“ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นการปลูกป่ากันมามาก แต่เราไม่เคยปลูกป่าในใจคน เมื่อปลูกแล้วก็ปล่อยทิ้งขาดการดูแล จากนี้ต้องมาหารือกันเพื่อที่จะสร้างความยั่งยืน และปลูกจิตสำนึกในการหวงแหนผืนป่าให้กับคนในชาติ” พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมองอนาคต

จำเป็นต้องรีบทำเพื่ออนุรักษ์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

หลังเปิดยุทธการ “ทวงคืนผืนป่า เยียวยาผืนดิน” ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยส้มและป่าภูผาแดง ท้องที่บ้านห้วยส้มใต้ ตำบลผานกเค้า อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

แม่ทัพสอบสวนกลางนำทีม พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม รองอธิบดีกรมป่าไม้ และ นายสมชาย เลขาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) สนธิกำลังกับตำรวจภูธรจังหวัดเลย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ฝ่ายปกครอง และตำรวจทางหลวง

เหตุผลเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มีมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ของรัฐ

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) กรมป่าไม้มีคำสั่งให้หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ผาขาว ดำเนินการสำรวจการถือครองที่ดินอยู่อาศัยทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าห้วยส้มและป่าภูผาแดง ท้องที่บ้านห้วยส้มใต้ เพื่อประกอบการพิจารณาผ่อนผันอยู่อาศัย ทำกิน ในพื้นที่ป่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  21 พฤศจิกายน 2561

ผลปรากฏว่ามีแปลงยางพาราขนาดใหญ่และปาล์มน้ำมัน เนื้อที่กว่า 512 ไร่ ไม่มีผู้มาแสดงตัวเป็นผู้ถือครอง

ข้อมูลทั้งหมดรายงานตรงถึงผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ก่อนประสานกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมสืบสวนและแฝงตัวในพื้นที่

กระทั่งยืนยันเบาะแสว่ามีการบุกรุกถือครองใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวโดยผิดกฎหมาย มีมูลค่าความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้นประมาณ 34 ล้านบาท 

พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจึงนำทัพกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสนธิกำลังหลายหน่วยเข้าตรวจสอบ

มีหลักฐานโยงใยกลุ่มนายทุนอิทธิพลภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกันยังเตรียมดำเนินคดีข้าราชการที่เข้าไปเกี่ยวข้องบุกรุกถือครองแบบไม่มีละเว้น

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางยืนยันว่า กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเป็นแม่งานตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการบุกรุกป่า ดึงเอาแนวทางปฏิบัติครั้งนี้เป็น “โมเดลตั้งต้น”  ขยายไปยังพื้นที่อื่น

เจ้าตัวบอกด้วยว่า ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าไม้  ถือเป็นสัญญาณดีที่ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ทวงคืนพื้นป่าคืนกว่า 3 แสนไร่ จากเดิมที่หายไปปีกว่า 1 ล้านไร่

“มาตรการฟื้นฟูพื้นป่า หลังจากนี้ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมมือกันอาจจะต้องทำในเรื่องของการทำโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพ” พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ว่า

รับปากจะไปหารือในระยะยาว

ปลูกจิตสำนึกในการหวงแผนผืนป่าให้อยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ  

เยียวยาผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง