โชคชะตาชีวิตถูกลิขิตเอาไว้แล้วจริงหรือ

เมื่อกว่า 40 ปีก่อนหน้าคงไม่มีใครแม้กระทั่งเจ้าตัวคิดว่า เส้นทางจะเดินไปถึงปลายยอดสูงสุดของกองทัพ

เก้าอี้ผู้นำที่หลายคนถวิลหา

สุดท้าย พล...สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ได้รับการคัดเลือกให้มานั่งตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับไม้ผลัดจาก พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ 36

ถูกจารึกเป็น แม่ทัพสีกากีคนที่ 12 ในประวัติศาสตร์หลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่หลุดพ้นจากรั้วกระทรวงมหาดไทย

นายพลตำรวจเอกมาดสุขุมแต่นุ่มลึกกำลังแบก “การบ้านชิ้นเอกที่หนักท่ามกลางความคาดหวังของขุมกำลังนับสองแสนนาย รวมทั้งประชาชนทั่วประเทศ

ภายใต้มอตโต้ที่จะปลุกค่านิยมหลักของ ทัพโล่เขน

ตำรวจไทยของเราทุกคน หรือ OUR COPS

 

ประเดิมออกคำสั่งเหล็ก ติดเบรกพวกอวยพรแสดงความยินดี

หลังพิธีรับมอบหน้าที่รหัส “พิทักษ์ 1” ต่อจากเพื่อนรัก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประเดิมสะสางงานชิ้นแรกด้วยข้อสั่งการไปถึง พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง เลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำบันทึกข้อความด่วนที่สุด เรื่องงดอวยพรแสดงความยินดี  ส่งไปถึงผู้บัญชาการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่า ผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ระบุ ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งขาติ ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปนั้นเนื่องจากสำนักงานเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับข้อสั่งการจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขอให้ข้าราชการตำรวจงดมาอวยพรแสดงความยินดี และมอบของขวัญ

“ขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การให้บริการ การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือว่า เป็นการแสดงความยินดีอย่างยิ่งแล้ว”

 

ไม่ต้องกลัวไม่เห็นหน้า แค่ส่งข้อความผ่านไลน์มาก็พอ

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ยกเหตุผลว่า บางคนกลัวว่าถ้าไม่มาพบแล้วจะเราไม่ถูกใจ ถึงทำเป็นคำสั่งไปดีกว่า จะได้สบายใจ ไม่ต้องมาคิดได้เปรียบเสียเปรียบอะไร จริง ๆ แล้ว ต่อให้มาก็ไม่ได้เปรียบอะไร นิสัยคนไทย เราเข้าใจ แต่คิดว่า เสียเวลา ตัวเราในชีวิต ไม่เคยจัดงานวันเกิด ไม่เคยจัดงานอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ถึงออกคำสั่งให้ชัดเจน  “รับตำแหน่งไม่ต้องมา วันเกิดไม่ต้องมา ปีใหม่ไม่ต้องมา สงกรานต์ก็ไม่ต้องมา อยู่ทำงานไป ไลน์ก็มี อยากจะอวยพรส่งมาก็ได้ เพราะว่า บางคนต้องเดินทาง บางทีระยะทางไม่ใช่ใกล้ ๆ แล้วคนหนึ่งมา เดี๋ยวอีกคนจะคิดว่า หากเขาไม่มาจะเป็นอะไรไหม มันไม่จบ ผมอยากให้ทำงานไปดีกว่า มีเรื่องให้ทำเยอะแยะ” แม่ทัพสีกากีคนใหม่สะท้อนความเป็นตัวเอง

อาจด้วยความคิดของเขาที่ชีวิตราชการไม่เคยวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง ก้มหน้าก้มตาทำงานในหน้าที่กระทั่งประสบความสำเร็จ ไม่ได้คาดหวังจะไปไกลขนาดไหน เหมือนที่พร่ำสอนลูกน้องเสมอว่า สิ่งที่เราเลือกได้ และใคร ๆก็มาบังคับเราไม่ได้คือ การเลือกที่จะทำตัวอย่างไรการเป็นตำรวจนักสืบเป็นที่ใจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง  มันอยู่ในจริต มันอยู่ในสันดาน มีสัญชาตญาณของหมาล่าเนื้อ หลายคนแม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม เวลาเกิดเหตุ ก็เรียกมาใช้งาน และก็หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกเรียกใช้ สังคมนักสืบจึงอยู่กันด้วยความผูกพันไม่ได้อยู่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ เพราะฉะนั้นใครที่อาจจะถูกหายหกตกหล่น ถูกถีบไปอยู่ที่อื่นบ้าง หรืออะไรบ้างก็ไม่ต้องตกใจในสังคมนี้ เพื่อนพี่น้องยังผูกพันรักใคร่กันอยู่เหมือนเดิม

“ไม่ว่าจะมีตำแหน่งดีแค่ไหน ไม่ว่าจะตำแหน่งเลวแค่ไหน มันก็ไม่มีตำแหน่งไหนอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ถึงวันหนึ่งทุกคนก็ต้องลุกจากไป เพราะฉะนั้นไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ฝากเพื่อนพี่น้องว่าขอให้ทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด ให้จำไว้ คำพูดที่เคยบอกว่า ให้แสวงหาความสุขในเส้นทางที่เราเดินไป ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหน มันก็คงมีความสุขตกหล่นพอให้เก็บได้บ้าง จำไว้ว่า คนอื่นอาจจะแต่งตั้งให้เราไปอยู่ที่โน่นที่นี่ได้แต่จะมาบังคับเราให้ทำตัวอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้ เราสามารถเป็นตำรวจอย่างที่เราอยากจะเป็นได้ แม้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เขาให้เป็น”  นายพลนักสืบระดับตำนานปลอบขวัญลูกน้อง

 

ย้อนเรื่องราวความทรงจำวันเก่า เกือบพากันถูกเอาออกยกรุ่น

พล.ต.อ.สุวัฒน์ นั่งละเมียดละไมความทรงจำเก่าเก็บก่อนเปิดลิ้นชักหยักสมองออกมาย้อนเล่าเรื่องราวยอมรับว่า ที่มาเป็นตำรวจ ตอนแรกไม่ได้มีอยู่ในหัวสมอง  เด็ก ๆ อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากเป็นวิศวกร พอมาช่วงหัวเลี้ยวต่อหลังจบมัธยมตอนต้นโรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา หวังจะไปต่อโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามพี่ ปรากฏว่า พ.อ.วีร์ แจงยอดสุข พ่ออยากให้สอบโรงเรียนเตรียมทหาร ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่า ทำไมต้องไปสอบ

ผลออกมาสอบติดทั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและโรงเรียนเตรียมทหาร เจ้าตัวเล่าว่า ถึงจังหวะต้องตัดสินใจ พ่อกึ่งบังคับหากเรียนเตรียมอุดมศึกษาจบออกไปต้องไปเรียนหมอ ไม่อย่างงั้นต้องเลือกเตรียมทหาร เล่นเอาไม่คุยกับพ่ออยู่นาน เพราะใจไม่อยากเรียนหมอถึงเข้าเตรียมทหารรุ่น 20 ไปอยู่ระบบโรงเรียนทหารที่มีเคยมีความรู้ในเรื่องนี้เลย ตอนสอบสัมภาษณ์ยังงงว่าทำไมให้กระโดดหน้าต่าง ถือเป็นอีกชีวิตหนึ่งที่ประสบมา

พล.ต.อ.สุวัฒน์เล่าต่อว่า ถึงตอนเลือกเหล่าอยากเป็นทหารเรือตามพี่ชาย เที่ยวนี้พ่อเซ็นให้ไปเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เลือกให้เสร็จ ทั้งที่เด็ก ๆ ไม่เคยมีภาพตำรวจอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เห็นแต่ตำรวจจราจร และพ่อก็ไม่ได้บอกเหตุผลที่ทำไมต้องเลือกเหล่าตำรวจ เซตซีโร่ใหม่หมด เข้าไปเรียนแบบงง ๆ เรียนไปเรียนมาจะพากันไปตกยกรุ่น

วีรกรรมประวัติศาสตร์ของรั้วนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 ในครั้งนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์เล่าว่า เรียนอยู่ชั้นปี 2 พากันประท้วงเดินออกนอกโรงเรียนยกรุ่น เนื่องจากไม่พอใจรุ่นพี่ปกครอง แม้เราไม่ใช่กลุ่มแกนนำ แต่ต้องตามออกไปด้วย ต่างคนต่างแยกย้าย หายไปนานกว่าคนอื่นด้วย กลับเข้ามาลอต 20 คนสุดท้ายนึกว่าจะโดนโทษหนักกว่าคนอื่น แต่โดนเท่ากันหมดจะให้ออกทั้งรุ่น

 

อานิสงส์สมเด็จพระสังฆราช ขอบิณฑบาตกลับมาลงผู้หมวดหัวหมาก

“กฎระเบียบออกมาตอนนั้นข่าวค่อนข้างสับสน แค่หัวโจกแกนนำให้ตกซ้ำชั้น ระหว่างลุ้นผลอยู่นั้นว่ากันว่า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 18 เสด็จมาขอบิณฑบาต ให้ รายละเอียดผมไม่รู้หรอก แต่มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง คือ ชีวิตเกือบพลิกผันออกจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจไปแล้วทั้งรุ่น มีการตั้งกรรมการสอบสวน ผมก็ให้การไปว่า ไม่รู้เรื่องอะไร เห็นเขาไปก็ไป เวลาผ่านถึงปัจจุบันมันก็เป็นสีสันของชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจนะ รุ่นเดียวเลย แต่ไม่สมควรเอาแบบอย่าง”

เรียนจบออกมาแบบทุลักทุเลลงบรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก พล.ต.อ.สุวัฒน์เรียนรู้ว่า ชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง ไม่เคยคิดมาก่อน เป็นชีวิตที่เริ่มต้นที่นำไปสู่บทเรียนว่า ต่อไป ถ้าเราสามารถทำได้ เด็กจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจใหม่ๆ  ต้องหาพี่เลี้ยงดี ๆ ให้เป็นแม่แบบ เพราะจากประสบการณ์ชีวิตทำให้รู้ว่า นักเรียนนายร้อยจบมาใหม่ ไม่ว่าใครก็ตามต้องโมเดลที่ดี ไม่อย่างงั้นจะเป๋ออกนอกทาง เป็นเรื่องที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตตัวเองเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

เขายอมรับว่า สมัยนั้นไม่มีใครเป็นต้นแบบให้ ทำงานแทบไม่มีวันหยุด ชีวิตยากลำบาก ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด เรียนรู้เอง แล้วด้วยความที่อาจจะไม่ค่อยยอมรับกติกาอะไรง่าย ๆ แต่จะคิดนอกกรอบ ดื้อๆ หน่อย งานบางเรื่อง แม้ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงก็อยากทำ ไปกับนายดาบสายสืบคนหนึ่งไล่กวดจับแก๊งลักจากกรุงเทพฯ ไปชำแหละขายแถวช่องเขาประโจมสุพรรณบุรี วิเศษชัยชาญ อ่างทอง  นั่งริมคันนากันสองคน

 

ลักไก่ตีนแมวสาวแสบ แอบพาพ้นห้องขังกลางดึก

“ผมอาจเป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่มันท้าทายเรา”  พล.ต.อ.สุวัฒน์ยกตัวอย่างมีผู้หญิงคนหนึ่งไปหลอกลูกจ้างตามคลินิกว่ารู้จักกับหมอเจ้าของแล้วลืมของไว้เข้าไปขโมยทรัพย์สิน แรก ๆ ลูกจ้างถูกผู้เสียหายมองว่า เป็นคนขโมย เด็กผู้หญิงอายุ 13-14 ปี ทำงานในบ้านตกเป็นผู้ต้องสงสัย สายสืบไปเอาตัวมา “ไอ้ความที่ไม่ใช่คดีผม แต่ผมก็เข้าไปคุย ไปซัก เด็กบอกว่า คนร้ายใส่สร้อยข้อเท้า คุยไปคุยมาก็บอกพวกสายสืบว่า เด็กคนนี้พูดจริงนะ ไม่ใช่หรอก คุยกันอยู่นานมากเป็นวัน สุดท้ายปล่อยกลับบ้านนครศรีธรรมราช ทุกวันนี้หญิงสาวคนนี้ถ้ายังมีชีวิตอยู่น่าจะจำเรื่องได้ดี”

หลังจากนั้นมีสายตรวจรับแจ้งเหตุมีคนพยายามบุกรุกเอาตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก อ้างเหตุรู้จักเจ้าของบ้านโน่นนี่นั่น ไม่ใช่คดีของหมวดสุวัฒน์อีกเช่นเดิม เพียงแต่เขาเห็นสร้อยข้อเท้าที่ใส่ตรงตามพยานปากนั้นเล่าให้ฟัง อดีตรองสารวัตรสอบสวนโรงพักหัวหมากถ่ายทอดประสบการณ์นักสืบจากไหวพริบของตัวเองครั้งนั้นว่า  จริง ๆ คดีพยายามบุกรุกฟ้องยากมาก จับมาแล้วยังไม่มีแผนอะไรอยู่ในหัว รู้ว่า ต้องเอาให้ได้ พอกลางคืนเรียกมาคุย ลักไก่ผู้ต้องสงสัยว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน รู้ไหมไปทำอะไรมา มีอะไร ของไว้ที่ไหน เดี๋ยวแบ่งแล้วจะปล่อย

เกมลักไก่ของเขาได้ผล หญิงผู้ต้องสงสัยยอมต่อรอง เขาเบิกตัวจากห้องขังกลางดึกพาไปค้นบ้านแถวซอยโชคชัย 4 ยึดของกลางได้จำนวนหนึ่งแล้วกลับมาดำเนินคดีที่โรงพัก ตีนแมวสาวถึงกับโวยลั่นว่า เขาหักหลัง นายตำรวจหนุ่มในขณะนั้นเสียงแข็งตอบไปว่า ไม่ได้หักหลัง เจตนาจะจับตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก่อนขยายผลตามยึดของกลางได้จำนวนมาก “นั่นเป็นเรื่องแรกที่ผมรู้สึกว่า เริ่มสนุกกับมันแล้ว” พล.ต.อ.สุวัฒน์รำพันปฐมวัยนักสืบ

 

เจอสารวัตรใหญ่เฉ่งแหลก ก่อนถูกระดมแจกสหบาทาจนสลบ

สรุปผู้ต้องหารายนี้โดนไป 10 กว่าคดี เกิดจากการชอบสังเกตในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ถึงกระนั้น เขาโดนตำหนิอย่างแรงจากสารวัตรใหญ่ที่ทำอะไรเสี่ยงเกินในการเบิกเอาตัวผู้ต้องหาออกจากห้องขังในยามวิกาล หากโดนหลอกพาไปทุบหัวบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะเป็นอย่างไร ด้วยความที่เขาไม่คิดอะไรรอบคอบในเวลานั้น

เรื่องราวที่หัวหมากยังไม่จบแค่นั้น มีอีกคนไปตามคนวิกลจริตอยู่ในสภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้เที่ยวถือมีดโกนปาดคอเหยื่อ แจ้งความไว้ที่โรงพัก นัดมาสอบปากคำแล้วพากันไปดูบ้านผู้ต้องหาเป็นชุมชนมุสลิม ร้อยตำรวจตรีหนุ่มไม่แต่งเครื่องแบบตั้งใจจะไปนั่งคุยเจรจา ยังไม่มันพูดอะไรถูกของแข็งฟาดที่ศีรษะไล่เลี่ยกลับเหตุสหบาทาจนตัวเองสลบ ไม่รู้อีกทีตอนที่พวกคนขี่มอเตอร์ไซค์แถวนั้นช่วยลากออกมา

“ โดนข้างหลัง ไม่ทันระวังตัว เป็นพวกเลี้ยงวัวประมาณ 4-5 คน เข้ามามอบตัว อ้างแค่เป็นญาติ ไม่รู้ผมเป็นตำรวจ คิดว่าจะมาทำร้ายญาติเขา เพราะผู้เสียหายเยอะ ทำเอาผมคอเอียงไป 2-3 วัน ไม่รู้โดนอะไรตีเข้าไป ชีวิตสมัยนั้นก็เป็นอย่างนี้ จนวันหนึ่งมีเพื่อนมาชวน บอกว่า อย่าอยู่เลยโรงพัก เดี๋ยวติดคุก”

 

ขยับไปหน้างานติดสายขาว แล้ววัดรอยเท้าตามตำนานสืบสวนเหนือ

เขาใช้เวลานาน 4 ปีที่โรงพักหัวหมากเปลี่ยนมาเล่นบทนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ สมัยเป็นผู้บังคับการกองพลาธิการ เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้งานเชิงบริหารอีกรูปแบบที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงานตำรวจ ทว่าอยู่ได้ไม่นานยังหลงกลิ่นอายของชีวิตนักสืบ ขอลงทำงานเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือ เจริญรอยตาม สุทธินาท สุดยอด วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ สายสืบรุ่นพี่ที่สมัยคลุกคลีอยู่หัวหมาก

ได้ไปประจำอยู่กับทีมของ “ปรีชา ธิมามนตรี” ที่สอนวิชาสืบสวนชั้นดีให้แก่เขาเต็มตัวและหมดเปลือก พล.ต.อ.สุวัฒน์รับว่า การทำงานสืบสวนสมัยนั้นต้องใช้ความอดทนสูงกว่าคนอื่น ยิ่งชุดนี้จะไม่เหมือนใคร ห้ามใส่นาฬิกา ใส่สร้อย ใส่แหวน เป็นกฎเหล็กของทีม ไปคุยกับใครไม่ได้ ทำงานก็ทำงานในทีมของเรา มีกันอยู่ 8-9 คน ทำทุกเรื่อง ไม่ให้รู้วันเวลาจะได้ไม่ต้องพะวง เพราะบางทีเฝ้าจุดเฝ้ากันที 3 วัน 3 คืน มีแค่กล้วย ส้ม น้ำ แค่นั้น กับถุงพลาสติก

“ครั้งหนึ่งขับรถไปต่างจังหวัดกับเสถียร ดีเหมาะ และสายอีกคน เราต้องเล่นบทเป็นลูกน้อง สายเป็นลูกพี่ นั่งกระบะท้ายเอากระสอบคลุม เพราะไม่มีหลังคา นึกถึงสมัยเด็กดูหนังไทย ตอนจบของเรื่องพระเอกจะออกมาแสดงตัวว่า ผมเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ขำชีวิตตอนนั้น ถ้าใครมาดูจะเชื่อไหมว่า ผมเป็นร้อยตำรวจเอก แวะซื้อกางเกงในเปลี่ยนตามปั๊ม เสื้อผ้าไม่มี ใส่รองเท้าแตะหูคีบ กางเกงยีนส์ตัวหนึ่ง ส่วนเสื้อเอาที่เขาแจกตามปั๊ม ดูยังไงก็ไม่เหมือนตำรวจ ไปที 7 วัน 10 วัน มีเพจเจอร์อันหนึ่งที่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ติดต่อได้ แต่ถ้าอยู่นอกเมืองจะไม่มีสัญญาณ ทุกวันต้องไปหาตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญโทรทางไกลมาเช็กสิบเวรที่กอง”

 

ขึ้นสารวัตรปราบปรามเมืองปากน้ำ ทำสงครามจับตายมือปาระเบิด

คดีใหญ่สมัยนั้น อดีตผู้กองสืบสวนเหนือจำแทบไม่ไหว เพราะเกือบทุกคดี แผนกของสารวัตรปรีชา ธิมามนตรี ระดมทีมลงไปโม่หมด ไม่สนใจว่าเข้าเวรประจำวันหรือไม่ เช่นคดีมือปืนสังหารวิทูร กวยะปาณิก หัวหน้าแผนกข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เจ้าของนามปากกา “เหล็กเพชร” ที่ริมถนนรามอินทรา คณะทำงานสืบสวนสอบสวนชุดใหญ่นั่งรถตู้ติดแอร์มุ่งหน้าไปพิษณุโลก แต่พวกเขาไปกันแบบยาจก

เขาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรม ต้องโทรศัพท์มาให้ทางกรุงเทพฯ โอนเงินมาให้ ตามคดีกันข้ามฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โอกาสเสี่ยงถูกจับไม่น้อย หากโดนจริงซวย เนื่องจากไม่ได้ข้ามถูกต้อง ที่สำคัญเราเป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ ยังได้ศัพท์มาคำหนึ่งว่า ไทยแย้ประจี๊ ไอ้แย้ก็คือ ตำรวจ ประจี๊ คือ ผู้กอง เป็นผู้กองตำรวจไทย

คลุกคลีใช้ชีวิตคลุกฝุ่นติดอยู่กับตำนานพระกาฬของสืบสวนเหนือนานเกือบ 5 ปี ต้องขยับไปขึ้นสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ แต่ทำหน้าที่หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ  ไล่จับหมายคดีสำคัญไปตามต่างจังหวัด เจอ “สมชาย เกาสำราญ” เป็นรองสารวัตรใหม่ ๆ ชวนกันไปทำสารพัดคดีนำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายคดีปาระเบิดร้านอาหารกลางเมืองปากน้ำ

 

ขึ้นสวมบทนายเวรอีกรอบ หอบความรู้ร่วมคณะครูนักสืบเมืองหลวง

ปีเดียวกลับมาทำหน้าที่นายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ สมัยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง อยู่แค่ 2 ปี ขอกลับเข้านครบาลเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ทำสถิติจับปืนได้ 60 กระบอกเป็นอันดับ 1 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล อีกทั้งรับหน้าที่พิเศษเป็นผู้บังคับหมวดกองร้อยควบคุมฝูงชนของฝั่งธนบุรี ไปดูผู้ชุมนุมหน้าบ้านนายกฯบรรหาร ศิลปะอาชา ถึงขั้นยืนอาเจียนอยู่หน้าบ้าน วิโรจน์ จันทรังษี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรีสมัยนั้นต้องเข้ามาตำหนิ ต้องอธิบายไปตามความจริงว่า ไม่สบาย นอนให้น้ำเกลืออยู่ พอผู้บังคับบัญชาเรียกต้องมา

ทำให้ปีนั้นเขาได้รับการพิจารณา 2 ขั้น วันดีคืนดี พล.ต.ท.โสภณ วาราชนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลมาทาบทามให้เป็นรองผู้กำกับการข่าว กองบัญชาการตำรวจนครบาล แต่ว่า หน้างานหลักต้องดูงานสืบสวน เจ้าตัวไม่รีรอที่จะปฏิเสธ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างหลักสูตรสืบสวนคดีอาญาขั้นพิเศษของกองบัญชาการตำรวจนครบาล มี โกสินทร์ หินเธาว์ ปรีชา ธิมามนตรี เสนิต สำราญสำรวจกิจ และตัวเขาเป็นคณะทำงานร่วมกัน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ขยายภาพกว้างว่า เป็นหลักสูตรเพื่อรองรับการขยายโครงการสร้างกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยุบกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ พระนครบาลใต้ และธนบุรี เป็นกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 จำเป็นต้องหานักสืบรุ่นใหม่ไปเสริมทัพตามกองกำกับการสืบสวนสอบสวนที่จะเกิดขึ้นใหม่ก่อนตกลงกันว่า ให้เลือกเอาพนักงานสอบสวนรุ่นใหม่มาอบรม อย่างน้อยก็มีพื้นฐานงานสอบสวน สอบสัมภาษณ์คัดตัวจนได้หัวกะทิเป็นรองสารวัตรรุ่นใหม่ 30 คน

 

เลือกพื้นที่งานหนักของนครบาล กระทั่งเกือบเจอยมบาลระหว่างจับมังกร 

หมดเวลาสโลแกน “งานเหนือ เงินใต้ สบายธน” เมื่อขยายกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เสร็จเรียบร้อยในปี 2540 พ.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ตัวจักรการขับเคลื่อนก่อร่างสร้างนักสืบดาวรุ่งเลือกตามอาจารย์รุ่นพี่อย่างปรีชา ธิมามนตรี เป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 2 โฟกัสไปยังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยปัญหาคดีอาชญากรรมอันดับต้นของเมืองหลวง เพราะอยากทำงานสืบสวนตามแบบฉบับที่ตัวเองรัก

แต่แล้วก็เกือบเซ่นสังเวยชีวิตหวิดไม่ได้มาเป็นผู้นำในปัจจุบัน เมื่อออกแกะรอยติดตามแก๊งคนร้ายชาวจีนฆ่าหั่นศพยัดตู้เย็นจากโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ คนร้ายขึ้นแท็กซี่เหมือนจะรู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจพยายามจะหนี พ.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ทำหน้าที่หัวหน้าชุด พร้อมด้วย พ.ต.ต.ธงชัย กนิษฐกุล ร.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ตัดสินใจเข้าปาดให้รถหยุด

ทั้งหมดลงจากรถจู่โจมเข้าไปในแท็กซี่พยายามกอดปล้ำหัวหน้าแก๊งมังกรโหด มันดิ้นสู้ขัดขืนยื้อแย่งปืนกระสุนลั่นใส่ท้องคนร้ายระหว่างชุลมุนกันอยู่ในรถ “ลูกปืนยังทะลุมาโดนมือผม หัวกระสุนแฉลยไปโดนกระจกรถแตก เศษกระสุนก็กระเด็นใส่จมูกอีก ตอนนั้นไม่รู้ตัวว่า ถูกยิง มันแค่ชา เจ็บจากการโดนชกมากกว่า พยายามกดตัวคนร้ายไว้ เพราะใต้เบาะมีปืน มีมีดอีก ถ้ามันคว่าได้พวกเราก็ตาย สักพักเสียงลมหายใจมันฟี้ดออก ร่างกายมันไม่ไหว รถวิ่งออกไปสักพักก็สั่งให้ลูกน้องจอด  เช็กก่อนว่ามีใครเป็นอะไรไหม ตัวเองไม่รู้ว่าตัวโดนแล้ว ขณะที่คนร้ายนอนตายจมกองเลือดอยู่บนตักผม”

 

กลายเป็นตำราของข้อผิดพลาด หากประมาทอาจต้องแลกด้วยชีวิต

บทเรียนครั้งนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์มองว่า การเตรียมการวางแผน ต้องดีกว่านี้ ตอนนั้นมีข้อผิดพลาด พวกนี้มาจากชีวิตการทำงานหลายเรื่อง บางทีไปล้อมจับก็พลาดเยอะ พยายามสอนเด็ก ๆ สอนน้อง ๆ ทำอะไรให้ขาติดดินไว้ก่อน อย่าหยุดรถกลางทาง อันตรายมาก ไม่จำเป็นอย่าทำ

ผ่านเวลา 5 ปีกับชีวิตรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 2 คุ้ยเขี่ยคดีมากมาย เจ้าตัวว่า พอใจกับชีวิตแบบนั้น ไม่ได้คิดว่าจะไปเป็นผู้บริหารอะไร ถึงได้สอนน้อง ๆ ว่า เวลาทำงาน เวลาที่เราเหนื่อยยาก มันยังมีสิ่งดี ๆ อยู่ หาให้มันเจอ ไปนั่งเฝ้าจะเอาผู้ต้องหา เหมือนเราจ้องจะกินเหยื่อ ไปนั่งใต้ต้นไม้ ตากฝน ฝนตกตั้งแต่ตี 3 ถึง 6 โมงเช้า ไม่ต้องอาบน้ำ นั่งคุยกัน รอเช้าก็เข้า

พวกเขาเคยไปตามมือปืนเป็นอดีตตำรวจ มีไชยา รุจจนเวท ธงชัย กนิษฐกุล นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ กฤตยา เลาประสพวัฒนา ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ที่นครศรีธรรมราช หลังจากคลาดกันทีศรีราชา ชลบุรี ไล่บี้กันจนรถตำรวจสืบสวนตกข้างทางพังทั้งคัน เฝ้ากันโรงแรมม่านรูดรอบุกเข้าไป คนร้ายมีปืนหลายกระบอก ถ้าเข้าต้องวัดกัน หากชักก็ยิง แต่คดีนี้ตำรวจต้องการขยายผล ไม่จำเป็นต้องรุนแรง บุกเข้ากอดปล้ำกว่าจะจับใส่กุญแจมือได้ไม่ง่าย พอเห็นท่าไม่ได้ต้องตะโกนบอกเป็นตำรวจ ถึงยอมเพราะเป็นตำรวจด้วยกัน

 

เตือนให้ระวังเรื่องไม่คาดฝัน ในวันที่ต้องเผชิญสถานการณ์เสี่ยง

“มันเป็นเรื่องขำ ทีแรกปล้ำกันอยู่แทบตาย สุดท้ายลุกขึ้นมายอมคุยกันดี ๆ จริง ๆ แล้วผมไม่ได้มองเป็นวิกฤติ บางคดีเสี่ยงมากกว่านี้ แต่เราต้องรู้จักว่า ความเสี่ยงคืออะไร พยายามลดความเสี่ยง  ต้องรู้ว่ากำลังจะทำอะไร ต้องมีสติ เตรียมไว้ให้ดี ป้องกันให้ดี จะเจออะไรขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่ ประสบการณ์มันสอนเรา แล้วเราต้องดูน้อง เพราะบางทีพูดให้ฟัง ก็ฟังเฉยๆ แต่ว่าไม่เข้าใจ มีประเภทยิงกันหมดจนปลอกกระสุนเต็มพื้น ไม่ได้ถูกอะไรเลยก็มีจะตายกันเอง ไม่ใช่อะไร”

“บางทีไปล้อมจับทำวิสามัญฆาตกรรมแก๊งคนร้ายมอมยาเหยื่อที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ดันมีตำรวจจราจรพหลยินอยู่แถวนั้นชักปืนวิ่งขึ้นมาจะยิงพวกเรา สมชาย เกาสำราญต้องออกไปยืนขวางแล้วรีบแสดงตัวว่า เป็นตำรวจ  คือ เรื่องแบบนี้ เป็นเหตุไม่คาดฝัน ต้องคิดไปตามพื้นที่ บางเรื่องเฮง สมัยจับเรื่องเรียกค่าไถ หมดปัญญาแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว ไปนั่งกินน้ำแข็งกัน 3 คน เห็นจราจร ยืนอยู่ เรียกมานั่งคุย ถามว่า เฮ้ย …แถวนี้มันมีตำรวจเกเรที่ชอบไปรีดเอาเงินคนโน้นคนนี้บ้างไหม ไอ้น้องคนนั้นก็หันซ้ายหันขวา แล้วก็แอบกระซิบ แล้วมันก็ได้จริงๆ นะ คือมันฟลุคแบบไม่คิดว่าจะได้ ชีวิตก็สนุกดี อยู่อย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นผู้กำกับ” พล.ต.อ.สุวัฒน์ว่า

ต่อมาขึ้นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 7 เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี แบบงง ๆ เพราะทิ้งงานโรงพักมานานต้องกลับมาทำหน้าที่อีกแบบ มีคดีสำคัญอะไรหน่วยอื่นไม่ต้องยุ่ง ขอทำเองหมด ประจวบเหมาะกับเกิดคดีปล้นปืนค่ายปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มีโอกาสไปช่วยเป็นหัวหน้าชุดเครื่องมือสื่อสาร ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ร่วมกับ พ.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ รองผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจในสมัยนั้น

 

ไม่เคยคาดหวังมานั่งผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้คนทำงาน 

เลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ไปดูงานความมั่นคงควบคู่กับงานสืบสวน เป็นรองผู้บังคับการตำรวจจราจร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 กระทั่งเป็นผู้บังคับการนายตำรวจราชสำนักประจำ โยกนั่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ข้ามหน่วยเป็นผู้บังคับการกองวิจัย ย้ายเป็นผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เลื่อนเป็นผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562และนั่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในอีกปีถัดมา

“ไม่ได้เคยคาดหวังเลยว่าจะมีวันนี้” เจ้าตัวบอกด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง “เรื่องที่มีการทาบทาม เป็นเรื่องพูดกันไป แต่เป็นการพูดคุยที่มันไม่มีใครประกันหรอกว่า จะเป็นยังไง แค่สมมติว่า ถ้า ตอน ร.ต.ต.หรือ พ.ต.ท.จะไปเป็นอย่างนี้นะ แสดงว่า มันต้องบ้าแล้ว พูดแบบนี้ คือ มันล้อเลียนเรา มันไม่มีใครมองถึงตรงนี้หรอก แล้วผมก็ไม่เคยที่จะคิด วันๆ คิดแต่ว่าจะไปทำอะไร เดี๋ยวจะต้องไปเป็นตรงนั้น ตรงนี้ ไม่เคยมีอยู่ในหัวเลย ไม่รู้มายังไง”

ต้องมารับภาระตรงนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่บอกว่า คงไม่ใช่ภารของเราคนเดียว เชื่อว่า ตำรวจส่วนใหญ่เข้าใจ มีวินัย เราลูกน้องเสมอว่า ทุกคนมีประโยชน์  สมัยเป็นผู้กำกับสืบสวนนครบาล 7 มีคนถามว่า ดาบตำรวจคนนี้ทำอะไรไม่ได้ เอาไปทำงานทำไม เราก็สอนไปว่า เอาเขาไปนั่งบังแดดให้เพื่อนก็ยังดี หรือถ้าเมานั่งเฝ้ารถ รถก็ไม่หาย ต้องใช้ให้ได้ อยู่ที่ว่า เราจะใช้พวกเขาแบบไหน คนเราไม่ใช่จะเพอร์เฟกต์ทุกคน เราก็ไม่ใช่ อยู่ที่ว่า เราหาเพื่อนร่วมงานดี ๆ ทุกคนก็มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ ที่อยู่ในความคิดที่ว่าเขาจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อะไรขึ้นมา จริงๆ เราอยากเปิดโอกาสให้คนทำงานตามที่เขาอยากทำให้มาก

 

อาจแต่งตั้งไม่ได้หมดทุกคน วอนขอให้อดทนจะทำให้ดีที่สุด

  สำหรับเรื่องปมร้อนของการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.สุวัฒน์สารภาพว่า ไม่มีทางที่จะได้เต็มที่ โลกนี้ไม่มีแบบนั้น แต่ว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด มีวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่น เช่น งานมันไม่ได้ว่าอยู่ในหน่วยไหน ๆ มันเป็นงานของหลายๆ หน่วย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว การทำงานก็จะประกอบทีม  ไม่มีหน่วยเดียวที่ทำภารกิจชิ้นเดียวแล้วสำเร็จ ต้องอยู่ที่ว่าเราจะเซตทีมอย่างไร อยู่ที่ว่าเรื่องอะไรที่เป็นคดี หรือจะไม่เป็นคดีก็แล้วแต่

“เราไม่สามารถจะแต่งตั้งคนได้อย่างที่เราคาดหวัง แต่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะใครที่เขาอยู่ในสายงานที่เขาถนัด เราต้องพยายาม ให้เขาโตในสายนั้นให้ได้ อาจจะทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องทำให้ได้ดี อย่างน้อยต้องมีความสำเร็จในทุกสายงาน  ถ้าพูดถึงงานสอบสวน ต้องคนนี้ งานสืบสวนต้องคนนี้ มันเป็นศาสตร์ เป็นศิลป์ ทุกอย่างมันเก็บมาจากประสบการณ์ มันไม่มีโรงเรียนไหนสอน งานอำนวยการต้องคนนี้ มันต้องมีคนแบบนี้ ไม่งั้นเรามองไปข้างหลัง เราไม่เห็นใคร เราต้องสร้างคน สร้างคนเป็นครู อาจจะมีผิดแปลกไปบ้าง แต่ว่าต้องมีคนหลักๆ ที่เราต้องทำให้ได้”

“ผมจะพยายามฟังคนอื่นให้มาก ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องกันทั้งนั้น สำคัญว่า เราจะทำยังไงให้ประชาชนที่คาดหวังสูงพอใจ มันมีความคาดหวังหลากหลายรูปแบบมากจะทำได้ดีแค่ไหนไม่รู้ แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ว่าพร้อมกางแผนวิสัยทัศน์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปีงบประมาณ 2564 ชูค่านิยมหลัก ตำรวจไทยของเราทุกคน OUR COPS ประกอบด้วย O-Oneness เป็นหนึ่งเดียว U-Up to Date with Universal Standards นำสมัยได้มาตรฐานสากล R-Reliability and Trust เชื่อถือ ไว้วางใจ ศรัทธา C-Competency สมรรถนะ O-Overall Fairness สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม P-People Orientation ประชาชนเป็นศูนย์กลาง S-Service-mindedness บริการด้วยใจ

แม่ทัพสีกากียืนกรานจะให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสให้คนได้ทำในสิ่งที่มีความสามารถเด็กรุ่นหลังต้องให้โอกาสได้โต อยากให้มีทีมงานในทุกด้านมาทำงานเพื่อพัฒนางานหลายด้าน ถามว่า จะอยู่ได้ถึง 2 ปีจวบจนเกษียณอายุราชการหรือไม่ เราไม่ได้เป็นคนกำหนด ถ้าเขาให้อยู่ 3 วัน ก็ 3 วัน อยู่ 8 เดือน ก็ 8 เดือน เราไม่รู้หรอก เราก็ทำให้ดีที่สุด ทำอะไรที่อยากทำก็ทำ ถ้าคิดว่าดีก็ทำไป

 

ยังค้างคาบางคดีสำคัญ สักวันต้องติดตามจับมันให้ได้

นอกจากนี้เจ้าตัวมีคดีค้างคาใจบางที่ยังสางไม่จบ ตั้งแต่คนร้ายยิง พ.ต.อ.ประพนธ์ แกลโกศล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9  กับลูกน้องรวม 3 ศพเมื่อ 13 ปีที่แล้ว คนร้ายคือ นายมนตรี หรืออู๊ด แสนคำ อายุ 40 ปี ที่พยายามพลิกแผ่นดินตามล่ายังตามตัวไม่พบ “เราไปมาหมอประเทศเพื่อนบ้านเราก็ไป ไปหลายที่ ไปเดินตามแนวชายแดน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนร้ายจะอยู่ในนั้น รวมถึงคนร้ายข่มขืนคนแก่ในละแวกพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อีกหลายราย ไม่เคยทิ้ง ทุกวันนี้ยังคาดหวังว่า หากเรามีธนาคารดีเอ็นเอ วันหนึ่ง เราจะต้องเอาตัวคนที่ทำได้ ถ้าคนร้ายยังไม่ตายไปเสียก่อน”

อีกคดีสำคัญที่นายพลผู้นำหน่วยคนใหม่ใช้ถอดทฤษฎีการทำงานสืบสวนตามโลกยุคปัจจุบัน คือปริศนาการตายของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบที่หมู่บ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหารว่า เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งของการเข้ามาปั่นกระแสสังคมที่เต็มไปด้วยโลกโซเชียล ทำให้รัดมือ รัดเท้าเราหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่แปลว่า เรากดดัน เพียงแต่ว่า เราทำยากขึ้น เหมือนที่เจอเรื่องแรกในคดีฆ่าข่มขืนแหม่มที่เกาะเต่า สุราษฎร์ธานี เรื่องไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่กระแสถูกปั่นไปจนคนไม่เชื่อ แม้แต่ศาลตัดสินไป 3 ศาลแล้ว คนไม่เชื่อก็ยังไม่เชื่อ

“เราจะต้องหาวิธีการดิวกับเรื่องแบบนี้ในอนาคตว่าจะจัดการกับเรื่องกระแสอย่างนี้ยังไง ทำให้เราทำงานยากขึ้น  เคยมีเหตุการณ์คดีสำคัญอะไรในโลกที่สามารถลงขข่าวได้ติดต่อกันเป็นร้อยวันไหม ยิ่งคดีฆาตกรรมด้วยยิ่งไม่มี อย่างไรก็ตาม หลายคดีที่ทำพวกเราไม่เคยสิ่งหวัง แม้ยังคาใจจับผู้ต้องหาไม่ได้ ความรู้สึก คืออาจจะต้องมีโชคสักวัน” เจ้าตัวทิ้งท้าย