าวกับวิถีชีวิตกำหนดให้วนเวียนเติบโตอยู่ท้องทุ่งภูธรมากกว่าเมืองหลวงนครบาล กระทั่งเป็นอีกตำนานมือปราบที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน

พล...คเชนทร์ คชพลายุกต์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จัดเป็นตำรวจนักสืบคนหนึ่งที่มุ่งมั่นกับการทำงานมากกว่าวิ่งเต้นเอาใจผู้เป็นนาย เกิดอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ่อรับราชการเป็นปลัดอำเภอ ส่วนแม่เป็นครู วัยเด็กอยู่โรงเรียนอรุณวิทยาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 ย้ายไปจบมัธยมต้นโรงเรียนดรุณาราชบุรี ก่อนย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพราะอยากเป็นนักเรียนที่มีความก้าวหน้า

เข้าสอบโรงเรียนเตรียมทหารด้วยความรู้สึกว่าอยากเป็นตำรวจตามรอยปู่ แต่ไม่ติดต้องไปต่อโรงเรียนอำนวยศิลป์ ปีถัดมาไปลองสอบอีกถึงสมใจได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร เลือกเหล่านักเรียนนายร้อยตำรวจเป็นรุ่นที่ 32 ช่วงนั้นสวมบทนักกีฬาของสถาบัน ทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล มีส่วนให้ได้เสริมบุคลิกภาพ ความเข้มแข็ง ความอดทน สร้างความโดดเด่นให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของเพื่อนต่างเหล่า

“ผมเป็นคนที่สนุกสนาน เรียบง่าย ไม่ใช่เด็กเกเร การเล่นกีฬาทำให้ได้ฝึกฝนความอดทนมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่หลังจากเรียนจบออกมาแล้ว” พล.ต.ต.คเชนทร์รำลึกอดีต เขาบรรจุลงตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ก่อนเดินตามความใฝ่ฝันไปศึกษาต่อปริญญาโท มหาวิทยาลัยรูสเวลท์ เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ไปอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ในส่วนของการเป็นตำรวจ เช่น วิชาการสะกดรอยและการรักษาสถานที่ หรืออารักขาบุคคลสำคัญ เพิ่มเติมในแนวทางของการเป็นตำรวจในระหว่างเวลาว่างเรียนปริญญาโท

เจ้าตัวยังเป็นตัวแทนนักเรียนไทยไปโชว์ศิลปะแม้ไม้มวยไทยโชว์ที่งานเอเชียนเฟสติวัล หรืองานเทศกาลของมหาวิทยาลัยดังในประเทศสหรัฐอเมริกา มีส่วนให้ได้รู้จักพรรคพวกเพื่อนฝูงมากมายสมัยใช้ชีวิตในต่างแดนกว่า 2 ปี บินกลับมาทำหน้าที่รองสารวัตรแผนกแผนและวิจัย กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงงานกำลังพล ดูเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย พิจารณาทัณฑ์ทางวินัยข้าราชการตำรวจ ก่อนขึ้นเป็นสารวัตรธุรการ สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต 2

ต่อมาผู้บังคับบัญชาเห็นหน่วยก้านดี ไม่เหมาะกับงานนั่งโต๊ะดูเอกสารถึงโยกให้เป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ และสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ถึงกระนั้นก็ตาม เขามีความรู้สึกชื่นชม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1  เป็นการส่วนตัวมาสักพักแล้วจากชื่อเสียงการทำงานแบบถึงลูกถึงคน ตัดสินใจไปขอเป็นนายตำรวจติดตามทั้งที่ไม่เคยรู้จักส่วนตัว แต่เพราะความศรัทธาในฝีมือ

พาให้เขาพ้นนครบาลไปนั่งสารวัตรสืบสวนคนแรกของโรงพักปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เริ่มต้นชีวิตตำรวจบ้านนอก “เวลานั้น ทำงานในพื้นที่ภูธร มันใกล้เคียงกับนครบาล  ปากเกร็ดเริ่มเจริญเติบโต มีความสลับซับซ้อนในการสืบสวน แต่เป็นงานที่เราชอบโดยความรู้สึก มีผลงานเป็นที่ประจักษ์  ทำวิสามัญฆาตกรรมในพื้นที่ ส่วนใหญ่คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา อาจจะโดยเป็นสันดาน ว่าไม่ได้ เป็นกลุ่มแก๊ง เป็นหัวโจก จำเป็นต้องทำ กระทั่งถูกผู้บังคับบัญชาบางคนเพ่งเล็ง”

เขาเล่าว่า ตรงกันข้ามกับท่านสล้าง บุนนาค กลับเห็นว่า การกระทำอย่างนี้ เรามีความรับผิดชอบ เราติดตามคนร้ายต่อเนื่อง แม้จะอยู่ต่างพื้นที่  ตามไปวิสามัญฆาตกรรมที่ปทุมธานี อาจจะไม่มีความสมบูรณ์ในรูปแบบของคดี แต่การทำงานเราตั้งใจ มีความเสียสละ สามารถติดตามคนร้ายจนยิงต่อสู้ ท่านสล้างเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ความบกพร่อง หรือทำงานไม่เหมาะสม  เป็นความสมเหตุสมผล ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่

เจ้าตัวได้ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ผลักดันให้ผ่านพ้นวิกฤติในกรณีการทำวิสามัญฆาตกรรมครั้งนั้น แม้มีข้าราชการตำรวจหลายคนเห็นว่า เกินกว่าเหตุ ก่อนเลื่อนเป็นรองผู้กำกับฝ่ายอำนวยการในกรมตำรวจ ไม่นาน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจ ตรวจราชการจังหวัดนนทบุรีเห็นความบกพร่องจึงเลือกเขาไปช่วยแก้ปัญหา ทำหน้าที่รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี ทว่าเจอวิบากกรรมในคดีฆ่า 3  ศพบ่อนดังย่านเมืองนนทบุรี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ เป็นเหตุให้ถูกย้ายออกนอกพื้นที่

  “มีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาทัณฑ์ทางวินัย เนื่องจากผมเป็นผู้บังคับบัญชาระดับกลางแล้วรับผิดชอบพื้นที่ ต้องดูแลทั้งเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรม และอบายมุขด้วย  แล้วแต่ผู้บังคับบัญชา ต่อมาการสอบสวน ผมไม่มีมลทิน ทว่าโดนย้ายไปแล้ว”  พล.ต.ต.คเชนทร์แจงเรื่องราวครั้งเก่า หลังจากโดนจากเมืองนนทบุรีไปเป็นรองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา อยู่ได้ 8 เดือน ผู้บังคับบัญชาได้ยินชื่อเสียงในการทำงานจึงดึงเอาไปช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รับผิดชอบเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด

เสมือนวิกฤติเปลี่ยนเป็นโอกาสพาเขาขึ้นนั่งตำแหน่งผู้กำกับการโรงพักพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนขอย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ เพราะอยากอยู่ใกล้ครอบครัว ปรากฏว่า มาอยู่สันติบาล พล.ต.ท.สมศักดิ์ สายบัว ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เห็นว่า ไม่เหมาะกับฝีมือจึงประสานให้กลับลงไปทำงานพื้นที่ภาคใต้ และเลื่อนให้เป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี รับผิดชอบงานปราบปรามอาชญากรรม บางจังหวะก็เป็นรักษาการผู้กำกับโรงพักเมือง เนื่องจากต้องแก้ปัญหาอะไรหลายอย่าง

ทำงานได้ 2 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีก พล.ต.ต.คเชนทร์บอกว่า  คำว่าเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะเราอยากย้าย แม้เราจะอยากโต แต่อาจเพราะผู้บังคับบัญชาด้วย ครั้งนั้นย้ายมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงครามอยู่ปีเศษ เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส จุดชนวนไฟใต้ครั้งใหญ่ ผู้บังคับบัญชาเลือกลงไปรักษาการตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส แทน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง

  “เป็นจังหวะดี เพราะการไปทำหน้าที่ตรงจุดนั้น ต้องมีการคัดสรรว่า บุคคลใดมีความเหมาะสม สถานการณ์ช่วงนั้นเพิ่งเริ่ม เหมือนเพิ่งเสียงปืนแตก เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ผมลงไปวันที่ 13 กุมภาพันธ์เป็นช่วงฮอตพอดี มีเหตุการณ์ที่ทวีความรุนแรง ผมได้รับการแต่งตั้ง ผมพร้อม เข้ามากราบท่านสันต์ ศรุตานนท์ที่ให้โอกาสให้ผมทำงาน เมื่อท่านให้โอกาส ผมขอแสดงฝีมือในการต่อสู้ ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้นแล้ว  มันเห็นอนาคตของเรา ผมอยากสร้างอนาคต จะว่าอาสาก็ไม่ใช่อาสา ท่านมอบหมาย ผมน้อมรับ ไม่ปฏิเสธเลย”

พล.ต.ต.คเชนทร์ยอมรับว่า สถานการณ์ภาคใต้ช่วงนั้นไม่รู้อะไร คือ อะไร ไม่มีใครรู้ชนวนเหตุ ใครเป็นตัวการ ใครร่วมขบวนการ เราต้องมาศึกษา เริ่มต้นเรียนรู้ ตั้งใจอยู่อย่างเดียวว่า ต้องทำให้ขวัญและกำลังใจตำรวจดี มีความพร้อม  ทุกครั้งเมื่อมีสถานการณ์ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เราจะออกไปก่อนลูกน้อง เพื่อให้เห็นความพร้อมของผู้นำ แม้คดีความรุนแรงมีความสลับซับซ้อน แต่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนพี่น้องข้าราชการหลายหน่วย

“ทำไปทำมา ผมมีอุบัติเหตุ คำว่า อุบัติเหตุของผม ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นเหตุจากผู้บังคับบัญชา ท่านสันต์ถูกเปลี่ยนตัว เลยมีการเปลี่ยนผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผมกลับมาอยู่พื้นที่เดิม ไม่ได้เป็นผู้บังคับการ แถมโดนย้ายเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี แต่มันอาจเป็นโชคดีของผมนะ” อดีตนายพลภูธรเล่าว่า ไปอยู่กาญจนบุรี  ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นงานปราบปราม รับผิดชอบงานกิจการพิเศษ อาจจะไม่ได้มีผลงานโดดเด่น บังเอิญรองผู้บังคับการที่ทำหน้าที่งานปราบปรามเข้ามาเรียนโรงเรียนผู้การ เรามีโอกาสแสดงฝีมือให้ไปทำงานป้องกันปราบปรามด้วย สืบสวนด้วย  โชว์งานเต็มที่จนเข้าตา พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 สนับสนุนให้เลื่อนเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี

เพชรบุรียังคงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพล ตำรวจต้องทำงานหนักและมีความตั้งใจสูง เขารับอาสากับผู้บังคับบัญชาจัดระเบียบเมืองคนดุ เข้าไปเปลี่ยนแปลงความคิด ประเดิมประกาศกลางงานเลี้ยงรับเชิญว่า  มาดี มาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำต่อไปนี้ คือ สิ่งที่ต้องการให้เกิดความถูกต้อง ชาวเพชรบุรีต้องช่วยตำรวจทำงาน ถ้าไม่เชื่อกฎหมาย กฎหมายจะลงโทษท่าน “ผมไม่ยอมให้ผู้ที่ทำผิดกฎหมาย อยู่เหนือกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง  แล้วถ้ามีอะไรที่เกิดความรุนแรง ผมจะขอรับผิดชอบ สุดท้ายได้ความร่วมมือ เปลี่ยนพฤติกรรมอะไรหลายๆ อย่างให้ดีขึ้น”

นั่งเก้าอี้ผู้การจังหวัดเพชรบุรี สร้างถาวรวัตถุไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยเงินของประชาชน เงินของพระให้ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรีถือว่าเป็นที่ยอมรับ ทำให้เขามีความภาคภูมิใจ ถึงกระนั้นกลับโดนย้ายเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม และโยกอีกทีเป็นผู้บังคับการประจำกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7  ด้วยมุมมองแนวคิดต่างของผู้บังคับบัญชา “ผมอาจจะเป็นพวกที่มีความเข้มแข็ง แต่ว่าไม่โอนอ่อน ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง อะไรก็แล้วแต่ อยู่เพชรบุรี มีผลงานเป็นอันดับ 1 ของกองบัญชาการมาโดยตลอด ในเรื่องของการจับกุมในกลุ่มคดีต่าง ๆ ใน 5 กลุ่ม รวมถึงเรื่องความสามัคคีของข้าราชการตำรวจในการแข่งขันกีฬา คว้ารางวัลมามากมาย ผมมีความมั่นใจ เหมือนทนงตัวได้ ยืดอกได้ แต่ว่าบางอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่ได้มองจุดนั้น”

พล.ต.ต.คเชนทร์ยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้สนใจเรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่นอกจากผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา ความกินดีอยู่ดีของเพื่อนข้าราชการตำรวจ ตั้งกองทุนอาหารกลางวัน มีอาหารให้กินทุกเที่ยง ส่วนมื้อเช้า มีข้าวต้มที่บ้านพัก ตำรวจที่อยู่แฟลตแวะมากินทุกวัน เป็นสิ่งที่ได้ใจจากลูกน้อง ถือว่า ประสบความสำเร็จ ไม่ว่า งานในหน้าที่ ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือว่า ประชาชนอบอุ่นใจ กรณีที่โดนย้ายอาจเป็นอะไรที่ไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชา คือเป็นวิถีทางของเรา

เป็นผู้บังคับการอาวุโส 4 ปี สุกงอมเต็มที ถึงเลื่อนเป็นรองจเรตำรวจคุมพื้นที่ภาค 8 ถิ่นเก่า แค่ปีเดียว พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มารักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ขอตัวมาช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รอจนวาระแต่งตั้งโยกย้ายถึงได้นั่งตัวจริงกับอายุราชการที่เหลืออีกเกือบ 5 ปี เขาหมายมั่นปั้นมือว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเลื่อนเป็นผู้บัญชาการในบั้นปลาย “ ผมทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจ มีผลงานเป็นข่าวออกสื่อมากมาย คิดว่า ผมควรจะได้รับรางวัล แต่ผมก็ไม่ได้ ตอนนั้นไม่ได้ท้อถอย ทำงานเต็มที่ ไม่ว่าจะในสถานการณ์แบบไหน ทุกรูปแบบให้สมกับชื่อเสียงเกียรติยศของเราที่ได้รับมอบหมาย ทำงานจนนาทีสุดท้ายเกษียณในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ด้วยความภาคภูมิใจ”

“ย้อนอดีต ผมมีความใฝ่ฝันมาก เรื่องการเป็นตำรวจ อยากมาเป็นข้าราชการตำรวจน้ำดี เราก็ได้มาเป็น เราอยากจะทดแทน ทุกวันนี้ ยังคิดว่า สิ่งที่ตำรวจได้รับการกระทำมา หรือว่ากำลังเดินหน้าไปในอนาคต เป็นอะไรที่ถ้าเราได้เข้าไปเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ชื่อเสียงเกียรติยศ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรที่เราเคยทำหน้าที่ให้ดีขึ้นมาได้ เราก็อยากจะทำ แม้กระทั่งลูกชายผม 2 คน ผมก็ผลักดันให้ไปเป็นตำรวจกันหมด”

อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ว่า ไม่เคยบังคับให้ลูกเป็นตำรวจ  เมื่ออยากเป็นเราก็สนับสนุน และเชื่อว่า สายเลือดเราต้องเข้มข้นกับการเป็นตำรวจ เหมือนมุมมองในอนาคตว่า องค์กรตำรวจต้องมีทีมงานสนับสนุน ไม่ว่าชั้นผู้น้อย ชั้นกลาง ชั้นผู้ใหญ่ต้องมีความเป็นธรรม ปัจจุบันถึงเลือกมาช่วยงานท่านวินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ  เพื่อพัฒนาองค์กรของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้ได้ อาศัยประสบการณ์ของตัวเองมาช่วยแนะนำ

ถามถึงความประทับใจในอดีต นายพลวัยเกษียณรำพันว่า ความภูมิใจอยู่ในใจลึก ๆ ทุกคนมีจุดเด่น มีเรื่องราวของแต่ละคน  บางทีเราเอาชีวิตเข้าไปแลกกับอะไรไม่รู้ที่บางทีไม่น่าเสี่ยง ก็ต้องเสี่ยง คุ้มหรือ ไม่เลย  แต่เรามองหลายคนไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ กลับสามารถเจริญเติบโตไปได้ “ถามว่าอิจฉาไหม ก็อิจฉานะ ผมเคยพูดในที่ประชุมว่า ผมอาจเป็นคนที่ไม่มีวาสนา แต่ว่าผมมีหัวใจ  ได้แค่รองผู้บัญชาการ ผมภูมิใจ  คงเหมือนอีกหลายคนเป็นตำรวจดีจำนวนไม่น้อย แต่ไม่มีโอกาส ไม่มีวาสนาที่จะได้โอกาสเจริญเติบโต ขอเพียงอย่าท้อถอย ทำความดีไว้ มันจะเป็นบารมีผลักดันคุณให้ถึงจุด ๆ นั้นได้”

คเชนทร์ คชพลายุกต์ !!!