เปิดฉากศักราชใหม่ 2559 นิตยสาร COP’S ขอนำเสนอเรื่องราวของ 5 นายตำรวจหนุ่มที่กำลังก้าวสู่ความฝันเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ลูกชายนายพลคนดังแห่งทุ่งปทุมวัน

พวกเขาเลือกเส้นทางผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อนาคตอาจผงาดโด่งดังไม่แพ้ผู้พ่อ แต่สิ่งเดียวที่เหล่า “เลือดใหม่”สีกากีกลุ่มนี้คิดตรงกัน

นั่นคือ ยืนต้นความฝันด้วยขาของตัวเอง ไม่ใช่เบ่งบาน เพราะบารมีผู้ให้กำเนิดเกื้อกูลหนุนอยู่เบื้องหลัง

ล้วนเป็นพลังแห่งความ “ภาคภูมิใจ” ของผู้เป็นพ่ออย่างแท้จริง

 

………………………………

“ชีวิตผมซึมซับความเป็นตำรวจมาจากพ่อ”

แชมป์-ร.ต.อ.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ รองสารวัตรกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม

ลูกชายคนโต พล.ต.อ.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ที่ปรึกษา สบ 10 เริ่มต้นเรียนอนุบาลโรงเรียนเบญจมาศ ไปต่อประถมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขึ้นมัธยมโรงเรียนหอวัง ก่อนศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ต่อปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

“ตอนเด็กผมอยากเป็นตำรวจตามพ่อ” นายตำรวจหนุ่มว่าถึงแรงบันดาลใจ เขาบอกว่า เสียดายสอบโรงเรียนนายร้อยไม่ติด เพราะสมัยนั้นค่อนข้างเกเร พ่อเลยแนะให้เรียนคณะนิติศาสตร์เผื่อจะมีทางมาเป็นตำรวจ แต่จะให้ไปสอบเนติบัณฑิตยสภาก็ไม่ใช่แนวเรา

ใช้เวลาเรียนปริญญาโทแค่ปีครึ่งจบออกมาตกงานอยู่พักเดียว ได้รับโอกาสเข้าอบรมนายร้อยหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนเข้ามาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่น 34 สวมเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามฝัน

ประเดิมตำแหน่งรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนนครบาลนาน 4 ปี ถึงโยกมาอยู่กองบังคับการปราบปราม “ชีวิตผมซึมซับความเป็นตำรวจมาจากพ่อ ได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานนำมาปรับใช้ในชีวิตราชการได้เลย และไม่รู้สึกกดดันอะไร เพราะพ่อบอกไว้แล้วว่า ไม่ต้องหวังอะไรมากเวลาทำงาน”

“มันไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องมากดดันว่า เป็นลูกแล้วต้องเก่งกว่าพ่อ แต่พ่อกำชับเสมอว่า ให้ทำสิ่งที่ดี ทำให้ถูกต้อง ทำตามหน้าที่ ส่วนจะบู๊หรือไม่ คงไม่ทำเหมือนพ่อ เพราะผมคงทำเหมือนพ่อไม่ได้”ลูกชายนายพลมือปราบว่า

ร.ต.อ.พร้อมพลยอมรับว่า ได้สัมผัสชีวิตการทำงานของพ่อด้านการใช้ชีวิตมากกว่า แต่ด้านการทำงาน จะไม่ค่อยได้ไปสอบถามอะไรมากมาย พ่อมักจะสอนเรื่องการปกครองคนว่า ทำอย่างไรให้ลูกน้องรัก สอนเรื่องการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ทำอย่างไรให้ลูกน้องไม่เกลียดเรา เป็นสิ่งที่เราได้นำมาใช้ทุกวัน รู้สึกภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกของพ่อ

ส่วนในอนาคต เจ้าตัวหวังจะเติบโตไปในสายกองปราบ หากมีโอกาสอยากอยู่กองปราบปรามไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับบุญวาสนา สิ่งสำคัญที่ทำให้เขามีแรงบันดาลใจนอกจากมีพ่อเป็นต้นแบบแล้ว ยังได้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม สั่งสอนทั้งการปกครอง ทั้งการทำงานจนกลายเป็นตำรวจในอุดมคติอีกคน

“ผู้บังคับบัญชาในหน่วยอีกหลายคนก็เป็นไอดอลให้ผมเหมือนกันนะ” ผู้กองอนาคตไกลยิ้ม มีส่วนทำให้เขาได้วิชาสืบสวนร่วมลงคลี่คลายพิชิตคดีสำคัญในพื้นที่รับผิดชอบมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ ตามจับคนร้ายแทงเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยม 6 ในจังหวัดระนอง จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับพยายามฆ่าท้องที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“คติการทำงานของผม คือ มีสติ และรู้หน้าที่ของตนเอง แค่นั้นพอแล้ว” ทายาทตระกูลนิตย์วิบูลย์ว่า

 

…………………..

“สิ่งที่พ่อสอน ทำให้เราแข็งแกร่ง”

พัช-ร.ต.อ.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา ช่วยราชการงานสืบสวนคดีสำคัญ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการนราธิวาส

ทายาทของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจบมัธยมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น  48 เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น 64 มีความฝันหลากหลายวัยเยาว์อยากเป็นหมอรักษาเด็ก และวิศวกร มีตำรวจเป็นเป้าหมายสุดท้าย

จับพลัดจับผลูถูกปู่ขอ ส่วนผู้พ่อสนับสนุนกล่อมจนเคลิ้ม รู้ตัวอีกทีมาใช้ชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว เรียนจบขอเลือกบรรจุลงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส  “บ้านผมไม่ได้เลี้ยงให้ใครอ่อนแอ” เขาบอกเหตุผล “พ่อผมมาส่งก็พูดว่า ข้าส่งเอ็งไปอยู่ ให้ไปอยู่ที่ลบสิบ ลูกชาวบ้านชาวช่อง เขาไปเริ่มกันที่ไหน เริ่มจากศูนย์ จะลบสิบ หรือบวกสิบ แล้วแต่ตัวเอง เอ็งเป็นลูกพ่อ ไม่บวกสิบ ก็ลบสิบแล้ว แต่จะไปเริ่มที่ไหน อยู่ที่ตัวเรา”

อยู่พื้นที่สีแดงชายแดนด้ามขวาน นายตำรวจหนุ่มลูกชายรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า  ไม่ได้น้อยใจอะไร ที่บ้านสอนให้เป็นแบบนี้ แล้วแต่ชะตากรรม รอดก็รอด พ่อบอกเลยว่า คนแถวนั้นไม่ชอบขี้หน้าพ่อ มีแรงกดดันสูงจะได้รู้รสชาติว่า เป็นอย่างไร จะอยู่แบบไหนในเมื่อคนรอบโรงพักอยากตัดคอเรามากกว่าคุยกับเรา

 “ผมไม่ได้ไปอยู่พื้นที่เป็นกระต่ายให้เขาล่า แต่เป็นเหยี่ยวไปโฉบงู ช่วยงานสืบสำคัญก็ชอบ พ่อไม่ได้ห่วง เพราะพูดตั้งแต่ตอนส่งไปอยู่แล้วว่า ให้เอาความภาคภูมิใจกลับมาสู่บ้านเรานะ หรือไม่ก็คลุมธงชาติกลับมาเลยลูก ผมก็ไม่คิดจะย้าย อยากเป็นนักรบเต็มตัว สิ่งที่พ่อสอน ทำให้เราแข็งแกร่ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็เหมือนเบ้าหลอมแรก กลั่นเราจากแร่เหล็กธรรมดาให้เป็นเหล็กกล้า แต่ 3 จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานสืบสำคัญ มันกลั่นจากเหล็กกล้าให้เป็นนวโลหะได้”

ร.ต.อ.ธียาฌพัตท์บอกว่า มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตติดดิน ไม่ได้กดดัน แต่ด้วยความที่พ่อมีศัตรูเยอะ เราก็ต้องทำตัวดี ทำงานให้เขาเห็น เราเกิดจากคนทำงาน ไม่ได้เกิดจากเกาะนาย หรือสายขาว ชีวิตเราเป็นแบบนี้ แสดงให้เขาเห็น ให้เขายอมรับ “มันยากมากนะที่จะทำจากจุดติดลบสิบกลับมาอยู่ที่ศูนย์ได้แล้วก็กลับเป็นบวก 1 บวก 2 ได้ ผมมองว่า การใช้ชีวิตที่นั่น ทีมผมเหมือนครอบครัว คงทิ้งกันไม่ได้ ผมผ่านมาแล้ว ปะทะกันมาเห็นเพื่อนร่วมงาน ค่อยๆ ทยอยเป็นวีรบุรุษไปหลายคน”

“บางทีชีวิตผมก็ราคาถูกกว่าลูกน้องผม ลูกน้องผม มีลูก มีภรรยา เงินเดือนก็ไม่ได้สูง ค่าเสี่ยงภัยต่ำกว่าวันละ 100 หรือแค่ 3,500 ต่อเดือน ส่วนผมมีพ่อที่ดูแลแม่ได้ตลอดชีวิต และอยู่ตัวแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเลือดใครที่จะต้องหลั่ง ก็ขอให้เป็นเลือดผมดีกว่า สำหรับคนในทีมผมนะ”

นักรบชายแดนใต้มีความมุ่งมั่นจะทำงานอยู่ปลายด้ามขวานต่อหากโชคชะตาไม่เล่นตลก เจ้าตัวว่า การทำงานอย่างนี้ต้องทำใจ ครูโรงเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งที่เสียไปแล้วบอกไว้ว่า คิดจะใส่ชุดนี้มันก็มีศัตรูอยู่แล้ว ขึ้นชื่อว่าตำรวจก็ต้องมีโจรเป็นศัตรู ทว่าโจรที่น่ากลัว ไม่ได้โจรที่มีรอยสัก แต่เป็นโจรใส่สูท น่ากลัวกว่าเยอะ

 

…………………

 

“ผมมีความภาคภูมิใจในความเป็นลูกพ่อ”

ฮัท-ร.ต.ต.ชานันท์ ชัยจินดา รองสารวัตร กองกำกับการ3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ลูกชายคนเดียวของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีน้องสาวอีกคน เริ่มเรียนประถมโรงเรียนวชิราวุธ พอขึ้นมัธยมเข้าโครงการแลกเปลี่ยนไปเรียนต่อประเทศนิวซีแลนด์ บินกลับมาอีกทีสอบเข้าคณะเทคโนโลยีการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาต สิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบแล้วไปต่อปริญญาโทบริหารต่างประเทศ มหาวิทยาลัยบอร์นมัธ ประเทศอังกฤษ

“ตอนเด็กๆ ผมก็อยากเป็นตำรวจนะ”หมวดหนุ่มทายาทผู้นำสีกากีระบายความในใจ แต่ทำไปทำมาความคิดเปลี่ยนกลายเป็นนักเรียนนอกเรียนด้านบริหาร ใช้ชีวิตอิสระล้มเลิกความคิดจะเดินตามรอยเท้าผู้พ่อ พอสำเร็จปริญญาโทกลับมามีช่วงว่างระหว่างหางานทำ พ่อเขาถามว่า อยากเป็นตำรวจไหม เขาไม่ลังเลตอบตกลงทันที

“ด้วยความที่ผมก็อยากเป็นอยู่แล้ว ถ้าถามว่าจริงๆ หากเป็นไปได้ ผมก็อยากจะเข้านายร้อยตำรวจมากกว่า แต่เมื่อมันไม่ได้ไปทางนั้น ก็ไม่เป็นไร มาทางนี้ก็ได้ ก็เข้ามา เรายังมีแรง อยากเรียนรู้ประสบการณ์”

ร.ต.ต.ชานันท์ เข้าอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนเข้ามาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่น 37 เสร็จแล้วไปอบรมด้านเก็บกู้วัตถุระเบิดรุ่น 12 ก่อนบรรจุลงกองกำกับการ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สวมบทนักรบพลร่มนเรศวร

เขายอมรับว่า แบกความกดดันอยู่บ้าง เมื่อพ่อเป็นผู้นำตำรวจ เพราะเป็นลูกพ่อ ที่ผ่านมาพ่อไม่ได้สอนอะไรมาก จะเปิดให้เราเรียนรู้เอง ประกอบกับเราเป็นคนสบาย ๆ ใช้ชีวิตอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็ก  และไปอยู่เมืองนอกคนเดียว ถ้าขาดเหลืออะไรค่อยบอกพ่อ “ผมอยู่ที่ค่าย ไม่มีแบ่งแยก ไม่ใช่ว่า ผมเป็นลูกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผมอยู่กินกับลูกน้องเหมือนทุกคน กินเนื้อดิบ จับปลา ใช้ชีวิตติดดิน ยอมรับว่า ผมไม่อยากหวือหวา เดี๋ยวคนอื่นจะหมั่นไส้ ชอบทำตัวสบาย ๆ ”

หมวดหนุ่มนักรบพลร่มวางแผนในอนาคตว่า อยากฝึกร่มกลุ่ม แล้วอบรบหลักสูตรต่อต้านก่อการร้าย ฝึกโดดสกาย หรือจู่โจม เพราะแรงยังมีอยู่  ถามว่า อยากเป็นนักสืบเหมือนพ่อหรือไม่ คงต้องค่อย ๆ เรียนรู้ไป ตอนนี้หาประสบการณ์ให้มากที่สุดก่อน

“กระนั้นก็ตาม ผมมีความภาคภูมิใจในความเป็นลูกพ่อที่ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น เพราะพ่อมียศตำแหน่งสูง ผมก็ต้องแบกภาระมากขึ้น แม้ไม่ค่อยสัมผัสชีวิตพ่อเท่าไหร่ เพราะไปอยู่เมืองนอกหลายปี”

“ทุกวันนี้ ผมก็เป็นตำรวจธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร เหมือนกับทุกคน พ่อไม่ได้ช่วยผลักดันอะไร ผมอยู่แบบนี้ ผมสบายใจกว่า” นายตำรวจหนุ่มน้อยชัยจินดาทิ้งท้าย

 

 

………

 

“ผมเห็นชีวิตพ่อ ตั้งแต่พ่อยังล้มลุกคลุกคลาน”

แม็กซ์-ร.ต.ต.นิลวัฒน์ กลิ่นเกษร ผู้ช่วยนายเวรผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ลูกคนที่ 3 ของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตอนเด็กเปลี่ยนโรงเรียนบ่อย เพราะต้องย้ายตามผู้บังเกิดเกล้าไปในถิ่นภูธร อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี กระทั่งจบชั้นประถมโรงเรียนเซนต์โยเซฟเพชรบุรี จบมัธยมโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ไปต่อคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครั้งแรก เจ้าตัวสารภาพว่า หนีพ่อมา เนื่องจากโดนบังคับให้มาเรียนเตรียมทหาร ด้วยความที่ไม่ชอบ ถึงเวลาจริงก็ไม่ยอมสอบ เหตุผลที่ไม่อยากเป็นตำรวจ เพราะเหนื่อย เห็นพ่อแต่เด็ก ย้ายบ่อยจนเราไม่อยากเป็น

“ผมเห็นชีวิตพ่อ ตั้งแต่พ่อยังล้มลุกคลุกคลาน ไม่ได้เห็นตอนพ่อโตแบบนี้ รู้สึกว่า พ่อทำงานเหนื่อยยังโดนย้ายอีก ผมจำความได้ตอนคดีศยามล ย้ายจากประจวบคีรีขันธ์ ไปอยู่ภูเก็ต ครอบครัวก็ต้องกระเตงกันไป มันเหนื่อยนะ เลยหนี ไม่อยากเป็น” ลูกชายนายพลมือปราบยาเสพติดเล่าความหลัง

สำเร็จปริญญาตรีไปเรียนต่อปริญญาโทคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กำลังจะเข้าทำงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือสำนักงานสถิติแห่งชาติ หนีจะสุดอยู่แล้ว แต่ก็โดนลากมาเป็นตำรวจจนได้

เข้าอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนเข้ามาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่น 37 ลงฝ่ายยุทธศาสตร์การศึกษา กองบัญชาการศึกษา ก่อนไปฝึกอบรมหลักสูตรเก็บกู้วัตถุระเบิด ถึงโยกลงตำแหน่งผู้ช่วยนายเวรพ่อตัวเอง ร.ต.ต.นิลวัฒน์ว่า เมื่อมาเป็นแล้วก็ต้องเต็มที่ เดี๋ยวใครเขาจะว่าเอา จะด่าเสียถึงที่บ้าน แต่ยังไม่มีความคิดว่าจะไปอยู่สายไหน เพราะยังใหม่ อยากจะลองงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ หลายๆ หน่วยก่อน

” พ่อไม่ค่อยได้สอนอะไร ส่วนมากให้ไปเจอเอง แล้วค่อยมาบอกทีหลัง เพราะว่าถ้าสอนมันสบายเกินไป แต่ก็ไม่ได้กดดันอะไร ผมยังใช้ชีวิตปกติ พ่อไม่ยุ่ง ให้สิทธิเต็มที่ อยากทำอะไรทำเลย ปกติผมก็ติดดิน ใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ถ้าไม่ได้สั่งก็ไม่ทำ และไม่ได้ถือว่า ตัวเองเป็นลูกใคร เพราะไม่ได้บอกใครอยู่แล้ว บอกแล้วเดี๋ยวมันมีปัญหา เดี๋ยวมาขอให้ช่วย เดี๋ยวมาวิ่ง มีหลายอย่างวุ่นวาย ตัดสินใจไม่บอกดีกว่า สิ้นเรื่องสิ้นราว บางคนก็ไม่รู้ เพราะผมเวลาไปไหนก็ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ บางทีใส่เสื้อคลุมทับ เขาก็เห็นเป็นหมวดใหม่แค่นั้น”

“ภูมิใจที่เป็นลูกพ่อ เพราะผมโต ตั้งแต่พ่อยังไม่โตในหน้าที่ เห็นตั้งแต่พ่อเป็น ร.ต.อ.อยู่ภูธร กระทั่งพีคสุด ไปอยู่ภาค ยันจเรตำรวจ ผมมองว่า การจะมาเป็นตำรวจ ถ้าบ้านมีฐานะอยู่แล้วน่าจะโอเค แต่สำหรับพวกไม่มีมาเป็นมันลำบาก เหมือนพ่อผมตอนแรก คือการนับหนึ่งใหม่ ผมก็จะพยายามเป็นแบบนั้น มานับหนึ่งใหม่จากไม่มีอะไรก็ได้ พยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อก่อนเขาก็ยังอยู่กันได้ ลองดูบ้าง ไม่น่าจะตายนะ” ลูกชายนายพลคนดังบอก

เขายึดหลักการทำงานตามอุดมคติตำรวจ โดยมีความคิดว่า แค่ทำได้ตามที่ท่องไว้ก็ไม่หมดแล้ว บางคนท่องแล้วไม่ทำตามก็มาก บางคนต้นดี แต่ปลายเสีย ถูกกลืนอุดมการณ์ทำงานกันไปหมด ส่วนตัวเองจะพยายามไม่ให้ถูกกลืน ไม่ให้เสียชื่อถึงพ่อที่สะสมชื่อเสียงมานานตลอดชีวิตราชการ

 

…………………………

 

“ยิ่งเป็นลูกผู้ใหญ่ ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กไว้”

เอิร์ธ-นรต.พงศกร ขวัญเมือง นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4

ทายาทคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตที่ปรึกษา สบ 10 มือปราบแห่งตำนานผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หลังจบโรงเรียนทิวไผ่งาม เข้าสู่รั้วมัธยมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 53 เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 69

“เด็ก ๆ ผมอยากเป็นตำรวจ เพราะคิดว่า โตมากับชีวิตตำรวจ ตั้งแต่จำความได้ตามพ่อไปทำงานมาตลอด หลายคดีมีโอกาสสัมผัสการทำงานสืบสวนของพ่อ เช่นสมัยพ่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไปตามคลี่คลายคดีฆ่า 2 แหม่มชาวรัสเซียที่พัทยา จังหวัดชลบุรี พ่อเปิดโรงแรมตรงข้ามที่เกิดเหตุเป็นกองบัญชาการไขคดี ผมเลยได้ไปคลุกคลี ดูพ่อทำงาน ก็เลยซึมซับ” นักเรียนนายร้อยตำรวจเลือดนายพลมือปราบว่าถึงแรงบันดาลใจ

เขายอมรับว่า สอบเข้าเตรียมทหารเรียน 2 ปีแรกเลือกเหล่าตำรวจ พ่อและแม่ไม่อยากให้เป็น เพราะคิดว่า ลำบาก ชีวิตตำรวจไม่มีความแน่นอน บางทีต้องย้ายไปอยู่โน่นนี่ พ่อและแม่อยากให้มีชีวิตสบายๆ ถึงไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไร แต่เราอยากเป็น มีความตั้งใจมาตั้งแต่เด็ก เลยไปสอบ และส่วนหนึ่งซึมซับมาจากพี่ชายคนโตด้วยที่เป็นตำรวจเหมือนกัน

นรต.พงศกรเล่าว่า ตอนพี่คนโตเป็นตำรวจ พ่อแม่สนับสนุน เพราะเป็นลูกชายคนโต อยากให้มีตำรวจในบ้านตามพ่อ แต่พอเห็นพี่ลำบากตอนอยู่เตรียมทหาร อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจเลยไม่อยากให้เราเป็น “แต่ผมเห็นพี่ชายแต่งชุดนักเรียนนายร้อยแล้วรู้สึกมันเท่ ดูดี ยิ่งจุดประกายความมุ่งมั่นเจริญรอยตาม ถามว่า กดดันอะไรหรือไม่ว่า ลูกผู้ใหญ่เวลาไปเรียน ผมไม่คิดแบบนั้น ทำไมคิดว่า ปู่ผมเป็นชาวนา พ่อผมก็เป็นลูกชาวนา”

“พ่อผมก็สอนผม บอกว่า ให้ทำตัวเหมือนคนปกติ อย่าไปถือตัว ยิ่งเป็นลูกผู้ใหญ่ ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กไว้ เขายิ่งเคารพ และศรัทธาเรา มันไม่สำคัญว่า เราเป็นลูกใคร มันไม่จำเป็น แต่เราต้องทำตัวในฐานะเป็นลูกที่ดีของพ่อ เป็นความภูมิใจของพ่อ ไม่ใช่การที่เราเป็นลูกผู้ใหญ่ เพราะเราก็เป็นคนธรรมดาเท่ากันเหมือนคนอื่น”

หนุ่มทายาท พล.ต.อ.อัศวิน บอกว่า พ่อจะสอนเสมอให้รู้จักทำอะไรแล้วต้องทำให้เต็มที่ พ่อไม่เคยบอกว่า ต้องเป็นนั่นเป็นนี่ ให้เราคิดเอง ทำเอง เมื่อคิดได้ทำแล้ว ค่อยมาคุยกับพ่อ สอนตลอดว่า เป็นลูกราชสีห์ก็ต้องโตเป็นราชสีห์อย่าทำตัวเป็นแมว  ทำตัวต้องให้เก่ง ให้ดี เหมือนพ่อ ต้องให้คนชื่นชม ชื่อเสียงของพ่อก็อยู่ที่ลูกด้วย บางคนลูกคนใหญ่คนโต พ่อดีมากๆ แต่ลูกทำตัวแย่ ไปติดยาเสพติด ทำให้ชื่อเสียงของพ่อเสียหายก็เยอะ ดังนั้น โตมาอย่างนี้ เราต้องยอมรับว่า เราแบก ไม่ใช่ชื่อเสียงของเราคนเดียว แต่ต้องแบกรับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลด้วย

“ผมคิดว่า ตรงนี้คงไม่ได้เป็นแรงกดดันผม แต่เป็นแรงผลักดันมากกว่า อยากเก่ง อยากไปถึงจุดนั้นแบบเดียวกับพ่อ หากไม่ประสบความสำเร็จ คิดเสียว่า เราไม่ได้ลงทุนอะไร เราทำขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องกดดันอยู่แล้ว เพราะเรามีโมเดล หรือไอดอล คือพ่อ พ่อได้รับคำชื่นชมยังไง ผมก็อยากทำได้เหมือนพ่อ อนาคตถึงอยากจะเป็นแบบพ่อ ทำงานสายสืบสวน สายปราบปราม ไม่ชอบทำงานหนังสือ อยากลงพื้นที่ไปปฏิบัติมากกว่า” เด็กหนุ่มวาดหวังอนาคต

ทั้งหมดที่ผ่านมา เจ้าตัวว่า กลายเป็นแรงผลักดันให้ประสบความสำเร็จหลายอย่าง ตั้งแต่ เป็นประธานรุ่นเตรียมทหาร ประธานรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นเยาวชนดีเด่น ปี 2554 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ วันยังเวิลด์ ที่ประชุมผู้นำระดับโลก 1,300 กว่าประเทศ “มันเป็นแรงผลักดันตัวเองให้อยากสร้างชื่อเสียง ในเมื่อมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ก็ต้องใช้โอกาสตรงนี้ ทำประโยชน์ให้สังคมด้วย”นักเรียนนายร้อยตำรวจทิ้งท้าย