กลายหนามยอกอกชาวบ้านทุกวันกับปัญหาการอาละวาดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ “จิกกัด” สร้างความรำคาญแก่สุจริตชนหาเช้ากินค่ำ

รู้ทั้งรู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ทันเกมกลยังกล้าหลอกต้ม

สุดท้าย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องโดดลงมาเล่นเอง เรียกประชุมพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พร้อมเชิญ น.ส.อัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ  ธนาคารกรุงไทย และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครือข่าย

ระดม “พลังมันสมอง” เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 10 พฤษภาคม 2565 พบมีผู้เสียหายแจ้งความผ่านระบบ 22,426 คดี ความเสียหายเฉลี่ยกว่า 1,500 ล้านบาทต่อเดือน มีการแจ้งความเฉลี่ยวันละ 300 คดี

ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงด้านการเงิน มีคดีที่มีความเชื่อมโยงกันถึง 5,079 คดี ขออายัดเงินไปแล้ว 6,593 บัญชี จากยอดเงิน 2,069,440,817 บาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 76,363,871 บาท

อย่างไรก็ดีพบว่า คนร้ายเปลี่ยนรูปแบบวิธีการอยู่ตลอดเวลา เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือสะกดรอยจากเจ้าหน้าที่ คนร้ายมักใช้การโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VOIP) ทำให้ยากต่อการสืบสวนติดตาม และมีการจ้างให้บุคคลอื่นเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย หรือที่เราเรียกว่า “บัญชีม้า” จากนั้นจะทำการโอนเงินต่อไปอีกหลายบัญชี

บัญชีสุดท้ายจะมีการโอนเงินซื้อเหรียญ “คริปโตเคอเรนซี่ แบบ peer-to-peer” จากแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลต่างประเทศ ทำให้ยากต่อการอายัดเงิน และระบุตัวผู้กระทำผิด

จากการประชุมหารือได้ข้อสรุปในเบื้องต้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยจะทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา “บัญชีม้า” เช่น การอายัดบัญชี  รวมถึงโมบายแบงก์กิ้งก์ที่ผูกกับ “บัญชีม้า” และจะพัฒนาปรับปรุง วิธีการอายัด “บัญชีม้า” แถว 1 และแถวถัดๆ ไปให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนั้นจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอแก้ไขกฎหมายให้ “บัญชีม้า” อยู่ในมูลฐานความผิดฟอกเงิน เพื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการหอกเงินมีอำนาจในการอายัดเงินในบัญชี

ขณะที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะช่วยในการอายัด “บัญชีม้า” จากที่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งข้อมูลบัญชีทั้งหมด เพื่อใช้อำนาจในการอายัด นอกจากนี้จะรายงานให้สำนักงานตำรวจทราบถึงการทำธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวน

ส่วน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้ค้าขายเหรียญแบบ peer-to-peer และการวางแนวทางในการยึดเหรียญคริปโตเคอเรนซี่จากผู้กระทำความผิด

มี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กำหนดหลักเกณฑ์จำนวนซิมสูงสุดที่สามารถลงทะเบียน เช่น ต่อคนได้ไม่เกิน 5 ซิม แต่อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ควบคู่กับการแจ้งเตือนและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน (Cyber Vaccine) ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร แอปเป๋าตังค์ และข้อความสั้นจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่น “ระวังถูกหลอก…ห้ามโอนเงินให้ทุกกรณี หากท่านยังไม่สามารถติดต่อกับผู้รับโอนเงินได้ด้วยการขอเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรไปคุยด้วย”

“เมื่อได้รับสายจากโทรศัพท์อัตโนมัติ..ให้ตัดสายทิ้งทันที”

หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่า  คนร้ายมีพันธมิตรในการโยกเงินออกต่างประเทศ แต่ตำรวจต้องสืบสวนอย่างโดดเดี่ยว คนร้ายใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ตำรวจต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมาย ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก วันนี้เราได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จะกำหนดมาตรการที่เข้มงวดและรัดกุมมากขึ้น

“ผมเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องรวบรวมใช้อำนาจหน้าที่ที่แต่ละหน่วยงานมี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน เพราะถ้าเราไม่ทำวันนี้ มันก็จะขยายตัวมากขึ้น และเทคโนโลยีก็จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และเราก็จะตามไม่ทัน” พล.ต.อ.สุวัฒน์ว่า

พร้อมขอประชาสัมพันธ์ประชาชนว่า อย่าตกเป็นเหยื่อหลงโอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครง่ายๆ ต้องตรวจสอบให้ดีก่อน หากมีข้อมูลสงสัยสอบถามได้ที่ สายด่วนกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หมายเลข 1441 หรือ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 081-8663000 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.com

  ลองกันดูอีกสักตั้งจะกำจัดขยะสังคมบนโลกไซเบอร์เหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน