“ถ้าถามว่าผมมีความกดดันในการทำหน้าที่ตำรวจหรือไม่นั้น ตอบได้เลยว่ามีแน่นอน เพราะด้วยนามสกุลผมถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น ในทางกลับกันคำว่าเด็กเส้นต้องแบกรับความกดดัน ทำงานให้เยอะ ให้ผลงานประจักษ์จนเป็นที่ยอมรับด้วยผลงานมากกว่านามสกุล เพื่อลบคำสบประมาท คำกล่าวอย่างเปิดอกของ “สารวัตรปืน” พ.ต.ท.พัดธงทิว ดามาพงศ์ นายเวรสำนักงานผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ด้วยนามสกุล “ดามาพงศ์” สารวัตรปืนเหมือนรับความกดดันสองด้านจากประชาชนที่มีความคาดหวังกับการทำหน้าที่ และจากตำรวจด้วยกันเอง เพราะนามสกุลนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการตำรวจ มีตำนานมือปราบอย่าง พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ และที่ผ่านไปหมาดๆ คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้นำสูงสุดของหน่วย ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา อีกทั้งยังเป็นตระกูลมีชื่อเสียงทางการเมืองระดับชาติ รวมถึงธุรกิจโด่งดังมากมาย

แรกเริ่มเดิมทีเขาไม่ได้คิดจะมาเป็นตำรวจ เพราะจบเศรษฐศาสตร์ คาดหวังจะไปเป็นนายธนาคารหรือทำธุรกิจ แต่ด้วยเป็นครอบครัวตำรวจมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ สมัยคุณปู่จึงซึมซับความเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก พอเรียนจบปริญญาตรีตัดสินใจสอบตำรวจ  คิดว่า หากทำงานออฟฟิศ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็ทำประโยชน์ให้กับตัวเองและครอบครัวเท่านั้น ถ้าเป็นตำรวจจะได้ทำประโยชน์ช่วยเหลือสังคมและผู้คนได้มากกว่า แต่ทำใจแล้วว่าต้องมีความกดดัน เพราะคงจะมีความคาดหวังสูงกับการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เทียบกับปู่หรืออา

นายตำรวจหนุ่มบอกว่า เมื่อได้เป็นตำรวจต้องพร้อมทำงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ภัยให้ประชาชนได้ทุกเมื่อทั้งในเวลาออกตรวจพื้นที่ หรือนอกเวลาราชการ หากประสบเหตุซึ่งหน้า ร่างกายก็ต้องฟิต พร้อมทำงานจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร และความเชื่อมั่นของประชาชน ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แข็งแกร่ง เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ

พ.ต.ท.พัดธงทิวใช้เวลาว่างเว้นจากราชการไปออกกำลังกาย สร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อด้วยการเล่นฟิตเนส ฝึกชกมวยไทยเพิ่มเติมด้วย ขณะที่ตัวเองยังชื่นชอบนักกีฬามวยปล้ำมี “เดอะร็อก” นักมวยปล้ำดาราฮอลลีวูดชื่อดังเป็นไอดอล เพราะมีรูปร่างกำยำ มีกล้าม ดูแล้วเท่น่าเกรงขาม เขาถึงหันมาเล่นฟิตเนส และฝึกมวยไทย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงนำไปประยุกต์ใช้ในหน้าที่การงานของตำรวจ ยังช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

  

“หากพอมีเวลาผมก็จะปั่นจักรยาน และนั่งสมาธิ การนั่งสมาธิทำให้ตัวเองมีความยับยั้งชั่งใจ มีสติ มีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ ผมเลยนำหลักเหตุผลนี้มาใช้ในการดูแลคนในครอบครัว และผู้ใต้บังคับบัญชา”

สารวัตรอนาคตไกลบอกด้วยว่า ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกัน ไม่ได้มีใครดีที่สุด 100 เปอร์เซ็นต์ และก็ไม่มีใครชั่วได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนต่างมีความผิดพลาด แต่การแก้ไขให้เกิดสิ่งที่ถูกต้องต่างหากเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง การทำงานการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาก็เช่นเดียวกัน ผู้นำต้องทำให้เห็น ใช้ใจซื้อใจ มองหาจุดเด่นของแต่ละคนแล้วดึงศักยภาพเพื่อใช้งานให้ถูกที่ ถูกคน