พลิกโผเปลี่ยนบัญชีแทบนาทีสุดท้าย

พลิกชีวิตให้ พล...สมประสงค์ เย็นท้วม ขยับก้าวขึ้นมานั่งคุมทัพ อีสานใต้ ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

รับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดบนดินแดนที่ราบสูง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกศ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร

ยึดหลักพันธกิจ ตำรวจมืออาชีพ ร่วมใจสามัคคี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และความผาสุกของประชาชน

นำเอาประสบการณ์ที่ผ่านงานบู๊และบุ๋นมาครบเครื่องขับเคลื่อนหน่วยเดินหน้าให้สมกับผู้บังคับบัญชาไว้วางใจ

 

วาดฝันเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย สุดท้ายทำตามแรงบันดาลใจของแม่

ย้อนประวัตินายพลหนุ่มเป็นชาวกรุงเทพมหานครแต่กำเนิด เกิดฝั่งธนบุรี ในครอบครัวทำเกษตรกรรม บริเวณรอยต่อหนองแขมกับเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร  เรียนจบมัธยมวัดหนองแขม แบกเอาความฝันวันเด็กอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ ชอบมากสุดกับการเล่นตะกร้อ ไม่เคยมองอนาคตต้องทำอาชีพอะไร เดินทางไปทางไหน

เจ้าตัวยอมรับว่า แรงผลักดันที่มาเป็นตำรวจอาจเพราะแม่มีความรู้สึกไม่ดีกับตำรวจที่มาค้นบ้าน ใส่เครื่องแบบสวมรองเท้าบูทขึ้นมาบนบ้าน  ตลบมุ้งเอาเท้าเขี่ยผ้าห่ม ทำเป็นเรื่องใหญ่โต จนแม่แค้นมากบอกจะให้ลูกชายเป็นตำรวจ ฝังใจตั้งแต่ตอนนั้น ตั้งแต่เรายังไม่เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ พอโตขึ้นก็ยังไม่อยากเป็น พ่อแม่บังคับให้ไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครั้งแรกไม่ติด เพราะเอาเล่นแต่กีฬา ทำแม่เสียใจ

หันไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีถัดมาตัดสินใจทำเพื่อแม่ สงสารแม่ เนื่องจากต้องการอยากให้ลูกชายเป็นตำรวจมาก มุ่งมั่นอ่านหนังสือสอบอีกครั้งจนสำเร็จติดเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 42  “อาจเป็นจังหวะชีวิตมากกว่า อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ก็เลยสอบติด ไม่ทำให้แม่ผิดหวัง” พล.ต.ท.สมประสงค์รำพึงรำพันถึงภาพความหลัง

 

ประเดิมบทอยู่โรงพักกบินทร์บุรี  ได้นายตำรวจรุ่นพี่สอนบทบู๊สารพัด

ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วสามพราน 4 ปีจบลงไปบรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เจ้าตัวเล่าว่า สมัยนั้นงานสอบสวนทำหน้าที่ควบคู่กับงานสืบสวน  เพราะฉะนั้นเวลามีคดีที่เกิดขึ้น ตัวเองต้องไปไล่จับคนร้ายด้วย ต่างจากปัจจุบันสอบอย่างเดียว การติดตามคนร้ายต้องไปบอกฝ่ายสืบ เมื่อก่อนไม่ใช่ ชาวบ้านเดินมาหาเรา ต้องทำเบ็ดเสร็จ ทูอินวัน ดังนั้นจับคนร้ายได้ หรือไม่ได้ ถามเรา เราตอบได้หมด

“ผมว่าอย่างนั้นมันก็ดี แต่ต้องขยัน ไม่ได้กลับบ้านกลับช่องเลย พอเวลาเข้าเวรแล้ว เพราะคดีเยอะมาก   เข้าแต่ผม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น มีหมด  ไปเจอคดีแรกฉ้อโกง พอคดีที่สองไปเจอคดีฆ่า กบินทร์บุรีสมัยนั้นทุรกันดารมาก  ไปดูที่เกิดเหตุแต่ละครั้งทุลักทุเล รถก็อยู่ในสภาพบุโรทัง ต้องขับมือเดียว อีกมือต้องพยุงประตูไว้กลัวจะหลุด”

พื้นที่รับผิดชอบเป็น 100 กิโลเมตร ดูที่เกิดเหตุทีไร อดีตรองสารวัตรสอบสวนอำเภอกบินทร์บุรีว่า ต้องเดินทางไกลไปกันเป็นวัน เช่นไป 9 โมงเช้ากว่าจะกลับบางทีก็ค่ำ โชคดีได้รุ่นพี่สอนวิชาบู๊ สะสมประสบการณ์ แต่เหมือนเป็นลูกศิษย์เรียนแล้วนำหน้าครูบาอาจารย์

 

คลายปมอุ้มฆ่าเผาแท็กซี่ ไม่ชอบให้ใครมาลองดีกับตำรวจ

พล.ต.ท.สมประสงค์เล่าว่า วันหนึ่งเข้าเวรเจอรถถูกเผาทิ้งไหม้เกรียม แต่เห็นป้ายทะเบียนอยู่ เป็นแม็กซี่ป้ายเขียว ส่วนใหญ่เป็นรถดี ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจนาน 3 เดือนกว่าจะรู้ใครเป็นเจ้าของ ปรากฏว่า ผ่านไปสักสัปดาห์ มีคนพบศพอีกตำบลห่างกันเกือบ 100 กิโลเมตร  ตอนหลังถึงรู้เป็นคนขับรถแท็กซี่ ตามจับได้แบบฟลุ๊ก เหมือนดวงเฮงด้วย ส่วนคนร้ายเหมือนดวงซวย ปิดคดีคนร้ายหลอกแท็กซี่จากกรุงเทพฯมาปล้นแล้วฆ่าทิ้ง เผารถอำพรางคดี

อยู่กบินทร์บุรีนาน 6 ปี ผ่านการสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญมากมาย โดยเฉพาะคดียิงตำรวจทางหลวงตายคาป้อม ถูกผู้ใหญ่ถามทำไมจับไม่ได้ ทำไมไม่จับ พล.ต.ท.สมประสงค์บอกว่า มาลงกับเราหมด แต่ทำให้เราเก่ง ตามล่ากันอุตลุด ทำอะไรมาพอสมควรจนรุ่นพี่ไว้ใจ ปลูกฝังจิตวิญญาณในการทำงาน เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย

“ผมไม่ชอบให้ใครมาดูถูกตำรวจ ถ้าเขาไม่กลัวตำรวจแล้วสังคมจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะอยู่อย่างไร สำหรับผมไม่มียอม ผมคิดว่า ต้องทำอะไรก็ได้ไม่ให้คนก่อเหตุ ถ้าก่อเหตุผมต้องจับให้ได้ พวกที่ไม่เคารพกฎหมาย  ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ผมดำเนินคดีนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหมด แล้วไม่มีกลั่นแกล้ง ผิดอะไรแค่ไหนแค่นั้น เป็นรองสารวัตรสอบสวนทำหน้าที่สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเอง ไปดูที่เกิดเหตุเอง รายงานการสืบสวนก็ทำเอง มันเจือสมหมด เวลาเสนออัยการอ่านเหมือนนิยายเห็นภาพเลย สั่งฟ้องหมดไม่มีสอบเพิ่มแล้วศาลก็ลง”

 

พบตำนานต้นแบบชั้นครู ก่อนมุ่งสู่งานสายตรวจเมืองหลวง

ต่อมาย้ายไปอยู่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีโอกาสเจอ พล.ต.อ.สมชาย มิลินทางกูร ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เสมือนครูต้นแบบที่เห็นการทำงานตอนคดียิงตำรวจทางหลวงแล้วถูกใจในจิตวิญญาณแบบไม่กลับบ้านกลับช่องจนประสบความสำเร็จถึงทาบทามให้ขึ้นเป็นนายเวรจนผู้เป็นนายเกษียณ ย้ายลงนครบาลครั้งแรกตำแหน่งรองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ

พิสูจน์หน้างานสายตรวจที่เน้นงานป้องกันปราบปราม เพิ่มศักยภาพรถสายตรวจเมืองหลวงเวลาเกิดคดีรีบเข้าที่เกิดเหตุ เสริมกำลังโรงพักระดมจับคนร้าย บางทีล้อมกันทั้งคืน ก่อนขึ้นผู้กำกับการศูนย์รวมข่าว 191 คุมศูนย์วิทยุผ่านฟ้า ตั้งศูนยฺปฏิบัติการควบคุมสั่งการสมัย พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลสถานการณ์ชุมนุมที่เริ่มระอุใจกลางกรุง

หลังจากนั้นขยัยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ไปทำงานโรงพักที่มีความหลากหลายอีกครั้ง หลังจากไปอยู่ที่กบินทร์บุรี พล.ต.ท.สมประสงค์มองว่า แม้งานใกล้เคียงกัน แต่งานเยอะกว่า เมืองเจริญกว่า ตำรวจอีกรูปแบบ เคร่งครัด คล่องตัวกว่า  กระนั้นเราต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวไม่ได้ เรื่องคล่องตัว คิดไว ทำไว กลายเป็นสเปกเราตอนอยู่นครบาลจนชิน อยู่ลุมพีนีทำคดีอาชญากรรมลด สร้างความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่

 

เจอเผือกร้อนเด้งข้ามหน่วย แต่รวยความสุขไปอีกรูปแบบ

ถึงช่วงเปลี่ยนผ่านแม่ทัพ เขาขอขึ้นรองผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ยศขณะนั้นคุมหน่วย ดูหน้างานด้านความมั่นคง แก้ปัญหาการชุมนุมที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากหลายกลุ่ม หลายฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นเผือกร้อนโดนพิษการเมืองแบ่งขั้วเด้งเป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

พล.ต.ท.สมประสงค์ยืนยันไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง ไปทำงานอำนวยการหลับทำให้มีความสุข เพราะทำงานบู๊มามาก ไม่ได้หลับได้นอน เพลินติดลมเหมือนเป็นกิเลส จับคนร้ายได้ ใครเดือดร้อนเราช่วยได้ เป็นความสุขอีกรสชาติ เพลินจนไม่ได้หลับนอน พอมาอยู่อำนวยการ 8 โมงเช้าต้องถึงที่ทำงานเช็กลูกน้อง เข้าแถวเคารพธงชาติ พอ 4 โมงเย็นเลิกงาน อยู่ไป 15 วัน เริ่มมีความสุขอีกแบบ

เป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางอยู่ 3 ปี  นายบางคนมาบอกอย่าอยู่ดีกว่า ฝีมือแบบนี้ ให้เลือกเอาได้ แต่เขาปฏิเสธอยากทำงานอำนวยการ ปรากฏคำสั่งออกมาย้ายเป็นรองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนขึ้นผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 และเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 หลังจากเกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์

 

พลิกบัญชีนั่งเก้าอี้ผู้การชลบุรี ไปทำหน้าที่แก้ปัญหานักท่องเที่ยว

คลี่คลายทุกอย่างเรียบร้อย รวมถึงการจัดระเบียบสังคมในพื้นที่รับผิดชอบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำไปทำมาถูกย้ายเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เพื่อแก้ปัญหาสารพัดในห้วงเวลานั้นเกี่ยวกับนักท่องเที่ยว ถูกก่ออาชญากรรมถึงขั้นลงในเว็บไซต์ต่างประเทศของแต่ละประเทศ ทำให้เกิดภาพลักษณ์เสียหายกระทบต่อการท่องเที่ยว

เขาประกาศเอาจริงเอาจังทำคดีอาชญากรรมไม่เกิดกับนักท่องเที่ยว มีสถิติจับกุม 100 เปอร์เซ็นต์ แถมประสานงานกับองค์กรต่างชาติ สถานทูตเพื่อทราบถึงแผนการดำเนินการอย่างไรจนเอาไปเผยแพร่ในประเทศบ้านเกิดดึงนักเที่ยวกลับเข้ามาเมืองไทยแถวชายทะเลภาคตะวันออกจังหวัดชลบุรีที่เมืองพัทยาเป็นพื้นที่รายได้หลัก ควบคู่กับการเร่งสำนวนค้างเก่าหมื่นกว่าสำนวนจนเหลือแค่หลักร้อย ส่งผลให้ขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7

พล.ต.ท.สมประสงค์เล่าว่า ไปแบบงง ๆ ได้คุมงานป้องกันปราบปรามใช้ประสบการณ์สมัยอยู่นครบาลมาปรับลงตรวจพื้นที่เอง คุยกับเด็ก ไม่ใช่หัวหน้าหน่วย เพื่อดูขีดความสามารถของแต่ละสถานีเป็นอย่างไร พอเจอปัญหาก็เรียกประชุมบอกหัวหน้าหน่วยไปแก้ไข บางโรงพักได้รับรางวัลสายตรวจดีเด่น เราลงไปเยี่ยมเพื่อขอเจอตัวที่ถูกเสนอชื่อ

 

ชีวิตวนเวียนเป็นลูกตะกร้อ เชื่อมต่อประสบการณ์หลายภาค

“คนนี้อยู่มานาน ผมถามเขตตรวจไหน เขตตรวจนี้ มีมะพร้าวเยอะไหม อ้างว่า ปลูกทั้งตำบล ก็ถามอีกว่า ตำบลนี้ที่อยู่ มีมะพร้าวกะทิกี่ต้น กลับตอบไม่ได้ อย่างนี้ไม่ใช่สายตรวจดีเด่นแล้ว แสดงว่า ไปไม่จริง เพราะว่ามะพร้าวสินค้าส่งออกของพื้นที่ เป็นสินค้าดีเด่น สินค้าโอทอป ผมก็แหย่ต่อว่า อย่างนี้ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าถึงประชาชน จริงๆ มันต้องรู้หมด ตำรวจสมัยก่อน ตอบได้หมดนะ” นายพลหนุ่มมากวิชาขยายความ“ใครอยู่ที่ไหน อย่างไร บ้านไหนมีประกอบอาชีพอะไร ที่ไหน อย่างไร ต้องรู้หมด”

ทำให้เขาปรับสายตรวจให้เข้าถึงพื้นที่จริงๆ เอารองสารวัตรป้องกันปราบปราม สารวัตรป้องกันปราบปรามไปฝึก ปลูกสร้างแนวคิดว่า งานป้องกันปราบปรามเป็นอย่างไร เอาคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาให้อ่านว่า หน้าที่ตัวเองเขียนไว้อย่างไร ให้ท่องตามแล้วปฏิบัติตามคำสั่ง  คิดเห็นอะไรที่ดีกับพื้นที่ ใส่เพิ่มเติมลงไป แต่ต้องรักษาสิ่งที่สำหรับงานตำรวจแห่งชาติสั่งไว้ว่ามีหน้าที่บทบาทอะไร

ขับเคลื่อนงานปีเดียวโยกกลับมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  ทั้งที่กำลังคุ้นเคยกับสถานที่และลูกน้อง เริ่มเดินงานยาเสพติด ปัดกวาดบ้านลงโทษตำรวจที่มีพฤติกรรมรีดไถ ตีกิน แต่วิธีการลงโทษจะต่างกับคนอื่น คือ เรียกมาเขียนรายงานชี้แจงและเขียนคำมั่นสัญญาต้องไปแก้ปัญหาในโรงพักอย่างเรื่องยาเสพติดภายใน 3 เดือน  จับยาเสพติดให้ได้ 10 คดี ไม่นับคดีเสพ ถ้าไม่ได้ถึงพิจารณาลงโทษทางปกครอง เขียนเป็นบันทึกสัญญาไว้

 

คืนร่างเป็นรองแม่ทัพนครบาล รับดูงานเกี่ยวกับความมั่นคง

“เชื่อไหมว่า พวกนั้นขยันทำงานไล่ตามจับยาเสพติดกันหมด จากตอนแรกคิดว่าจะโดนสั่งขัง แต่ผมคิดว่าทำอย่างไรถ้าคิดจะลงโทษลูกน้องแล้วเกิดประโยชน์กับสังคม และให้ตำรวจที่มีฝีไม้ลายมือได้ทำงาน ทำให้ประชาชนมีความสุข บางทีเอามาขังเป็นอีกแบบหนึ่ง สำหรับผมมองว่า ลงโทษจากเบาไปหาหนัก อาจจะเกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่า”

“บางคนตาแดงจะร้องไห้ บอกว่า ไม่เคยเจอผู้บังคับบัญชาลงโทษแบบนี้ ลงโทษให้ไปทำงาน แล้วถ้าจับไม่ได้ถึงมีโทษ เลยช่วยกันใหญ่ทั้งโรงพัก บางทีไปจับข้ามเขตเลยตลอด 3 เดือนที่ให้การบ้านต้องได้ 10 คดี ไม่นับคดีเสพ มันเป็นวิธีการของผม  เป้าหมายผม คือ ประชาชน ประเทศชาติ อยู่ได้มั่นคง ไม่เกิดความเสียหาย” พล.ต.ท.สมประสงค์ว่า

สลับกลับมาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกถูกมอบหมายรับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามเหมือนเดิม แต่ไม่เข้มข้นอย่างเก่า เพราะทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ไม่ต้องปรับแก้ไขอะไรมาก ก่อนโยกเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คุมงานความมั่นคง ถือเป็นอีกประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้ในชีวิตข้าราชการตำรวจอย่างไม่เคยคิดมาก่อน

 

ยอมรับอยากมีความก้าวหน้า ไม่คิดว่าจะได้มาเป็นผู้นำถิ่นอีสานใต้

แล้วชะตาชีวิตก็พลิกผันข้ามห้วยมาคุมตำรวจอีสานใต้ เจ้าตัวแสดงความคิดเห็นว่า ทุกคนอยากมีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ มีความคาดหวังอย่างน้อยในชีวิตก่อนเกษียณได้เป็นรองผู้บัญชาการและได้เป็นผู้บัญชาการสักครั้งที่ไหนก็ได้ แม้จะเป็นผู้บัญชาการประจำ  ไม่ได้เลือกว่า ต้องเป็นที่นั่น ที่นี่ อยู่ตรงไหนก็ได้ พอคำสั่งออกมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นที่ไม่เคยอยู่ โฉบมานิดเดียวสมัยตามท่านอัยยรัช เวสสะโกศล ขับรถตรวจทุกโรงพักในพื้นที่ 200 กว่าโรงพัก พร้อมกับท่านสมชาย มิลินทางกูร

“ท่านสมชายขยันตรวจมาก ไปคลุกคลีสอนยิงปืน ผมเป็นทีมงานสอนยิงปืนกับท่าน ท่านสมชายรักตำรวจมาก เห็นตำรวจเจอปัญหาที่ไหนจะไปศึกษา แล้วมาเล่าให้ตำรวจฟังว่า ตรงนี้มีเคสนี้ มีปัญหานี้ ควรจะทำอย่างนี้ ให้ทุกคนเข้าใจ ผมไปสอนยิงปืนกับท่าน ไปสอนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  เริ่มมีการรื้อฟื้นการฝึกกันอย่างจริงจัง ไปสอนยุทธวิธี ไม่ได้สอนไปยืนหลับตาเล็งยิงเป้า สอนในเวลากลางคืน ปิดไฟหมด ให้ความรู้สึกว่า มีคนร้ายอยู่ข้างหน้าแล้วชักปืนยิงด้วยความรู้สึก ยิงปืนแบบสัญชาตญาณ”

พล.ต.ท.ประสงค์ถ่ายทอดประสบการณ์สมัยลงไปกับผู้เป็นนายบนสมรภูมิรบนอกระบบชายแดนด้ามขวานว่า เน้นการฝึกยุทธวิธี ปลุกขวัญตำรวจให้ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองจากที่โดนถล่มฝ่ายเดียว ตอนหลังผู้บังคับบัญชาเห็นความสำคัญส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปช่วย ตำรวจมีขวัญกำลังใจมากขึ้น เมื่อได้มารับตำแหน่งผู้บัญชาการำตรวจภูธรภาค 3 ถึงหยิบเอาเรื่องราวของผู้เป็นนายแต่ละท่านที่เราสัมผัสมาปรับใช้บริหารหน่วยสอดคล้องกับนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กร สอนให้ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

แม่ทัพตำรวจอีสานใต้ยึดยุทธศาสตร์ขององค์กร นอกจากงานถวายความปลอดภัยที่เป็นภารกิจเหนือชีวิตแล้ว ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ทันสมัย ใช้เทคโนโลยี เข้าถึงประชาชน “แต่ละนโยบาย แต่ละวิสัยทัศน์ของผม มีความหมายลึกซึ้ง การถวายความปลอดภัยก็หลายด้าน ถวายความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ ทุกคนต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักชาติอย่างเดียวไม่พอ ตำรวจรักชาติแล้วต้องรู้หน้าที่ด้วย ไม่ใช่รู้จักแต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง เช่นเดียวกับ  การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม อันนี้เรื่องใหญ่ เพราะทุกวันนี้ตำรวจถูกระแนะกระแหน ถูกกล่าวหาจากประชาชนว่า ไม่ยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่ดี ตำรวจกลั่นแกล้ง ตำรวจเข้าข้างโน่นนี่ ผมถึงนำนโยบายเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหา ตำรวจมีหน้าที่อย่างเดียว รวบรวมพยานหลักฐาน  ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ลงความเห็นให้องค์กรทางกฎหมายอื่นพิจารณา”

“ตำรวจอย่าไปชี้ผิดชี้ถูกโดยเด็ดขาด เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ หน้าที่การชี้ผิดชี้ถูก เป็นหน้าที่อัยการ กับศาลเท่านั้น ตำรวจต้องมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานจากฝ่ายไหนที่ได้มา ถึงจะมีความเห็นไปตามนั้น ประชาชนจะได้เข้าใจ ไม่อย่างนั้นก็จะหาว่าตำรวจเอนเอียง เข้าข้าง ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ พยายามนำตรงนี้ไปเสนอแนวคิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับทราบ” พล.ต.ท.สมประสงค์อธิบายหลักการ

เช่นเดียวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ตามความเจริญของโลกยุคใหม่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ชื่นชมหลักคิดของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เกี่ยวกับเรื่องกล้องซีซีทีวี และการใช้เทคโนโลยีควบคุมอาชญากรรม เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีคนเยอะแยะมากมาย  ทั้งคนต่างถิ่น ไม่มีภูมิลำเนา คนในถิ่น คนต่างชาติในการป้องกันคนร้าย การจับคนร้าย เป็นเรื่องยาก เทคโนโลยีของกล้องซีซีทีวีจะช่วยในการดูและป้องกันภัยอาชญากรรม ให้ความสุขแก่ประชาชน แต่ต้องบริหารจัดการให้ได้ ลงทุนน้อยแล้วเกิดประโยชน์คุ้มค่า

 

กำชับหลักการเข้าถึงประชาชน เดินวนถามสารทุกข์สุขดิบชาวบ้าน

เจ้าตัวยืนยันจะนำนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาใช้ให้สำเร็จภายใน 1 ปี โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี สานต่อแนวคิดว่า ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุข ความหวาดกลัวภัยให้ลดน้อยลง เช่น ซอย ถนน เปลี่ยว สุภาพสตรีเดินไปคนเดียวต้องไม่มีความรู้สึกว่า จะโดนกระชากกระเป๋า โดนฉุดไปข่มขืน ตรงนี้ตำรวจต้องทำงานให้หนัก ต้องเข้าถึงประชาชน

พล.ต.ท.สมประสงค์ขยายความต่อเรื่องการเข้าถึงประชาชนว่า การพูดจาอาจดูง่าย แต่ลองไปเปิดพจนานุกรมจะรู้ว่า ต้องทำอย่างไร การเข้าถึง พจนานุกรมอธิบายความหมายว่า ต้องซาบซึ้ง รู้ซึ้งถึงจิตใจ ความต้องการของประชาชน ดังนั้นต้องเริ่มจากผู้บังคับบัญชาในการบริหารกำลังพลที่มีอยู่ในมือ เลือกเอาวิธีการแบบบรรพบุรุษเก่าๆ ที่ทำงานแล้วมีชื่อเสียงและชาวบ้านศรัทธาว่าทำอย่างไร ไม่ยาก แค่คนที่ออกเวรมานอนให้เต็มอิ่ม ตื่นมาหน้าใสแล้วลงพื้นที่ เดินพบปะประชาชน บางทีพาลูกพาเมียไปกินข้าว ก็ได้คุยกับประชาชนแล้ว สอบถามสารทุกข์สุขดิบ ขายดีไหม มีใครมารังแกไหม มีใครมาปล่อยเงินกู้เกินราคาหรือไม่ ทำให้เรารู้ถึงปัญหาแท้จริง

“ จากที่ผมมีประสบการณ์ แล้วมองด้วยตัวเอง หลังไปสำรวจมา ทำให้รู้ว่า ประชาชนส่วนหนึ่ง ขาดความเชื่อมั่น ไม่ไว้ใจตำรวจ ต่อไปนี้ตำรวจภูธรภาค 3 ผมจะเชิญตำรวจที่ออกเวรมามอบนโยบายจะต้องเข้าถึงประชาชน  ไปพบปะพูดคุย ต้องไปหาชาวบ้าน แสดงตัวเป็นตำรวจ พกวิทยุ พกอะไรไปให้รู้เป็นตำรวจ ถามสารทุกข์ สุขดิบ มีความเดือดร้อนอะไรที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่เรา มีอาชญากรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้นในพื้นที่หรือไม่ เริ่มขับเคลื่อนไปพอสมควรแล้ว”

 

ประกาศห้ามเอาเปรียบลูกน้อง สอดส่องอาชญากรลดอาชญากรรม

เขาเชื่อว่า หากทำอย่างนี้ประชาชนจะอุ่นใจ ไว้ใจ แล้วจะหันกลับมาเป็นพวกตำรวจค่อยแจ้งเบาะแส ยิ่งพบว่าตำรวจหลายโรงพักเป็นคนในพื้นที่หมด ยิ่งง่ายในเรื่องการจัดการ ทว่าปัจจุบันขาดการขับเคลื่อน ทั้งที่นายดาบ หมู่ จ่าจะรู้เกือบทุกบ้านว่า ใครอยู่ตรงไหน ลูกเต้าเหล่าใคร แต่กลับมองผ่านเลย ไม่รู้ปัญหา พอเช็กคนที่เกลียดตำรวจข้อมูลก็ไม่ได้ตรงตามข้อเท็จจริง

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ยังสะท้อนด้วยว่า หลายบ้านเป็นลูกหลานตำรวจชั้นประทวน สัมผัสถึงเรื่องผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรังแก เอารัดเอาเปรียบ กลายเป็นประเด็นให้เกิดการร้องเรียนที่ลูกหลานทนไม่ไหวต้องให้ข้อมูลแทน ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อไปนี้  ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความร่วมมือทำตรงนี้ได้ รับรองบรรลุนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแหงชาติแน่ ในเรื่องความร่วมมมือของประชาชน ชาวบ้านจะรักตำรวจ การหวาดกลัวภัยต่างๆ จะลดลง หรือแทบจะไม่มี

ส่วนงานอาชญากรรม พล.ต.ท.สมประสงค์เข้าใจดีว่า เป็นเรื่องของอาชญากรที่ก่อเหตุ เฉพาะรายที่ตำรวจควบคุมไม่ได้ จะให้ไม่มีอาชญากรรมคงไม่ได้ แต่ต้องให้ลดน้อยลงมากที่สุด ต้องควบคุมคนที่เป็นเป้าหมาย ถ้าลงพื้นที่ ตำรวจจะรู้  คอยเฝ้า คอยดู คอยระวังกลุ่มเป้าหมายออกจากบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหน ตำรวจต้องรู้แล้วส่งซิก ส่งข่าวมา ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกระดับ งานตำรวจก็มีแค่นี้ คือ รักษาความสงบเรียบร้อย งานจะจบที่โรงพัก ไม่ต้องแบกภาระ

 

คุมคนไม่ดีให้อยู่ในกรอบ กับข้อสอบต้องรักษาบ้านเมือง

“การทำงานของผม ตำรวจเหมือนแมวจะเป็นชุดไหนก็จับหนูได้ คนเข้าเวรก็แต่งเครื่องแบบ คนไม่เข้าเวรก็ไปลงพื้นที่ ไปคุมให้อยู่ ไปคุมให้ได้ว่า เหตุจะต้องไม่เกิด ถ้าเกิดต้องจับได้ ใครไม่ดีต้องคุมมันไว้ แม้เราจะห้ามให้คนไม่ดีต้องเป็นคนดีไม่ไหว  เหมือนกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่า เราจะต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้คนไม่ดี ได้มาปกครองบ้านเมือง ไม่ให้ก่อเหตุได้” ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 น้ำเสียงจริงจัง

เล่าเรื่องราวในอดีตว่า ตำรวจสมัยก่อน ออกเวรสอบสวนไปเป็นสายสืบแล้ว  วัยรุ่นออกมาตีกัน พอตำรวจออกไปบอก ก็หยุดยกมือไหว้ เลิกรากันไป หากเป็นปัจจุบันลองไปห้าม รับรองคงโดนเด็กวัยรุ่นตบหัวเอาให้  ทำไมไม่กลัวตำรวจ บางทีเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี หรือมารยาท โซเชียลมีเดียมีผล เช่นสื่อผลิตรายการออกมาแข่งขันกัน มีหลายมาตรฐาน ทุกคนเป็นสื่อได้ สังคมก็อยู่ลำบาก ประชาชนผู้เสพต้องมีจุดยืน และมีความเชื่อมั่น อยากวอนประชาชนบางกลุ่ม อย่าไปทำในสิ่งที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้เกิดความเสียหายดีกว่า ประเทศไทยอยู่ดีมีสุขแล้ว ไม่มีอดตาย ต้องกลับมาดูตัวเองแล้วมาช่วยรักษาบ้านเมือง

“มีปัญหาอะไรในหน้างานของตำรวจ รีบบอกเราเลย อย่าให้เหตุมันเกิด ใครทะเลาะกัน ขู่ว่าจะฆ่ากัน อันนี้ต้องมาบอก ตำรวจจะไปแก้ปัญหา เรียกมาเคลียร์ เรียกมาคุย เรียกมาทำประวัติ ตำรวจจะช่วยได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหามันเกิด แล้วทีนี้มาร้องตำรวจให้จับคนร้าย ลูกหลานตาย โดนรังแก ไม่มาบอก พอเกิดเหตุแล้วมาว่า ตำรวจไม่ทำ แบบนี้ไม่ใช่ ทุกคนต้องช่วยกัน”  พล.ต.ท.สมประสงค์ฝากให้คิด