกงานเราจะตกใจคิดว่า ทำงานไม่ครบ หรือไหว้วานเรื่องสำนวน มองเป็นเรื่องงานไปหมด สมัยนี้ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีสายบังคับบัญชาแล้ว  ทั้งที่ตำรวจมีเรื่องของสายบังคับบัญชา เรื่องการปกครองระบบชั้นยศอยู่ อย่าทำให้ตรงนี้มันไม่ศักดิ์สิทธิ์ จะคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน บางทีไม่ถูก บางคนรุ่นราวคราวพ่อ ยศ ร.ต.ต.เป็นเด็กจบใหม่ อยู่ไปนาน ๆ ไม่ค่อยให้เกียรติ

“ผมเป็นผู้กำกับมาหลายโรงพัก พอเห็นจะเรียกมาตำหนิ ร.ต.ท.ไปเถียง พ.ต.ท.อย่างนี้ไม่ได้ ขนาดผมเป็นผู้กำกับยังทำความเคารพรุ่นพี่ ไหว้เช้า ไหว้เย็น เพราะผมอายุน้อยกว่ายังต้องงเรียกพี่ เหล่านี้มันเป็นเพราะระบบ จะโทษเขาไม่ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับสวัสดิการที่ดีขึ้นกว่าเดิม ครอบครัวลูกเมียจะได้มีเงินในกระเป๋าเหลือไม่เดือดร้อน อย่าให้เป็นภาระต่อคนทำงาน ทุกคนต้องไม่เกิดความเหนื่อยหน่าย หรือท้อ ” พล.ต.ต.ศักดิ์รพีว่า

 

อีกปัญหามาจากแฟลตโรงพัก ผู้พักไม่ควรปักหลักเล่นแทงกั๊กกันคนอื่น

นายตำรวจคนดังมองอีกว่า เรื่องแฟลตตำรวจยังเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน อยากฝากถึงผู้เกี่ยวข้องต้องหาที่พักให้ตำรวจจบใหม่อยู่ พวกอยู่แฟลตนานแล้ว และมีบ้านของตัวเองอย่ากั๊กไว้เป็นเพียงที่เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ควรส่งมอบคืนให้คนที่ไม่มีดีกว่า สมัยเป็นผู้กำกับโรงพักจะเน้นมากในเรื่องนี้ ต้องทำธรรมนูญการเข้าแฟลต มีคณะทำงานตรวจสอบทุกห้อง ให้ติดชื่อสกุลชัดเจน คนที่พักต้องเป็นตำรวจของโรงพักอันดับแรก ต่อมาเป็นโรงพักใกล้เคียงในตำรวจภูธรจังหวัดเดียวกัน เป็นคนของตำรวจภูธรจังหวัด และเป็นตำรวจหน่วยอื่น โดยอนุโลม แต่ต้องได้รับการร้องขอ และเห็นชอบจากคณะกรรมการ

พล.ต.ต.ศักดิ์รพีว่า เราต้องการให้มีพัฒนาเปลี่ยนแปลง แต่นิสัยคนไทยชอบไม่ให้เกียรติกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง โทรศัพท์มาขอบ้าง ฝากลูกน้องให้อยู่แฟลตต่อ เราไม่ให้ถึงขั้นขีดเส้นตายให้ออกภายในกี่วัน บางรายมาพบอ้างสร้างบ้านยังไม่เสร็จ แต่หลายปีแล้ว ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องจนเรียนประถม 1  แบบนี้เกินไป ขณะที่ตำรวจจบมาใหม่จะได้มาอยู่ เพราะเบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้ ต้องไปอยู่ห้องเช่า

  “ตำรวจต้องพยายามมีกิเลสให้น้อยที่สุด ผมอาจโชคดีมาจากครอบครัวระดับปานกลาง ค่อนข้างดี มันเลยไม่ขาดแคลน พอไม่ขาดแคลน พ่อแม่จะสอนตลอดว่า ไม่ให้รับของใคร ไม่ให้เอาของใคร ผมถึงอยู่ได้แบบตามฐานะ ไม่ได้หรูหรา ฟู่ฟ่า  และสิ่งที่ได้จากพ่อแม่เต็มๆ คือ กล้าพูด กล้าทำ กล้าได้ กล้าเสีย เป็นคนทำงาน มองเป้าหมาย ต้องการแค่นี้ก็ไปแค่นี้ ไม่มีอะไรที่ต้องไปอิจฉา หรือให้ร้ายใคร ไม่เคยฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน ชอบแบบนี้ก็ไปแบบนี้ และไม่เคยเสียใจกับการผิดพลั้งของตัวเอง”

กระนั้นก็ตาม เจ้าตัวทิ้งท้ายว่า อีก 9 ปีเราก็ต้องเกษียณ องค์ตำรวจต้องพัฒนาต่อ แต่เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนกลไก เป็นอีกเจอเนอเรชั่น เราเกิดมาในยุคกลางเก่า กลางใหม่ อยู่ในสมัยที่จบมายังพิมพ์ดีด ต่อมาเริ่มมีคอมพิวเตอร์ ต้องเข้าใจว่า ยุคสมัยต่างกัน จะทำอย่างไรให้นำมาพัฒนา เหมือนฟังเพลง ถ้าใช้สติปัญญาจะรู้ว่า เพลงในแต่ละยุคเล่าเรื่องราวของยุคสมัยนั้น อย่าบอกว่า ยุคนี้ไม่เพราะ ยุคนั้นไม่เพราะ อยู่ที่เราต่างหากจะเก็บรายละเอียดแต่ละยุคให้กับเราได้อย่างไร

 

ย้อนประวัติเป็นนักสืบอีสานเหนือ  ผันมาสู่เนื้องานภาคตะวันออก

สำหรับเส้นทางรับราชการของ พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช เป็นลูกชาย พล.ต.ต.พีรศักดิ์ เพรียวพานิช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 27 และนายร้อยตำรวจรุ่น 43  บรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน โรงพักเมืองขอนแก่น ทำงานสอบสวนเข้าตา พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร ที่สมัยนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรป้องกันปราบปรามเมืองขอนแก่นเลยดึงไปอยู่ฝ่ายสืบสวน ปั้นให้เป็นนักสืบเต็มตัว ฉายแววความขยันจน พล.ต.ท.ธงชัย ไชยรักษ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ทำหน้าที่หัวหน้าตำรวจภูธรภาค 4 ดึงตัวไปเป็นนายเวร

  ต่อมากลับไปเป็นสารวัตรสืบสวน โรงพักเมืองขอนแก่น ปิดคดีสำคัญมากมาย อาทิ คดีฆ่าตัดคอ 4 ศพที่บ้านลาดนา คดีชิงทรัพย์ผู้สื่อข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  คดีหินกินเหล็กของแก๊งต้มตุ๋นชาวเกาหลี จับแก๊งแบล็กมันนี่ ชาวไนจีเรีย มีส่วนทำให้ได้รับรางวัลสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมดีเด่นของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 และกรมตำรวจ 2 ปีซ้อน แล้วโยกเป็นสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นควบตำแหน่งชุดเฉพาะกิจตำรวจภูธรภาค 4

เจอพิษอิทธิพลนักการเมืองเล่นงานเด้งเป็นสารวัตรทางหลวง ก่อนคืนเวทีขึ้นเป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา จังหวัดชลบุรี ย้ายเป็น รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ขึ้นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ขึ้นผู้บังคับการประจำกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และผู้บังคับการศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง