มีโอกาสอ่านบทความของ นายวันชัย รุจนวงศ์ อดีตอธิบดีอัยการฝ่ายการต่างประเทศ   อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อดีตอธิบดีกรมคุมประพฤติ

ว่าถึงปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดไว้น่าสนใจ

เจ้าตัวยกตัวอย่าง  เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศนโยบายทางอาญาและกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ในขณะที่ทั่วโลกมีปัญหาคนล้นคุก แต่ที่เรือนจำแดนกังหันลม กำลังทยอยปิดตัวลง เนื่องจากอาชญากรรมที่ลดลง และปริมาณผู้ต้องขัง ที่น้อยลงเรื่อยๆ

น่าสนใจว่า ทำไมเนเธอร์แลนด์มีนักโทษน้อยลงจนทยอยปิดเรือนจำได้

เพราะเนเธอร์แลนด์ ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมแบบยุโรป

ต่างจากนโยบายทางอาญาของสหรัฐอเมริกา และของประเทศไทย (ที่เดินตามก้นอเมริกาอย่างใกล้ชิด)  แต่เนเธอร์แลนด์ทำตรงกันข้าม เกือบทุกอย่าง

“ เนเธอร์แลนด์มองปัญหา ยาเสพติดเป็นปัญหาสังคม คนติดยาเป็นพวกมีปัญหาทางสังคม หรือถูกชักชวนให้ลองยา แล้วจิตอ่อน ติดยา จนเลิกไม่ได้ พวกนี้ต้องใช้ยา และจำนวนมากที่ติดยา  ยังทำงานทำการได้ โดยเฉพาะพวกติดยาบ้า กัญชา ถ้าติดแล้ว ไม่มียาเสพ พวกนี้ต้องไปขายยา เพื่อหาเงินมาซื้อยา ก็ต้องไปหาคนใหม่ ที่ไม่เคยเสพ ทำให้เขาติดยา จึงจะได้ลูกค้า วงจรติดยาเสพติดก็กระจายระบาดออกไป คนติดยาเพิ่มขึ้น และจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

ถ้าไม่ขายยา ต้องลักขโมย วิ่งราว ปล้น จี้ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อยาไว้เสพ

อาชญากรรมเพิ่มขึ้น อาชญากรก็เพิ่มขึ้นตามในสังคม จับเท่าไหร่ก็ไม่หมด สังคมไม่มีความปลอดภัย ประชาชน ต้องเสียเงินติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย หรือย้ายไปอยู่หมู่บ้าน หรือคอนโดที่มีการว่าจ้าง หน่วยรักษาความปลอดภัย ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายดูแลความปลอดภัยตามมา

ท่านทราบไหมว่า รูปแบบอาชญากรรมที่กระจายวงกว้างออกไปของยาเสพติดเกิดในสหรัฐอเมริกา และไทย สหรัฐอเมริกาถึงมีนักโทษในเรือนจำมากที่สุดในโลกจำนวนสามล้านกว่าคน(ประมาณ 1% ของประชาชน)  ส่วนไทยมีนักโทษในเรือนจำสามแสนห้าหมื่นคน มากที่สุดในอาเซียน และสูงเป็นอันดับหกของโลก”

ที่มีนักโทษยาเสพติดสูงมาก เพราะไทย และสหรัฐอเมริกา เน้น จับผู้ค้า ผู้เสพรายย่อย เพื่อเอามาติดคุกยาว

พอติดคุกก็ตกงาน และออกจากคุกหางานใหม่ไม่ได้ เพราะกลายเป็น “คนขี้คุก”

นายวันชัยบอกว่า พวกนี้ส่วนมาก ต้องกลับไปขายยา หรือไปจี้ปล้น ลักขโมย ก่ออาชญากรรมอื่น ผิดกับเนเธอร์แลนด์ และประเทศในอียูเน้นจับพวกผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ เน้นปราบการฟอกเงิน เช่นที่มาจับเครือข่ายขายยาเสพติดรายใหญ่ในประเทศไทย

ใช้นโยบาย ไม่จับผู้เสพ ผู้ขายรายย่อย

เน้นการบำบัดพวกที่ติดยา ให้มาลงทะเบียน “รับยาฟรี” ตามคลินิกแจกยาของรัฐ

“แจกทั้งเฮโรอีน และ ยาบ้า โดยมาคุยบำบัดกับบุคลากรทางการแพทย์ แล้วต้องใช้ยาที่แจกให้เดี๋ยวนั้น ไม่ให้เอาออกนอกคลินิก”

เหตุผล คือ เนเธอร์แลนด์มองว่าพวกติดยา เป็นปัญหาสังคม “ไม่ใช่อาชญากร” ที่ควรเอาไปติดคุก

การแจกยา ควบคู่กับ การบำบัดทางใจ ทำให้พวกนี้ไม่ต้องไปขายยา “ตัดวงจรระบาด”ของยาเสพติด และป้องกันไม่ให้ “คนหน้าใหม่” ถูกชักชวนให้มาติดยา

เป็นการ “ตัดวงจรอาชญากรรม” พวกติดยาไม่ต้องไปจี้ปล้น ลักขโมยเพื่อหาเงินมาซื้อยา

สองอย่างนี้ ทำให้ยาเสพติดไม่แพร่กระจาย และ ลดอาชญากรรม สังคมปลอดภัยจากพวกติดยา ผู้เสพติดไม่ต้องไปซื้อ คนขายก็ขายยากขึ้นมาก

แนวทางแก้ปัญหา ยาเสพติดแบบนี้ ยุโรปใช้กันทั่วไป สวิตเซอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศก็มีคลินิกแจกยาเสพติดฟรีแบบนี้

คนที่ติดคุก คดียา มีแต่ผู้ทำผิดรายใหญ่ ตัวจริงทั้งนั้น ไม่มีรายย่อยเต็มคุกแบบไทยกับสหรัฐอเมริกา

สำหรับการกระทำผิดอย่างอื่น ในกระบวนการยุติธรรมของยุโรปจะมีแนวทางเลือก แทนการดำเนินคดีมากมาย  แม้แต่คดีที่ขึ้นสู่ศาลก็มีมาตรการแทนการลงโทษจำคุกที่หลากหลาย เช่น การให้ไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัด

การบำบัดเป็นกลุ่ม ให้ทำงานบริการสังคม หลายร้อยชั่วโมง (การทำงานบริการสังคมเป็นโทษอย่างหนึ่ง) การกักขัง ที่บ้าน ด้วยกำไลข้อเท้า การกักขังในวันหยุด แทนการจำคุก และมาตรการอีกมากมาย เนเธอร์แลนด์ถึงใช้การจำคุกน้อยมาก

“การไม่เอาคนไปเข้าคุก ทำให้คนไม่ตกงาน ไม่มีตราคนขี้คุกแปะที่หน้าผาก ไม่มีประวัติเคยติดคุก แต่ทำให้เข็ดหลาบไม่กล้าทำผิดอีก” นายวันชัยว่า

ต่างจากของไทยกับสหรัฐอเมริกา เน้นการใช้โทษจำคุกมากเกินไป นึกอะไรไม่ออกก็จำคุกไว้ก่อน

ไม่รู้จะแก้กฎหมายอย่างไร ก็เน้นการแก้ด้วยการเพิ่มโทษจำคุก แล้วก็ไม่ได้ผล

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ของไทยมักไปดูงานแต่ที่สหรัฐอเมริกา ไม่ไปดูงานการแก้ปัญหาแบบยุโรปมาใช้บ้าง

อาจเพราะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สนุกสนาน เมามันกับอำนาจในการจับกุม มากกว่าการที่จะคิดแก้ปัญหาให้สังคมประเทศชาติจริง ๆ

ยิ่งยาเสพติดระบาดมาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด กับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยิ่งโตตามปัญหา ได้คนเพิ่ม งบประมาณเพิ่ม

จนไม่อยากแก้ปัญหาแบบยุโรป

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ “กระบวนการยุติธรรม” โดยเฉพาะด้านยาเสพติด เดินมาผิดทาง แล้วยังดันทุรังทำต่อแบบ หลับหู หลับตา “เอาหัวชนฝา” ยึดประโยชน์ของหน่วยงาน และประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

“คนไทยถูกการรณรงค์ให้เกลียดยาเสพติดมามากว่าห้าสิบปี ถูกล้างสมองไปหมด จนไม่มีใครกล้าพูดถึงการแก้ปัญหายาเสพติดแบบยุโรป  ใครพูดจะโดนโจมตีทันที”

บทความนี้คงโดนละครับ ทำใจไว้แล้ว