ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น คือ ความภูมิใจของคนเป็นพ่อ

พล...พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่า เดิมทีไม่อยากให้ลูกชายเป็นตำรวจ เพราะรู้ว่า เหนื่อย เราก็เรื่องราวอะไรมาเยอะกว่าจะรอดพ้นมาได้ แต่พอลูกเป็นแล้วลึก ๆ ก็ปลื้มใจอยู่เหมือนกันว่า เดินตามรอยเรา แม้กังวลอยู่บ้างว่าจะตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ขนาดสมัยเราพยายาม แล้วยังไปเจอวิกฤติการณ์อะไรหลายๆ อย่าง

เจ้าตัวอดห่วงตามประสาคนเป็นพ่อไม่ได้ หลังจากประดับดาวเงินบนบ่าให้ลูกชายคนเดียวของบ้าน พร้อมนึกย้อนชีวิตตัวเอง บางทีไม่น่ามาทางงานสืบสวน ถ้าเป็นสายสอบสวนอาจจะรุ่ง อาจจะไม่มีปัญหา ไม่โลดโผนมาก ยึดตามข้อกฎหมาย

ประวัติของเขาเป็นลูกชาย พล.ท.สัณห์ พิสุทธิ์ศักดิ์ อดีตรองผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย  วัยเด็กอยากเป็นตำรวจ แม้เกิดในครอบครัวนายทหาร เกิดจากความฝังใจ เพราะตาเป็นตำรวจเสียชีวิตในการจับเสือผาด ทับสายทอง จอมโจรชื่อดังจังหวัดนครปฐม

เรียนจบมัธยมต้นโรงเรียนรุจิเสรีวิทยา ไปสอบโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อเดินตามความฝัน ทว่าพลาดสอบไม่ติดต้องกลับมาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ มุ่งมั่นเตรียมตัวสมัครลงประลองสนามอีกครั้งในปีถัดไป สมหวังสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้สำเร็จทำคะแนนเป็นที่ 1 ของรุ่นที่ 16 ก่อนเลือกเหล่านายร้อยตำรวจไปใช้ชีวิตอยู่สามพรานรุ่น 32

บรรจุครั้งแรกเป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ยุค พ.ต.ท.ตระการ วิเศษรัตน์ เป็นสารวัตรใหญ่ พ.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี เป็นสารวัตรสอบสวน เรียนรู้การทำสำนวนสอบสวนเหมือนเป็นโรงพักพญาไทขนาดย่อตลอดกว่า 3 ปี  ขยับไปเป็นรองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต 2 และรองสารวัตรป้องกันปราบปราม โรงพักเดียวกัน สั่งสมประสบการณ์ตำรวจโรงพักกลางกรุงตั้งแต่ไล่กวดจับโจรไปยังปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา กระทั่งขอย้ายออกนครบาลด้วยเหตุผลว่า เบื่อโรงพัก อยากหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิชาการไปอยู่สำนักงานกำลังพล กรมตำรวจ

ต่อมาโยกเป็นนายเวร พล.ต.ต.ธวัช ทัพโภทยาน ผู้บังคับการสำนักงานกำลังพล แล้วกลับมาเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โรงพักที่มีอาชญากรรมสูงที่สุดในเขตนครบาลใต้สมัยนั้น โดนปรามาสว่า จะไหวหรือ นายตำรวจหนุ่มหน้าขาว ๆ มาจากกำลังพล เกิดมีการแอนตี้กันเล็กน้อย นายก็ไม่ชอบใจ ผ่านไปเกือบปี เริ่มมีคนมาหา สารวัตรใหญ่เข้ามาจับมือบอก ดีใจที่ได้ไปอยู่ เริ่มมีเพื่อนจากหน่วยงานอื่นมาบอกว่า ได้ข่าวไม่รู้จักหลับนอนเลยหรือ กลายเป็นที่ยอมรับในการทำงานสืบสวน

“คดีแรกที่ผมไปรับตำแหน่ง ครูสอนยิงปืนของกองปราบปรามหายตัวไป 3-4 วัน มาเจอศพวันที่ผมรับตำแหน่งพอดี คนร้ายเป็นคนงานชาวเขาแถวเวียงป่าเป้า เชียงราย ไม่พอใจผู้ตายชอบดุด่าเลยฆ่าแล้วหนีไป ตามจับหมดเงินไม่รู้เท่าไหร่ก็ไม่เจอจนคดีหมดอายุความ” อดีตสารวัตรสืบสวนทองหล่อระบายความหลัง

ต่อมาย้ายเป็นสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางรัก อยู่แค่ 6 เดือน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวเปิดโครงสร้างใหม่เลยย้ายขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ไม่นาน พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม ไปเป็นผู้บังคับการปราบปรามดึงเขาเป็นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ร่วมชุดดรีมทีมที่มี “ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา” เป็นหัวหอกนำปฏิบัติ ก่อนเขยิบเป็นผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้

คลี่คลายคดีสำคัญมากมายไม่วายโดนมรสุมตามผู้เป็นนาย หลังจาก พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม ถูกเด้งฟ้าผ่าเข้ากรุ ทีมลูกน้องเกือบทั้งหมดถูกโยกระเนนระนาด เขาย้ายกลับเป็นผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว  คำสั่งย้ายแบบไม่รู้ตัว ระหว่างตามคดีฆ่าแขวนคอ 5 ศพครอบครัวบุญทวี ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ พอเข้าเมืองเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวมีชื่อโดนย้ายงงไปหมด โทรศัพท์หาเมีย เมียยังบอกให้กลับมาได้แล้ว ถูกย้ายแล้ว

เก็บตัวสักพักคืนความชอบธรรมขึ้นเป็นรองผู้บังคับการปราบปราม นาน 8 ปี เป็นผู้บังคับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 4 และผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นที่ 1 ของมาตรฐานชี้วัดหน่วยตำรวจทั่วประเทศเป็นเครื่องการันตีผลักดันให้เลื่อนเป็นรองจเรตำรวจ ปีเดียวย้ายเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลถึงได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9

เน้นนโยบายเชิงรุกกับลูกน้องตลอดว่า ต้องป้องกันไม่ให้เหตุเกิดเพราะพื้นที่ติด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกรณีระเบิดโรงแรมลีการ์เดนส์ จะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศหมด ต้องป้องกันไม่ให้มี เป็นเรื่องสำคัญที่สุด อีกเรื่อง คือ งานปราบปราม มีหลายคดีต้องให้ความสนใจ อาทิ ยาเสพติด ต้องปราบ ทำอย่างไรให้หมด อยู่โรงพักต้องสามารถคุมให้ได้ว่า ต้องไม่มีคนชายในพื้นที่ มีคนขายตรงไหนตำรวจต้องรู้ คนขายต้องไม่มีทั้งโรงพัก ทั้งจังหวัด ไปจนถึงทั้งภาคไม่มี ถือว่าสุดยอด เราตั้งเป้าไว้

สมัยนั้นเขาประกาศด้วยว่า จะไม่ยอมให้ผู้มีอิทธิพล หรือธุรกิจนอกกฎหมายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่เรื่องของน้ำมันเถื่อน ผู้อยู่เบื้องหลังเป็นนายทุนทำให้เกิดการก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดน เราไม่ยอม ส่วนคดีอุกฉกรรจ์ต่าง ๆ คดีมือปืนทางภาคใต้ยิงกันมาก ยิงเพราะโกรธแค้นกันส่วนตัวไม่เป็นไร แต่ยิงเพราะรับงาน เป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพลอย่างนี้ไม่ได้ เราไม่ยอม จะมาตั้งซุ้มไม่ได้ ขณะที่ คดีเล็กคดีน้อยเกิดเหตุซ้ำซากแสดงว่าโรงพักไม่ได้ดูแล ซอยนี้โจรขึ้นบ้านแล้วครึ่งซอยตำรวจไม่โผล่ไป ถามว่า โรงพักทำอะไรกันอยู่ ถนนสายนี้ถ้าผู้หญิงเดินเจอกระชากกระเป๋าทุกวัน อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ แสดงว่าตำรวจไม่ทำงาน ต้องปราบปรามให้เด็ดขาด

“อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คือ การอำนวยความยุติธรรม บางคนเดินไปโรงพักกลับมาด่าตำรวจที่ ปล่อยให้รอ จะไปแจ้งความก็ต้องฝากคนนั้นคนนี้ ผมบอกไม่ได้ มาใช้บริการเรากลับไปต้องชมเรา ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ประชาชนรักตำรวจทุกวัน โรงพักต้องสัมพันธ์กับชาวบ้าน คนจะรักตำรวจก็อยู่ตรงนี้ ” พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ว่า

ตลอดการทำงานเขายึดอุดมคติของ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ แม้ตัวเองไม่เคยสัมผัส แต่รับรู้มาจากตอนอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ชั้นปี 2  เวลาอาจารย์มาสอนจะบอกเสมอว่า ถ้าเรื่องความขยันต้องยกให้ท่านณรงค์ มหานนท์ พิมพ์สำนวนทั้งวันทั้งคืน ไม่มีไฟก็กางมุ้ง จุดเทียนไข

“มันทำให้ผมประทับใจ อุดมคติของท่านว่า การทำงานหนัก คือ ดอกไม้ประดับชีวิต ผมก็เลยยึดถือมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตรงนี้เองผมยังเอามาถ่ายทอดให้ลูกน้องว่า การเป็นตำรวจต้องทำงานให้หนัก โดยเฉพาะนักสืบ ส่วนใหญ่จะคลี่คลายคดีไปได้ ต้องเกาะติด ถ้าทำอย่างนี้ไมได้ ก็ทำอย่างอื่น คิดไม่ออกก็ทรงเจ้าเข้าผี ผมยังเคยทำ”  

ตรงนี้ถึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพิชิตคดีดังมากมายเป็นที่น่าประทับใจแก่ตัวเอง ตั้งแต่คดีกำนันเป๊าะ-สมชาย คุณปลื้ม  คดีสังหารสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ แกนนำผู้คัดค้านโครงการกำจัดขยะราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปจนถึงคดีฆ่าชาวจีน 13 ศพทิ้งแม่น้ำโขง ตอนดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระดมทีมงานสืบสวนนำไปสู่การมอบตัวของทหารไทยท่ามกลางความตึงเครียดกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และคดีฆ่าพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ตอนไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จนชาวบ้านขึ้นป้ายชื่นชม

พล.ต.ท.พิสิฏฐ์เชื่อว่า ยังมีกลุ่มแก๊งอิทธิพลหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะพวกข่มเหงรังแกชาวบ้าน มือปืนรับจ้าง เป็นขบวนการกลุ่มแก๊ง อย่างนี้ถือว่า สำคัญ เราจะไม่ให้มีการข่มเหงรังแก เที่ยวไล่ยิงคนกันอย่างนี้ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ “ถามว่า คดียิงนายกฯพีระจะเป็นสงขลาโมเดลหรือไม่  ผมไม่เข้าใจความหมายโมเดลเป็นยังไง แต่เมื่อเกิดคดี จะทุ่มเทให้จบเร็วที่สุด บางคนวิจารณ์ว่า เหตุที่จับคนร้ายคดีนี้ได้ เพราะคนตายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงผู้มีฐานะ มีคนรู้จักเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งระดับชาติ ต้องกดดันให้ตำรวจจับให้ได้ ผมยืนยัน ไม่มีใครมากดดันให้เรากลัว หรือมองคนตายเป็นคนสำคัญ เราถึงจะทำ แต่เป็นหน้าที่ของเรา ผมทำด้วยจิตวิญญาณ ไม่ใช่ว่าเป็นคนรวย เป็นคนมีชื่อเสียง หรือถูกบีบให้ทำ คนที่ยากจนถูกรังแก ถูกเขาฆ่า ผมก็จะทำเหมือนกัน และทำมาเยอะแยะ”

“ อย่างที่กาญจนบุรี คดีกำนันมวน ยิงคนเยอะแยะ มีคนธรรมดาถูกยิงตาย ผมเป็นรองผู้การกองปราบเข้าไปหาเมียเหยื่อ เมียร้องไห้ บอกนายกลับไปเถอะ ฉันไม่เอาเรื่อง เพราะพอนายกลับไป ฉันตาย กลัวกำนันเอาคนมาฆ่า ผมทุ่มเทจนจับกำนันมวนได้  ส่วนมือปืนถูกประหารชีวิต นี่คือ การทำด้วยจิตวิญญาณของการเป็นตำรวจ อย่าเข้าใจผิดว่า ต้องเป็นคนดัง คนใหญ่ ตำรวจถึงจะทำ” นายพลตำรวจวัยเกษียณว่าถึงอุดมการณ์ตัวเองระหว่างรับราชการ

ขยับจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขึ้นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ เจ้าตัวบอกเสมอว่า อยากเป็นตำรวจให้ดีที่สุดเป็นที่พึ่งของผู้ใต้บังคับบัญชา คอยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ถ้าเราไม่เป็นปากเป็นเสียง หรือเป็นที่พึ่งให้กับใครแล้วจะไปหาที่ไหน ถึงพยายามจะทำให้ดีที่สุด ตำรวจโดนก่นด่าเยอะ คนไม่รู้จักตำรวจก็ด่าไว้ก่อน เวลาได้เข้าไปอบรม หรือสัมมนาในหลายส่วนล้วนแต่มีอคติต่อตำรวจทั้งนั้น แต่เราจะชี้แจงทุกครั้งที่มีการด่าตำรวจ สุดท้ายเขาก็เข้าใจกลับมารักตำรวจ

“เคยมีอยู่หลักสูตร นักวิชาการคนหนึ่งมาว่า ตำรวจกับทหาร ประชาชนเขาเกลียด เขาระอาเต็มที ไม่มีใครชอบ ผมก็ยกมือขึ้นบอกว่า ที่อาจารย์พูด ผมขอเถียง อธิบายว่า อาจารย์พูดมีแต่คนเขาเกลียดตำรวจ เขาด่าตำรวจ ผมเพิ่งไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเรื่องฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ในคำนิยม มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยถูกคนร้ายคลั่งยาบ้าจี้เป็นตัวประกัน เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้หน่วยอรินทราชใช้กระสุนยาง ยิงช่วยชีวิตรอดมาได้”

อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอธิบายความจากคำนิยมในหนังสือว่า  เวลาที่ดิฉันถูกจี้ ดิฉันไม่ได้นึกถึงใครเลย ไม่ได้นึกถึงนักสิทธิมนุษยชน ไม่ได้นึกถึงทหาร ไม่ได้นึกถึงคณะปฏิวัติ ไม่ได้นึกถึงศาล อัยการ  ไม่ได้นึกถึงเอ็นจีโอ ไม่ได้นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงแต่ตำรวจอย่างเดียว หากว่า มีอะไรให้ดิฉันรับใช้ ดิฉันพร้อมจะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กแก่องค์กรตำรวจ

“ที่อาจารย์บอกไม่มีคนรักตำรวจ มีแต่คนเกลียด ผมขอเถียงว่า อย่างน้อยมีเด็กผู้หญิงคนนี้คนหนึ่ง ทำเอาที่ประชุมตบมือเฮ นักวิชาการคนนั้นรีบเปลี่ยนทัศนคติบอกถูกของคุณ และยังมาบอกว่า ความจริงสงสัยเหมือนกัน ถ้ามีแต่คนเกลียดตำรวจ แล้วองค์กรมันจะอยู่มาถึงบัดนี้ได้อย่างไร”  เขาแจงในวงเสวนา “ผมไม่ชอบใจที่มีคนด่าตำรวจ ตำรวจตายทุกวัน ครอบครัวกำพร้า พวกเขาทำอะไรอีกเยอะแยะในหน้าที่ แต่ไม่มีใครเห็น ชอบแต่จะด่า ผมไม่ชอบ ทุกสังคมมีทั้งดีและเลวจะมาว่าทั้งสถาบันไม่ได้”  

หลังจากเกษียณแล้ว พล.ต.ท.พิสิฏฐ์อยากจะฝากประสบการณ์ที่ผ่านมาให้แก่ตำรวจรุ่นใหม่ คืออย่าซื้อขายตำแหน่งกัน เพราะการซื้อขายตำแหน่งจะทำให้องค์กรตำรวจเสื่อม เราเห็นจากสิ่งที่ลูกน้องเราเผชิญมา เป็นความจริง อย่าบอกว่า ไม่มี มันไม่ใช่ จริงอยู่อาจจะไม่มีใบเสร็จรับ แต่มันเป็นความเสื่อมขององค์กร  ส่วนนักสืบควรจะต้องพัฒนา สมัยนี้เทคโนโลยีดีไม่เหมือนกับสมัยก่อน ต้องร่ำเรียนทางด้านเทคโนโลยีให้มาก

“ประเภทจะไปทุบตี ไปใช้สาย ไม่ค่อยจะมีแล้ว เดี๋ยวนี้แกะจากกล้องวงจรปิด ทว่า สิ่งที่เหมือนเดิมที่จะต้องทำ คือ คุณธรรม อะไรที่ไม่ดี อย่าไปทำ อย่าไปข่มเหง รังแกใคร ตั้งอกตั้งใจทำงานสืบสวนให้จริงจัง การยึดคุณธรรมอาจจะไม่มีเรื่อง มันจะเป็นเกราะให้เรา ไม่ให้หนักหนาสาหัส เอาคุณธรรมเดินหน้าอย่างเดียว ถ้าจับไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ต้องมีลูกล่อ ลูกชน มีเทคนิคบ้าง ออกนอกข้อกฎหมายบ้าง แต่ต้องยึดคุณธรรม อย่าไปกลั่นแกล้ง” เจ้าตัวทิ้งท้าย

พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ !!!